Mastercard บรรลุข้อตกลงเข้าซื้อกิจการ BVNK ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้าน Stablecoin จากกรุงลอนดอน ด้วยมูลค่ารวมสูงสุด 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งรวมถึงเงินจ่ายตามเป้าหมายผลการดำเนินงาน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่สุดของ Mastercard ในการเข้าสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเงินดิจิทัล และเป็นการเข้าซื้อกิจการด้านโครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ แซงหน้าสถิติเดิมที่ Stripe เคยเข้าซื้อ Bridge ด้วยมูลค่า 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปี 2024
นิกเกล กรีน (Nigel Green) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ deVere Group หนึ่งในองค์กรที่ปรึกษาทางการเงินอิสระรายใหญ่ที่สุดในโลก แสดงความคิดเห็นต่อการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ว่า สเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ได้ยกระดับขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินหลักอย่างเต็มตัวแล้ว แต่นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงนี้
“Mastercard ไม่ได้ตัดสินใจเข้าซื้อกิจการระดับนี้จากแค่ความรู้สึก นี่คือหนึ่งในบริษัทด้านการเงินระดับโลกที่มีความระมัดระวังและรัดกุมที่สุด ซึ่งกำลังนำเงินทุนจริงมาสนับสนุน Stablecoin ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานถาวร ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป นักลงทุนที่ยังมองว่าเงินดิจิทัลเป็นเพียงเรื่องของการเก็งกำไรกำลังล้าหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งได้รับการรับรองจากสถาบันการเงินที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีมา” นิกเกล กรีน กล่าว
วิเคราะห์การเข้าซื้อกิจการและศักยภาพของ BVNK
การที่ Mastercard เลือกเข้าซื้อ BVNK สะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงการทดลองทางเทคโนโลยี แต่เป็นการลงทุนในระบบที่มีการใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบัน BVNK มีปริมาณการประมวลผลธุรกรรมทางการเงินต่อปีสูงถึงประมาณ 3.0 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และเติบโตขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบแบบปีต่อปี การเลือกลงทุนในรูปแบบการซื้อกิจการเบ็ดเสร็จแทนการสร้างพันธมิตรหรือพัฒนาขึ้นเองภายใน สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ให้ความสำคัญกับความเสี่ยงของการหยุดนิ่งอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ BVNK ยังมีเครือข่ายครอบคลุมมากกว่า 130 ประเทศทั่วโลก รวมถึงการทำงานร่วมกับลูกค้ารายใหญ่ระดับโลกอย่าง Worldpay และ Visa Direct ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการชำระเงินระหว่างประเทศเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้เป็นการเดิมพันกับการยอมรับในอนาคต แต่เป็นการลงทุนในระบบที่มีผู้ใช้งานอยู่จริงในปัจจุบัน
“สิ่งที่เรากำลังจับตาดูอยู่ตอนนี้คือทิศทางที่ตรงกันข้ามกับอดีต จากที่เคยระแวดระวัง Stablecoin แต่ Mastercard เลือกที่จะครอบครองศักยภาพนี้โดยตรง การตัดสินใจครั้งนี้เจาะจงไปที่กลุ่มการชำระเงินระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B Cross-border payments) การส่งเงินกลับประเทศ การชำระบัญชี และการจัดการไหลเวียนของเงินทุน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ระบบเดิมยังคงล่าช้าและมีต้นทุนสูง โครงสร้างพื้นฐาน Stablecoin เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้โดยตรง และนั่นคือจุดที่มูลค่าเชิงพาณิชย์ที่แท้จริงดำรงอยู่” นิกเกล กรีน กล่าวเสริม
การควบรวมกิจการชี้ทิศทางใหม่ของระบบการเงินโลก
ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Stablecoin มีอัตราการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการประกาศข้อตกลงมากกว่าหนึ่งโหลในช่วงปีที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวของ Mastercard ในครั้งนี้จะกลายเป็นตัวเร่งให้ผู้ให้บริการรายเดิมในตลาดต้องเร่งตัดสินใจในลักษณะเดียวกันเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
โครงสร้างพื้นฐานเงินดิจิทัลไม่ได้เป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูงสำหรับนักลงทุนเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของระบบการชำระเงินทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือและมีงบการเงินที่แข็งแกร่ง การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรม การเงิน และเทคโนโลยีการชำระเงินระดับโลก
#Mastercard #BVNK #Stablecoin #deVereGroup #Fintech #DigitalCurrency #ข่าวเศรษฐกิจ #โครงสร้างพื้นฐานการเงิน

