บัซซี่บีส์ เปิดตัวโมเดลการตลาดรูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Buzzebees Z-Through’ เดินหน้าปูพรม Digital Marketing บนแพลตฟอร์มสมาร์ทโฟน สู่ระดับแบรนด์องค์กร ด้วยการใช้ Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ แล้วสร้างแคมเปญการตลาดที่ถูกจริตกับแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น ตั้งเป้ารายได้ทะลุ800 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2561
มร. ไมเคิล เชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด เปิดเผยว่า“ปัจจุบันนี้ บัซซี่บีส์ เป็นผู้นำตลาดด้านMobile CRM Privilege Platform ด้วยสัดส่วนอยู่ที่ 80% และมีจำนวนผู้ใช้ในประเทศไทยกว่า 45 ล้านคน และด้วยตลอดระยะเวลามากกว่า5ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2555 บัซซี่บีส์ ถือเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้นำตลาดเพียงรายเดียวที่สามารถตอบโจทย์แบรนด์ได้อย่างครบวงจร
และด้วย 4ฟังก์ชั่นหลักๆ ได้แก่1) ระบบ CRM พร้อมการจัดหา privilege แบบ end-to-end 2) ระบบ Digital Wallet Payment และ 3) ระบบ E-Commerce และ 4) แพลตฟอร์มการตลาดรูปแบบใหม่ Buzzebees Z-Through ที่ตรงใจผู้บริโภค
ปัจจุบัน บัซซี่บีส์ มีลูกค้าเป็นแบรนด์องค์กรกว่า 60 ราย อาทิ ซัมซุง, ไทยพาณิชย์, มี๊ด จอห์นสัน, น้ำดื่มสิงห์, ซิตี้แบงก์, กสิกรไทย, กรุงไทยแอกซ่า, อลิอันซ์ อยุธยา, เทสโก้ โลตัส, ทรู คอฟฟี่เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นแบรนด์ชั้นนำในด้าน Digital Marketing รวมถึงบริษัทฯ ได้ขยายตัวออกไปยังตลาดต่างประเทศ 7 ประเทศ ได้แก่ ลาว มาเลเซีย อินโดนีเซีย แอฟริกา กาน่า แคมมารูน และไอวอรี่โคสต์ แล้วเช่นกัน
และเนื่องด้วยบริษัทฯ ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะพัฒนาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รวมถึงมีการวิเคราะห์คาดการณ์เทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นบนโลกดิจิทัลในอนาคต และได้ลงมือพัฒนาระบบไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมรองรับกับการเปลี่ยนแปลงสู่ Digital Transformation ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคต โดยที่ผ่านมา บัซซี่บีส์ได้ปรับเปลี่ยนการทำแคมเปญความจงรักภักดีในรูปแบบเดิมๆ จากที่ใช้กระดาษ คูปอง แคตตาล็อกสินค้า สู่แพลตฟอร์มดิจิทัล ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก
ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดการใช้ทรัพยากร และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคมาใช้การแลกรับสิทธิประโยชน์บนแพลตฟอร์มมือถือได้อีกด้วยโดยเฉลี่ยในแต่ละเดือน มีผู้ใช้งานแลกสิทธิประโยชน์(Redeem)เฉลี่ยสูงถึง 1,200,000 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในแต่ละเดือน บัซซี่บีส์ช่วยลดปริมาณการใช้กระดาษได้มากมายมหาศาล
นอกจากนี้ เมื่อช่วงปลายปี 2560 บัซซี่บีส์ ได้เดินหน้าขยายตลาดและไปเปิดบริษัทฯ ในกลุ่มประเทศ AEC ถึง 2 ประเทศ คือ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของคนมาเลเซียถือว่าใกล้เคียงกับคนไทยมาก ทำให้มีองค์กรหลายรายสนใจที่จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อให้เราออกแบบพัฒนาแพลตฟอร์มด้าน CRM Privilege ให้
คาดว่าภายในปีนี้ จะสามารถขยายธุรกิจและเติบโตได้ในระดับที่น่าพอใจ ขณะที่ปัจจุบัน บริษัทฯ มีลูกค้าองค์กรTesco และ BP Petrolในมาเลเซีย และ Telecom XL ในอินโดนีเซีย
ด้านนางสาวณัฐธิดา สงวนสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัซซี่บีส์ จำกัด กล่าวว่า “บัซซี่บีส์กำลังจะก้าวข้ามไปอีกขั้น โดยหัวใจสำคัญในปี 2561 นี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัวโมเดลการตลาดรูปแบบใหม่ที่ใช้ Big Dataปริมาณมหาศาลมาเป็นแกนขับเคลื่อนภายใต้คอนเซ็ปต์ “Buzzebees Z-Through”ซึ่งเกิดจากการสร้างและพัฒนาระบบ Eco-System จากข้อมูล Big Data ด้านพฤติกรรมของผู้ใช้งานกว่า 45ล้านคน มาต่อยอดพัฒนา
