คณะรัฐมนตรีไฟเขียวงบ 10,785 ล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินแก้วิกฤตพลังงาน มอบหมาย ‘กฟน.’ เดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ลุยติดตั้ง Smart Meter พร้อมระบบสื่อสาร 1.31 ล้านครัวเรือน รองรับนโยบาย Net Billing โซลาร์ภาคประชาชน 6,000 MW และแท่นชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า 740 MW วางรากฐานระบบโครงข่ายไฟฟ้ายุคใหม่รองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดแบบสองทิศทาง
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ โครงการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ เพื่อรองรับพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก และส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) และระบบเพิ่มประสิทธิภาพ กรอบวงเงินรวม 10,785 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569
การขับเคลื่อนครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตราคาน้ำมันและพลังงานโลกที่ผันผวนสูงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้รัฐบาลเร่งแผนเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการขยายเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้า Solar ภาคประชาชนในรูปแบบ Net Billing จากเดิม 500 เมกะวัตต์ พุ่งแตะ 10,000 เมกะวัตต์ พร้อมขยายสัญญาซื้อขายเป็น 20 ปี ทำให้โครงข่ายระบบจำหน่ายไฟฟ้าเดิมจำเป็นต้องเร่งอัปเกรดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาคอขวด (Bottleneck) หรือส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและคุณภาพไฟฟ้าของประชาชน
เจาะงบ 1.07 หมื่นล้าน ปูพรม Smart Meter 1.31 ล้านจุด
กรอบงบประมาณรวม 10,785 ล้านบาท (ปรับลดจากข้อเสนอเดิม 20,170 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองฯ) ถูกจัดสรรออกเป็น 2 ส่วนหลักในการดำเนินงานระหว่างเดือนตุลาคม 2569 ถึงกันยายน 2570 ได้แก่:
-
การจัดหาระบบมิเตอร์อัจฉริยะพร้อมโมดูลสื่อสาร วงเงิน 6,200 ล้านบาท: จำนวน 1.31 ล้านชุด สำหรับติดตั้งให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ติดตั้ง Solar Rooftop หรือเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) เพื่อรองรับการวัดปริมาณกระแสไฟฟ้าแบบ 2 ทิศทาง (Bi-directional) ทั้งฝั่งซื้อและขาย
-
ระบบเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ วงเงิน 4,585 ล้านบาท: พัฒนาระบบประมวลผลกลางเพื่อรับและส่งต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ รองรับกลไกการซื้อขายพลังงานไฟฟ้ากลับคืนสู่โครงข่ายในอนาคต
รองรับโซลาร์ 6,000 MW – ชาร์จ EV 740 MW ผลตอบแทนเศรษฐกิจพุ่ง 18.41%
โครงการดังกล่าวตั้งเป้าหมายกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีศักยภาพหรือติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และเครื่องอัดประจุไฟฟ้าจำนวน 1.31 ล้านราย โดยมีตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Outcome) สำคัญ ได้แก่:
-
รองรับการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจาก Solar ภาคประชาชน: กำลังการผลิตรวม 6,000 เมกะวัตต์ (คิดบนฐาน 5 kW ต่อราย)
-
รองรับการติดตั้ง EV Charger ในที่พักอาศัย: รองรับโหลดการชาร์จรวม 740 เมกะวัตต์
-
ความคุ้มค่าทางการเงินและเศรษฐกิจ: อัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) อยู่ที่ร้อยละ 18.41 มูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจ (ENPV) 6,316.40 ล้านบาท ขณะที่ผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) อยู่ที่ร้อยละ 12.28
นอกจากมิติด้านการรองรับพลังงานสะอาด การเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Meter จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของ กฟน. ได้อย่างมหาศาล ทั้งการลดค่าใช้จ่ายในการจดหน่วยมิเตอร์ การตัด-ต่อกระแสไฟฟ้า การตรวจจับกระแสไฟฟ้าขัดข้อง แรงดันตก-เกิน และลดการสูญเสียในระบบจำหน่ายไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำ
ครม. ขีดเส้นเข้ม คุมสเปก-ดัน Local Content-คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ครม. ยังได้กำหนดเงื่อนไขและแนวทางปฏิบัติสำคัญแก่ กฟน. และกระทรวงมหาดไทย ได้แก่:
-
ผลักดัน Local Content: กำชับให้ส่งเสริมการใช้อุปกรณ์ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตภายในประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของซัพพลายเชนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไทย
-
บูรณาการ Data เชื่อม 3 การไฟฟ้า: เชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลมิเตอร์อัจฉริยะร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กกพ. และกระทรวงพลังงาน เพื่อใช้ในการบริหารมาตรการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) ลดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Demand)
-
รัดกุมเรื่อง PDPA: กำหนดแนวทางการขอความยินยอมในการเข้าถึงข้อมูลการใช้พลังงานของผู้บริโภค พร้อมวางมาตรการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวด
-
เบิกจ่ายตามจริง: ให้เบิกจ่ายเงินกู้ตามจำนวนมิเตอร์ที่ติดตั้งได้จริงภายในกำหนด (เบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายใน 31 ธ.ค. 2570) หากดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา ให้ กฟน. จัดหาแหล่งเงินทุนอื่นของหน่วยงานมารองรับเอง

