ตัวแทน 3 พรรคการเมืองใหญ่ สุทิน-พริษฐ์-รดเกล้า ประสานเสียงสับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ล้มเหลว ชี้ทำปฏิรูปการศึกษาไทยถอยหลัง งบประมาณจมกับค่าจ้าง แต่คุณภาพเด็กไทยกลับลดลง จี้ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองปฏิวัติกฎหมายใหม่ แยกการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นอิสระ พร้อมเปิดรับเทคโนโลยี AI ดึงท้องถิ่นร่วมจัดการ
ชี้ พ.ร.บ.การศึกษา’42 โครงสร้างล้มเหลว งบประมาณจมค่าจ้างถึง 80%
ในงานสัมมนา “พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษา และการวิจัยไทย” จัดโดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ณ อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทนจาก 3 พรรคการเมืองใหญ่ได้ร่วมอภิปรายถึงแนวทางการผ่าตัดโครงสร้างกฎหมายการศึกษาไทย โดยนายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากงบประมาณด้านการศึกษาถูกใช้เป็นงบค่าจ้างสูงถึงประมาณ 80% แทบไม่มีงบประมาณเหลือสำหรับการพัฒนาการศึกษา ส่งผลให้หลักสูตรฐานสมรรถนะไม่เกิดขึ้นจริง ตัวชี้วัดต่างๆ สะท้อนว่าเด็กไทยมีคุณภาพลดลงเรื่อยๆ และเด็กในชนบทถูกทิ้งห่าง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปประเทศจะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
“ยิ่งปฏิรูปการศึกษา ยิ่งไม่ได้อย่างที่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ 2542 ต้องการ วันนี้ต้องกล้าหาญ ไม่ใช่แค่ปฏิรูป แต่ต้องปฏิวัติการศึกษา ออกกฎหมายที่แก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ เห็นว่าเมื่อกฎหมายในวันนี้ ได้แยก พ.ร.บ.อาชีวศึกษา พ.ร.บ.การอุดมศึกษา และ พ.ร.บ.ปฐมวัยออกมาแล้ว ก็ควรแยกการศึกษาขั้นพื้นฐานออกมาต่างหาก ให้โรงเรียนมีอิสระ หรือจะเป็นนิติบุคคล ต้องชัดเจน” นายสุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว
นอกจากนี้ นายสุทิน ยังเสนอให้กฎหมายการศึกษาฉบับใหญ่ทำหน้าที่เป็น “ธรรมนูญ” วางหลักการกว้างๆ และเสนอให้มีองค์กรการศึกษาแห่งชาติ หรือ “ซุปเปอร์บอร์ด” ที่มีอิสระจริงๆ เหมือนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐบาล พร้อมทั้งชี้ถึง 3 ปัญหาตกค้างที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ต้องสร้างนิเวศน์แห่งการเรียนรู้ การจัดระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาคุณภาพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง
สแกนวิกฤตการศึกษาไทยขาด 3E ชี้ระบบราชการ-การเมืองไร้เจตจำนงคืออุปสรรค
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน สะท้อนภาพว่าการศึกษาไทยในปัจจุบันกำลังประสบปัญหาขาดแคลน 3E ประกอบด้วย 1. Emergency หรือการรับมือภาวะฉุกเฉิน ซึ่งงบประมาณเกือบ 3 แสนล้านบาทลงถึงมือนักเรียนเพียง 15% เด็กไทยเรียนหนักเป็นลำดับต้นๆ แต่คะแนน PISA กลับถดถอย 2. Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจผู้เรียน ทั้งด้านสุขภาพใจและการกิน และ 3. Elasticity หรือความยืดหยุ่นของระบบและหลักสูตร ทั้งนี้ การแก้ไขกฎหมายจำเป็นต้องพิจารณาการรับประกันสิทธิผู้เรียน การจัดโครงสร้างภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการ และการปรับปรุงหลักสูตรตามรอบระยะเวลา
“เป้าหมายของการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับนี้ ต้องมี 3 เป้าหมาย คือ ออกเร็ว สร้างการมีส่วนร่วม และต้องแก้ปัญหาได้จริง แต่ที่กังวลใจ คือ มุมที่กระทรวงศึกษาธิการ บอกว่าอยากให้ออกกฎหมายใหม่เร็วๆ อะไรที่ยังเห็นไม่ตรงกันให้พักไว้ก่อน ซึ่งจะทำให้ได้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ที่แก้ปัญหาไม่ได้ ปัญหาที่ผ่านมา ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ การเมืองที่ขาดเจตจำนงที่จะแก้ปัญหา ระบบราชการ และการแทรกแซงของกลุ่มผลประโยชน์” นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว
นายพริษฐ์ ยังแสดงความแคลงใจถึงโครงสร้างซุปเปอร์บอร์ดที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยตั้งคำถามถึงความจริงจังและการเข้าร่วมประชุมของฝ่ายบริหาร พร้อมย้ำว่าการยกร่างกฎหมายแม่และกฎหมายลูก ต้องสอดคล้องและแก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่เพียงการทำให้ออกกฎหมายได้เร็วแต่ไร้ประสิทธิภาพ
หนุนโรงเรียนเป็นนิติบุคคลดึงท้องถิ่นร่วมบริหาร พร้อมปรับรับเทคโนโลยี AI
ขณะที่นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ปัญหากฎหมาย โครงสร้าง และการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบัน ทำให้เหลืองบประมาณเพื่อนำมาพัฒนานักเรียนและนักศึกษาเพียงสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งเป็นการจัดการที่ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นอกจากนี้ เทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก โดยในปี 2024 มีบุคลากรอุดมศึกษาใช้ AI ถึง 93% และคาดว่าอีก 2 ปีจะถูกนำมาใช้ออกแบบการเรียน ขณะที่ปี 2025 มีนักศึกษาทั่วโลก 86% ใช้ AI ในการเรียน การยกร่างกฎหมายฉบับใหม่จึงต้องออกแบบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก
“ปชป.เห็นด้วยกับการทำให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ หรือจัดสรรงบเองได้ โดยวาดฝันอยากให้โรงเรียนกับท้องถิ่นร่วมมือกัน เพื่อให้พ่อแม่มีทางออกที่จะให้ลูกไปอยู่ในโรงเรียนที่มีคุณภาพ ทั้งการจัดรถโรงเรียน จัดอาหารเช้า-กลางวันให้เด็ก และหลักสูตรต้องเป็นอิสระ โดยโรงเรียนออกแบบให้เหมาะกับท้องถิ่น หากต้องการปฏิรูปการศึกษา จะต้องดูเจตจำนงทางการเมืองเป็นตัวตั้ง กำหนด KPI และระยะเวลาในการปฏิรูปให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นแค่นโยบายหาเสียง” นางรัดเกล้า สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นางรัดเกล้า ยืนยันว่าการบริหารจัดการศึกษาจำเป็นต้องแยกส่วนระหว่างทิศทางการพัฒนาประเทศกับการจัดการหลักสูตรออกจากกันอย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการศึกษาอย่างแท้จริง โดยต้องตั้งตัวชี้วัดความสำเร็จที่วัดผลได้จริงตามกรอบเวลา เพื่อไม่ให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นเพียงข้ออ้างที่ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนที่ผ่านมา
#พะรบการศึกษา #ปฏิรูปการศึกษา #เพื่อไทย #พรรคประชาชน #ประชาธิปัตย์ #การศึกษาไทย #กระทรวงศึกษาธิการ