โดยตลอดระยะเวลา 2 ปี บัซซี่บีส์ได้พยายามศึกษาเรียนรู้ ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ ลองผิดลองถูก กล้าปรับเปลี่ยน จนเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างมีนัยสำคัญในวันนี้ โดยระบบจะเก็บสถิติต่างๆ ได้ในเชิงลึก แม้กระทั่งทราบถึงเวลาในการหยุดดูผลิตภัณฑ์สินค้าต่างๆ จำนวนวินาทีในการ scroll down ว่าสนใจอะไร หรือไม่สนใจอะไร
การคลิกเข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ระบบจะสามารถรับรู้ถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคได้ค่อนข้างแม่นยำ ฯลฯ เพียงแค่ใส่ Hashtag สิ่งที่อยากรู้บนโลกออนไลน์ และนำมาจับคู่กันแล้วเกิดผลลัพธ์ในการทำการตลาดอย่างมากมายมหาศาล

ซึ่งการทำแคมเปญการตลาดในรูปแบบของ “Buzzebees Z-Through” บริษัทฯ มั่นใจว่าจะกลายเป็นเทรนด์ในการทำตลาดยุคดิจิทัลในปัจจุบัน และอาจปรับเปลี่ยน Landscape ของการทำแคมเปญการตลาดขององค์กรต่างๆ ในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย”
ระบบEco-System ของบัซซี่บีส์ จะสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าได้ตรงกลุ่ม รวมถึงออกแบบโปรโมชั่นหรือแคมเปญต่างๆ ได้โดนใจผู้บริโภคได้อย่างชาญฉลาด สามารถเลือกทำโปรโมชั่นแบบ customize เฉพาะกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งองค์กรและนักการตลาดในยุคดิจิทัลเป็นอย่างมาก ทำให้บริหารงบการตลาดได้อย่างคุ้มค่า และเกิดประสิทธิผลสูงสุดเมื่อเทียบกับมูลค่าหรือผลลัพธ์ที่จะได้รับ
โดยรูปแบบการทำตลาดของ “BuzzebeesZ-Through”นี้จะแตกต่างจากการโฆษณาหรือการจัดโปรโมชั่นในรูปแบบเดิมๆ ที่จะเป็นการใช้โปรโมชั่นแบบเดียวกันทั่วประเทศ ยกตัวอย่าง โปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ทั่วประเทศ ซึ่งผู้บริโภคบางกลุ่มใช้ผลิตภัณฑ์นี้อยู่แล้ว เมื่อสินค้าหมดกลุ่มนี้ก็เกิดการซื้อซ้ำอยู่แล้ว
แทนที่นักการตลาดจะเลือกทำแคมเปญกับกลุ่มที่ใช้ผลิตภัณฑ์ใกล้เคียงกัน หรือเคยลังเล เคยหยุดดูนานๆ หรือเคยคลิกดู แล้วใช้แคมเปญกระตุ้นเพื่อให้กลุ่มดังกล่าวเปลี่ยนใจมาใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา ด้วยแคมเปญที่โดนใจ หรือทำโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 เฉพาะกลุ่มที่เราต้องการให้ switch แบรนด์ เป็นต้น
ซึ่งจะได้ผลตอบรับจากผู้บริโภคดีกว่าโปรโมชั่นในรูปแบบเดิมๆ ที่สูญเสียการลงทุนทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ รวมถึงงบการตลาดในมูลค่ามหาศาล
นายไมเคิล เชน กล่าวปิดท้ายว่า “ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าคิดกล้าทำ และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา บัซซี่บีส์มั่นใจในวิสัยทัศน์และกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2561 นี้ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้บริษัทฯ มีรายได้ไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท จากการพัฒนาระบบ Big Data ภายใต้คอนเซ็ปต์ Buzzebees Z-Through
ผนวกกับการรุกเดินหน้าร่วมกับพันธมิตรองค์กรต่างๆ โดยบริษัทฯ พร้อมให้คำปรึกษาแนะนำแคมเปญที่โดนใจเพื่อจูงใจผู้บริโภคให้ได้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด มีสรุปวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ของแคมเปญ รวมถึงปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
นอกจากนี้ ยังมีแผนการตลาดร่วมกับพันธมิตรในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายการเติบโตของตลาด CRM Privilege สู่ประเทศในแถบ AEC ซึ่งถือว่าปี 2561 นี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของบัซซี่บีส์ในฐานะสตาร์ทอัพอันดับหนึ่งในด้าน CRM Privilege Platform และสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในตลาดประเทศไทยและในตลาดภูมิภาคเอเชีย
โดยหากเทียบกับปี2560 ที่ผ่านมา บริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 512ล้านบาท, ปี 2559 อยู่ที่ 379 ล้านบาท และปี 2558 อยู่ที่ 161 ล้านบาท นับว่าเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า บัซซี่บีส์เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง สามารถสร้างรายได้เติบโตได้อย่างต่อเนื่องแบบก้าวกระโดดในทุกๆ ปี และสามารถสร้างผลกำไรได้จนถึงทุกวันนี้”