ครม.เคาะ 1.5 หมื่นล้าน ซื้อประกันภัยพิบัติคุ้มครอง 30 ครัวเรือนไทย

ครม.เคาะ 1.5 หมื่นล้าน ซื้อประกันภัยพิบัติคุ้มครอง 30 ครัวเรือนไทย
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 15 นาที

รัฐบาลเดินหน้าปรับกระบวนทัศน์การบริหารความเสี่ยงระดับชาติครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการจัดสรรงบประมาณรวมกว่าหมื่นห้าพันล้านบาท เพื่อถ่ายโอนภัยธรรมชาติไปสู่ระบบประกันภัยเชิงพาณิชย์ ช่วยสร้างหลักประกันชีวิตและทรัพย์สินให้ครอบคลุมประชาชนทั้งประเทศอย่างทั่วถึงและรวดเร็วกว่าเดิม

การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ความเสียหายจากภัยธรรมชาติมีความถี่และความรุนแรงสูงขึ้น จนงบประมาณเยียวยาแบบเดิมเริ่มตึงตัว กลไกนี้จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการยกระดับเกราะคุ้มครองทางสังคมของระบบเศรษฐกิจไทย

พลิกโฉมเยียวยาไทยด้วยงบกลางหมื่นล้าน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและเห็นชอบในหลักการตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในการดำเนิน “โครงการซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน” โดยมีกรอบวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 15,500,000,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าเบี้ยประกันภัยสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางการเงินให้แก่คนไทยทั้งประเทศ

ในขั้นตอนการจัดสรรงบประมาณ รัฐบาลได้อนุมัติเบิกจ่ายงบกลางประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 10,000,000,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณปัจจุบัน เพื่อเร่งผูกพันสัญญาให้ทันกำหนดภายในวันที่ 30 กันยายน 2569 พร้อมทั้งอนุมัติการก่อหนี้ผูกพันตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 สำหรับวงเงินส่วนที่เหลืออีกจำนวน 5,500,000,000 บาท ซึ่งจะเสนอขอรับการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีในรอบปีงบประมาณถัดไปอย่างเป็นระบบ

การจัดสรรงบประมาณก้อนใหญ่ครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายการคลัง จากเดิมที่ภาครัฐต้องแบกรับภาระการจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดความเสียหายทั้งหมด มาเป็นการวางแผนทางการเงินล่วงหน้า โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลังและไม่สร้างแรงกดดันต่องบประมาณแผ่นดินในระยะยาวจนเกินขีดความสามารถ

เปิดตัวสองกรมธรรม์กลุ่มคุ้มครองสามภัยใหญ่

แกนหลักของการสร้างหลักประกันในครั้งนี้ คือการเปิดตัวสองผลิตภัณฑ์ประกันภัยภาครัฐระดับชาติ ได้แก่ “กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่ม” และ “กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุแบบกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 เพื่อเป็นนวัตกรรมคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในกรณีเผชิญเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรง

ผลิตภัณฑ์ประกันภัยทั้งสองรูปแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับและครอบคลุมความเสี่ยงจาก 3 มหันตภัยธรรมชาติหลักที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากที่สุด ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว โดยกรมธรรม์จะมีผลคุ้มครองอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ครอบคลุมความผันผวนของสภาพอากาศรอบปีใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

โครงการดังกล่าวจะขยายความคุ้มครองบ้านเรือนของประชาชนได้ครอบคลุมประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือน ทั่วประเทศ อ้างอิงตามฐานข้อมูลสถิติจำนวนบ้านของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ณ วันที่ 10 กันยายน 2569 ควบคู่ไปกับการให้ความคุ้มครองกรณีการสูญเสียชีวิตจากภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ผู้ประสบภัยได้รับเงินช่วยเหลือที่ครอบคลุมความเสียหายจริงมากกว่าระบบเงินช่วยเหลือแบบดั้งเดิม และได้รับเงินรวดเร็วยิ่งขึ้น

