บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับสภาเทคนิคการแพทย์ เปิดตัว ‘โครงการ Lab Benchmarking 2025’ มุ่งยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (ห้องแล็บ) ทั่วประเทศสู่ระดับสากล ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนห้องแล็บที่ผ่านการรับรองมาตรฐานขึ้น 20% ภายในสิ้นปี 2568 เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ (Medical and Wellness Hub) ของภูมิภาคเอเชีย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ในความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศไทย บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อการวินิจฉัยโรค ได้ผนึกกำลังกับ สภาเทคนิคการแพทย์ ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพหลักของผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ในประเทศไทย เดินหน้าโครงการ “Lab Benchmarking 2025” อย่างเป็นทางการ โครงการนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในการผลักดันและพัฒนาคุณภาพของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ห้องแล็บ” ทั่วประเทศไทย ให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ
ความร่วมมือนี้ถูกประทับตราอย่างเป็นทางการด้วยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมการทำข้อมูลเชิงลึกของห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในประเทศไทย ระหว่าง ทนพ.สมชัย เจิดเสริมอนันต์ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ และ นายมิไฮ อิริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด วัตถุประสงค์หลักของข้อตกลงนี้คือการรวบรวมข้อมูลการดำเนินงานที่ครอบคลุมและเป็นระบบของห้องแล็บต่างๆ ในประเทศไทย เพื่อนำมาวิเคราะห์ เปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานสากล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีการแข่งขันและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์สูง ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการเปรียบเทียบนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการระบุจุดแข็ง จุดที่ต้องพัฒนา และโอกาสในการปรับปรุงกระบวนการทำงานของห้องแล็บแต่ละแห่ง นำไปสู่การยกระดับคุณภาพกระบวนการตรวจวินิจฉัยโดยรวม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของผลการตรวจ อันเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและการวางแผนการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับผู้ป่วย
โครงการ Lab Benchmarking 2025 ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายแต่มีความสำคัญยิ่ง โดยมุ่งหวังให้มีห้องแล็บจากทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 150 แห่ง และตั้งเป้าเพิ่มจำนวนห้องแล็บที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลให้สูงขึ้นถึง 20% ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2568 ความริเริ่มนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการทางการแพทย์ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังสอดคล้องและสนับสนุนนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็น “ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ” (Medical and Wellness Hub) ของภูมิภาคเอเชีย
การมีห้องแล็บที่ได้มาตรฐานสากลจำนวนมากขึ้น จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงสำหรับประเทศไทย
ทนพ.สมชัย เจิดเสริมอนันต์ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันว่า ประเทศไทยมีห้องแล็บที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอยู่แล้วรวมจำนวนกว่า 1,300 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยห้องแล็บที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสภาเทคนิคการแพทย์เองจำนวน 814 แห่ง, ห้องแล็บที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวนกว่า 300 แห่ง และห้องแล็บที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขอีกประมาณ 200 แห่ง
อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมโครงการ Lab Benchmarking 2025 จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการมาตรฐานห้องแล็บที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ห้องแล็บที่เข้าร่วมจะสามารถประเมินจุดยืนของตนเองได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับห้องแล็บอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ทำให้สามารถนำข้อมูลและแนวทางการบริหารจัดการที่ดี (Best Practices) มาปรับประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาและยกระดับบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการทางการแพทย์ให้ดียิ่งขึ้น และเตรียมความพร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
“ในยุคที่การตรวจวินิจฉัยโรคและการให้บริการสาธารณสุขมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ผมอยากเชิญชวนให้ห้องแล็บทั่วประเทศที่เป็นสมาชิกของสภาเทคนิคการแพทย์ร่วมวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับศักยภาพของห้องแล็บ ในโครงการ Lab Benchmarking 2025 ครั้งนี้” ทนพ.สมชัย กล่าว “โดยกระบวนการประเมินนี้จะช่วยให้ห้องแล็บสามารถระบุจุดแข็งและจุดที่ต้องปรับปรุงเพิ่มเติมได้อย่างเป็นระบบ การนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการตรวจวินิจฉัยจะช่วยส่งเสริมความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของผลการตรวจ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ”
