ถอดรหัสความสำเร็จการยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎรบนพื้นที่สูงเชียงใหม่ ด้วยการปลุกพลังชุมชนเป็นเจ้าของโจทย์พัฒนา หลอมรวมทุนวัฒนธรรมสู่โมเดลสวัสดิการสังคมเชิงรุกที่คว้ารางวัลระดับประเทศ
ปรับกระบวนทัศน์รัฐสู่การร่วมขับเคลื่อนเชิงพื้นที่
การยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ห่างไกลกลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานราก โดยเฉพาะในพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์บนดอยสูงของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเผชิญข้อจำกัดทั้งทางภูมิศาสตร์และการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการภาครัฐมาอย่างยาวนาน ล่าสุด โครงการขับเคลื่อนระบบจัดสวัสดิการสังคมเชิงรุกด้วยพลังประชาชน (Proactive Highland Empowerment) ภายใต้การนำของ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้สร้างหมุดหมายใหม่ด้วยการคว้ารางวัล Creative City Collaboration Award จากงานประกาศรางวัลความเป็นเลิศทางความคิดสร้างสรรค์ ประจำปี 2569 (Creative Excellence Awards 2026) จัดโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ซึ่งสะท้อนความสำเร็จของการผสานพลังความร่วมมือระหว่างรัฐ ชุมชน และภาคีเครือข่ายในการพัฒนาพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานครั้งสำคัญนี้ เกิดจากการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงผ่านระบบฐานข้อมูลเชิงลึกของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ชี้ชัดว่ายังมีประชากรบนพื้นที่สูงจำนวนมากตกหล่นจากการคุ้มครองทางสังคม ภาครัฐจึงตัดสินใจยุติรูปแบบการทำงานแบบสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) ที่ใช้มายาวนาน แล้วหันมาเริ่มต้นกระบวนการกระจายอำนาจทางความคิดให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อทำให้การจัดสรรสวัสดิการสังคมสอดรับกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาติพันธุ์อย่างแท้จริง
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างดังกล่าวถูกขับเคลื่อนผ่านการปรับวิธีคิดขนานใหญ่ โดย นางสาวมนธิรา ธาราเวชรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ ได้อธิบายถึงจุดเปลี่ยนนี้ว่า:
“เดิมเราทำงานแบบท็อปดาวน์ คือคิดกระบวนการพัฒนาทั้งหมดแล้วส่งให้พื้นที่ขับเคลื่อน แต่ข้อมูลสำรวจกลุ่มเปราะบางพบว่า ในพื้นที่สูงมีสัดส่วนกลุ่มเปราะบางสูงถึงกว่า 40% เราจึงปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นการปลุกพลังให้ชุมชนคิดกระบวนการพัฒนาด้วยตัวเอง โดยรัฐทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานและผู้สนับสนุน เพื่อให้ชุมชนเห็นทุนและบริบทของตนเองแล้วขับเคลื่อนได้จริง”
3 ชุมชนต้นแบบผสานทุนธรรมชาติและภูมิปัญญาสู่รายได้
ภายใต้แนวทางการส่งเสริมที่ใช้ศักยภาพและทุนทางสังคมเป็นฐาน ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงได้คัดเลือก 3 หมู่บ้านต้นแบบเพื่อทดลองระบบสวัสดิการที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ได้แก่ บ้านผาหมอน บ้านหนองเต่า และบ้านห้วยอีค่าง แต่ละชุมชนนำอัตลักษณ์และทรัพยากรเฉพาะถิ่นมาร้อยเรียงเข้ากับระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนกลับมาเป็นกองทุนสวัสดิการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสในหมู่บ้านโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณสงเคราะห์จากภายนอกเพียงอย่างเดียว
บ้านผาหมอนได้ชูจุดเด่นด้านการท่องเที่ยวเชิงภูมิววัฒนธรรม ซึ่งดึงดูดนักเดินทางด้วยวิถีชีวิตการทำเกษตรและธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ รายได้จากการท่องเที่ยวชุมชนส่วนหนึ่งจะถูกหักเข้ากองทุนสวัสดิการกลางของหมู่บ้าน เพื่อนำไปจัดสรรเป็นทุนการศึกษาแก่เยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย ในขณะที่บ้านหนองเต่ามุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงินผ่านการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ชุมชน ซึ่งกลายมาเป็นเสาหลักด้านเสถียรภาพทางการเงินและเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพของครัวเรือน
สำหรับบ้านห้วยอีค่าง ชุมชนได้รวมพลังขับเคลื่อนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านโครงการป่าของผู้หญิง ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของกลุ่มสตรีให้กลายมาเป็นผู้นำในการดูแลป่าต้นน้ำและถ่ายทอดองค์ความรู้ในฐานะวิทยากรท้องถิ่น การฟื้นฟูผืนป่าไม่เพียงแต่สร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่ยังต่อยอดสู่การทำเกษตรอินทรีย์และการเลี้ยงผึ้งโพรง ที่สร้างรายได้เสริม พร้อมดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้หวนคืนถิ่นฐานเพื่อนำทักษะดิจิทัลและการสื่อสารออนไลน์มาช่วยประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน
ปลดล็อกการสื่อสารด้วยกลไกเจ้าหน้าที่ชาติพันธุ์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการขับเคลื่อนระบบจัดสวัสดิการสังคมเชิงรุกประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือการทลายกำแพงความไม่ไว้วางใจระหว่างชุมชนกับหน่วยงานรัฐ ในอดีต ชาวบ้านมักมีความกังวลว่าโครงการจากภายนอกจะเข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือวัฒนธรรมดั้งเดิม ศูนย์ฯ จึงปรับบทบาทของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการในพื้นที่ โดยใช้ประโยชน์จากการที่เจ้าหน้าที่เป็นคนในกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความเข้าใจบริบททางภาษาและวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้ง
เจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ ได้สะท้อนมุมมองการปฏิบัติงานในพื้นที่ว่า:
“เราสวมหมวกสองใบ คือเป็นทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ เราจึงทำหน้าที่แปลงนโยบายและภาษาทางการของภาครัฐให้กลายเป็นภาษาที่ชุมชนเข้าใจง่ายเหมือนพี่น้องคุยกัน กระบวนการของเราไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชุมชน แต่เข้าไปหนุนเสริมศักยภาพที่มีอยู่แล้ว ให้ชาวบ้านเห็นคุณค่าและมีความเป็นเจ้าของตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการตัดสินใจ”
การสื่อสารสองทิศทางดังกล่าวช่วยเปิดพื้นที่ให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมผ่านเวทีประชาคมและการล้อมวงพูดคุยด้วยภาษาท้องถิ่น ทำให้การคัดกรองข้อมูลประชากรกลุ่มเปราะบางเพื่อบันทึกเข้าสู่ระบบสมุดพกครอบครัว (MSO Logbook) ของกระทรวงฯ มีความแม่นยำ ตรงตามสภาพปัญหาจริง และนำไปสู่การร่วมออกแบบแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ชุมชนรู้สึกมีศักดิ์ศรีและเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของตนเอง
บูรณาการกรอบพัฒนา 3 ระยะสู่ความยั่งยืนในอนาคต
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการดำเนินงานต่อเนื่องเกือบหนึ่งทศวรรษที่มีการทบทวนและถอดบทเรียนการทำงานอย่างสม่ำเสมอ โดยเริ่มปรับเปลี่ยนระเบียบวิธีปฏิบัติการตั้งแต่ปี 2560 ก่อนจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์และได้รับการยอมรับผ่านรางวัลเลิศรัฐในปี 2564 ปี 2567 และปี 2569 ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าโมเดลการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยพลังชุมชนเป็นแนวทางที่สร้างผลลัพธ์ได้อย่างแท้จริง
ในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงได้วางกรอบการทำงานออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้นที่มุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเร่งด่วนควบคู่กับการจัดทำแผนชุมชน ระยะกลางในกรอบ 5 ปีที่เน้นการพัฒนาทักษะ เสริมองค์ความรู้ และขยายผลกลุ่มอาชีพที่เข้มแข็ง และระยะยาวที่มุ่งยกระดับชุมชนให้กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่พื้นที่อื่นต่อไป
นางสาวมนธิรา ธาราเวชรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ย้ำถึงหมุดหมายและแผนการขยายผลในอนาคตว่า:
“การทำงานของเราไม่ได้ใช้งบประมาณพิเศษเพิ่มขึ้น แต่เป็นการปรับรูปแบบการทำงาน เพราะบทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่า ต่อให้มีงบประมาณมหาศาล แต่ถ้าชุมชนไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้และไม่เห็นคุณค่า ก็จะไม่เกิดความยั่งยืน เรามีเป้าหมายที่จะนำโมเดลความสำเร็จนี้ขยายผลไปยังสภาสังคมสงเคราะห์และศูนย์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูงที่มีอยู่อีกกว่า 50 แห่งทั่วน่านน้ำเชียงใหม่ เพื่อสร้างระบบสวัสดิการที่ประชาชนพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง”
#เศรษฐกิจสร้างสรรค์, #สวัสดิการชุมชน, #กลุ่มชาติพันธุ์, #เชียงใหม่, #ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง, #CEA, #CreativeExcellenceAwards, #ความเหลื่อมล้ำ, #การพัฒนาที่ยั่งยืน