ผนึกกำลังจัดหาผู้รับประกันภัยมาตรฐานสากล

เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้สัมฤทธิผลในทางปฏิบัติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ สำนักงาน คปภ. ได้ร่วมมือกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ในการจัดหาบริษัทผู้รับประกันภัยที่มีฐานะทางการเงินมั่นคง มีมาตรฐานระดับสากล และมีขีดความสามารถในการรองรับความเสี่ยงขนาดใหญ่ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการเบี้ยประกันและจ่ายสินไหมทดแทนอย่างเป็นธรรม

การผนึกกำลังครั้งนี้เป็นการดึงศักยภาพของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการกระจายความเสี่ยง โดยสำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะร่วมกันประเมินศักยภาพเชิงลึกของบริษัทประกันภัยในตลาด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรง และสามารถจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ถึงมือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุด

ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อวางโครงสร้างข้อมูลและหลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้สอดคล้องกับระเบียบราชการ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ซึ่งมักขาดโอกาสในการเข้าถึงระบบประกันภัยเชิงพาณิชย์

คุมเข้มเกณฑ์จ่ายซ้ำซ้อนและฐานข้อมูลทะเบียน

เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ทับซ้อนกับมาตรการเดิม คณะรัฐมนตรีได้กำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ให้มีผลบังคับใช้เฉพาะกับเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เท่านั้น ก่อนที่กรมธรรม์ประกันภัยชุดใหม่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

นอกจากนี้ สำนักงบประมาณได้กำชับให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของการเยียวยาจากหน่วยงานภาครัฐในรูปแบบอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ประสบภัยทุกกลุ่ม พร้อมทั้งเร่งบูรณาการตรวจสอบฐานข้อมูลประชากรตามทะเบียนราษฎรอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร รวมถึงกลุ่มผู้เช่าอาศัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีผู้ประสบภัยตัวจริงตกหล่นจากสิทธิการคุ้มครอง

มาตรการคุมเข้มด้านฐานข้อมูลและความซ้ำซ้อนนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้เม็ดเงินงบประมาณ 1.55 หมื่นล้านบาท กระจายตัวไปยังกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงอย่างโปร่งใส และช่วยให้กระบวนการพิสูจน์สิทธิเพื่อรับค่าสินไหมทดแทนมีความรวดเร็ว ไม่ติดขัดกับขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อนในยามที่ประชาชนกำลังเผชิญหน้ากับความสูญเสีย

มุมมองหน่วยงานรัฐชี้ช่องโอนย้ายความเสี่ยง

สำนักงบประมาณระบุในความเห็นประกอบการพิจารณาว่า การนำเรื่องขอกราบเรียนนายกรัฐมนตรีจนนำไปสู่ความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีนั้น มีเป้าประสงค์เพื่อยกระดับการช่วยเหลือประชาชนให้ต่อเนื่อง รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยอาศัยเครื่องมือการถ่ายโอนความเสี่ยงจากสาธารณภัย (Risk Transfer) ผ่านระบบการประกันภัยเชิงพาณิชย์ เพื่อรองรับแนวโน้มภัยพิบัติขนาดใหญ่ที่มีความถี่สูงขึ้น

ด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ได้ร่วมให้ความเห็นชอบต่อการจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ พร้อมทั้งเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ว่า กระทรวงมหาดไทยควรจัดให้มีการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ รวมถึงความคุ้มค่าของการดำเนินงานทันทีภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เพื่อนำข้อมูลจริงมาปรับปรุงระบบประกันภัยพิบัติของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

ยิ่งไปกว่านั้น สศช. ยังได้เสนอแนะให้ภาครัฐพิจารณาปรับบทบาทในระยะยาว จากการเป็นผู้แบกรับภาระค่าเบี้ยประกันภัยทั้งหมด 100% ไปสู่แนวทางส่งเสริมให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการบริหารและคุ้มครองความเสี่ยงของตนเองมากขึ้น (Co-payment) เพื่อสร้างความคุ้มค่าและความยั่งยืนทางการคลัง โดยไม่ก่อให้เกิดภาระงบประมาณผูกพันต่อเนื่องจนกลายเป็นความเสี่ยงทางการคลังในอนาคต

#ประกันภัยพิบัติ #งบกลาง2569 #กรมธรรม์แบบกลุ่ม #คปภ #กระทรวงมหาดไทย #RiskTransfer #ประกันภัยน้ำท่วม #เศรษฐกิจไทย

Related Posts