บริษัท เสียวหมี่ (Xiaomi) ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจากประเทศจีน รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 กำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วลดลงถึง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มาอยู่ที่ 6.2 พันล้านหยวน (ประมาณ 919 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ขณะที่รายได้รวมลดลง 6.1% เหลือ 108.9 พันล้านหยวน โดยมีปัจจัยหลักมาจากปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลกและต้นทุนชิ้นส่วนสำคัญที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สภาวะการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงในอุตสาหกรรม ควบคู่กับต้นทุนส่วนประกอบหลักอย่างหน่วยความจำ (Memory) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของกลุ่มธุรกิจสมาร์ตโฟนโดยตรง ทำให้รายได้เฉพาะส่วนสมาร์ตโฟนลดลง 7.5% ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากการชะลอตัวของยอดจัดส่งอุปกรณ์ในกลุ่มระดับเริ่มต้นถึงระดับกลาง แม้ว่าการปรับราคาจำหน่ายจะช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วนก็ตาม
ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนลดลง 26% หลังห่วงโซ่อุปทานตึงตัว
ข้อมูลจากบริษัทวิจัย Omdia ระบุว่า ยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนของ Xiaomi ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 31.2 ล้านเครื่อง ลดลง 26% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขณะที่รายงานจากสำนักข่าว Bloomberg ชี้ว่า บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ได้ปรับเปลี่ยนกำลังการผลิตโดยมุ่งเน้นไปที่การผลิตชิปขั้นสูงสำหรับรองรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหลัก ส่งผลให้ปริมาณชิ้นส่วนหน่วยความจำสำหรับอุปกรณ์สมาร์ตโฟนในตลาดลดลงและดันให้ราคาต้นทุนปรับตัวสูงขึ้น
ผู้บริหารคาดแนวโน้มต้นทุนเริ่มชะลอตัวในครึ่งปีหลัง
Lu Weibing (ลู่ เหวยปิง) ประธานบริษัท เสียวหมี่ (Xiaomi) เปิดเผยผ่านการประชุมแถลงผลประกอบการว่า สถานการณ์เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เนื่องจากอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาชิปหน่วยความจำเริ่มชะลอความเร็วลงแล้ว และคาดการณ์ว่าแนวโน้มการผ่อนคลายของต้นทุนจะดำเนินต่อไปตลอดช่วงครึ่งหลังของปีนี้
#Xiaomi #สมาร์ตโฟน #ชิปหน่วยความจำ #ผลประกอบการ #เศรษฐกิจไอที