ทางด้าน นายมิไฮ อิริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งเสริมการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทย โดยเน้นว่า โครงการ Lab Benchmarking 2025 จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ห้องแล็บทั่วประเทศได้เรียนรู้และปรับปรุงการดำเนินงานโดยอาศัยเทคโนโลยีและความรู้ที่ทันสมัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโรคอุบัติใหม่ หรือโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ต้องการการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว
นายมิไฮยังได้ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญที่ห้องแล็บในประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน “ความท้าทายสำคัญที่สุดสำหรับห้องแล็บในประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นเรื่องของความสามารถในการก้าวตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างทีมบุคลากรที่มีศักยภาพ เพื่อให้สามารถรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ได้แม้ในขณะที่ปริมาณการทดสอบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” เขากล่าว
“ความสำเร็จของโครงการ Lab Benchmarking 2025 จะไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสาธารณสุข แต่ยังสนับสนุนนโยบาย Medical Hub ของประเทศ ทำให้การให้บริการทางการแพทย์มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ประเทศสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและผู้ที่มองหาบริการทางการแพทย์ที่มีมาตรฐานระดับโลกได้มากขึ้น การพัฒนาศักยภาพเหล่านี้ถือเป็นการกระจายความรู้และเทคโนโลยีสู่ทุกภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพและเสริมสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง”
สำหรับกระบวนการดำเนินโครงการนั้น บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ มีประสบการณ์ในการรวบรวมข้อมูล Lab Benchmarking ในระดับสากลมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินการทุกๆ สองปี ตัวแทนจากห้องแล็บที่สนใจเข้าร่วมโครงการจะต้องตอบแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพ (Quality), การบริหารจัดการ (Management), ต้นทุน (Cost), และการนำนวัตกรรมมาใช้ (Innovation) จุดเด่นของกระบวนการนี้คือ ห้องแล็บที่ร่วมตอบแบบสอบถามจะได้รับผลลัพธ์เปรียบเทียบกับห้องแล็บอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน (Peer Group) แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถเห็นภาพรวมและตำแหน่งของตนเองได้อย่างรวดเร็วและนำไปสู่การวางแผนพัฒนาได้อย่างตรงจุด
ในปี พ.ศ. 2568 นี้ โครงการ Lab Benchmarking 2025 ได้เปิดรับสมัครห้องแล็บจากทั่วประเทศไทยเข้าร่วมแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 หลังจากปิดรับการสำรวจข้อมูลแล้ว คาดว่าจะสามารถเปิดเผยผลการวิเคราะห์ข้อมูลฉบับสมบูรณ์ได้ในช่วงประมาณไตรมาสที่ 3 ของปีเดียวกัน
ทนพ.สมชัย ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ว่า ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือนี้ สภาเทคนิคการแพทย์และโรช ไดแอกโนสติกส์ ประเทศไทย จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลที่ได้จากการสำรวจจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาคุณภาพบริการของห้องปฏิบัติการในประเทศไทย โดยจะมีการนำเสนอผลการวิเคราะห์และข้อค้นพบที่น่าสนใจในงานประชุมวิชาการครั้งสำคัญ คือ งานมหกรรมคุณภาพห้องปฏิบัติการ (Thailand LA Forum 2025) รวมถึงการเผยแพร่ในวารสารทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดการแบ่งปันความรู้และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาในวงกว้าง สำหรับห้องแล็บที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถร่วมให้ข้อมูลได้ผ่านช่องทางออนไลน์ที่ Lab Insights
นายมิไฮ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงภาพรวมและผลกระทบเชิงบวกในระยะยาวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของประเทศไทยที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางการแพทย์ และ Wellness สำคัญของภูมิภาค ที่มีมาตรฐานระดับสากล อีกทั้งยังส่งเสริมการสร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืนในอนาคต”
การจับมือกันระหว่าง โรช ไดแอกโนสติกส์ และ สภาเทคนิคการแพทย์ ผ่านโครงการ Lab Benchmarking 2025 ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การยกระดับมาตรฐานทางเทคนิคของห้องแล็บเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของระบบสาธารณสุขไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการแพทย์และสุขภาพชั้นนำของโลกอย่างแท้จริง
#โรชไดแอกโนสติกส์ #สภาเทคนิคการแพทย์ #LabBenchmarking2025 #ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ #ห้องแล็บ #มาตรฐานสากล #MedicalHub #ศูนย์กลางการแพทย์ #สาธารณสุขไทย #เทคนิคการแพทย์ #การวินิจฉัยโรค #คุณภาพห้องแล็บ #ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ #เศรษฐกิจสุขภาพ #RocheDiagnostics #MedicalTechnologyCouncil