เนคเทค ปักธง 3 เทคโนโลยีขั้นนำ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

เนคเทค ปักธง 3 เทคโนโลยีขั้นนำ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 20 นาที

กระทรวง อว. ผนึกกำลัง เนคเทค สวทช. ประกาศยุทธศาสตร์รุกคลื่นเศรษฐกิจใหม่ ชู 3 เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า ทั้งควอนตัม การสื่อสารอวกาศ และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ มุ่งเปลี่ยนบทบาทประเทศจากผู้ใช้สู่ผู้สร้างนวัตกรรมมูลค่าสูงระดับโลก

ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 เสาหลักนวัตกรรมแห่งอนาคต

การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญกับจุดตัดสำคัญที่เทคโนโลยีอุบัติใหม่กลายเป็นตัวกำหนดความสามารถในการแข่งขันระดับประเทศ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้จัดงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ NECTEC-ACE 2026 ขึ้น ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด “NECTEC 40 Years – Legacy & Beyond วันนี้ที่สร้างไว้ เพื่อก้าวต่อไปที่ยั่งยืน” เพื่อฉายภาพทิศทางการลงทุนทางเทคโนโลยีที่จะเข้ามารองรับความผันผวนของระบบเศรษฐกิจโลกในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า

ในการประชุมดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์ “Power up Thailand with Frontier Technologies” โดยชี้ว่าภาครัฐกำลังเร่งขับเคลื่อน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ได้แก่ การส่งเสริมอุตสาหกรรม Photonic Semiconductor ภายใต้กรอบข้อริเริ่ม Siam Silica เพื่อสร้างระบบนิเวศการออกแบบ การบรรจุขั้นสูง และการทดสอบสู่เชิงพาณิชย์ พร้อมกันนี้ยังมุ่งพัฒนา Quantum Technology ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ตลอดจนการพัฒนา Space Economy ที่ครอบคลุมตั้งแต่ดาวเทียมไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอวกาศ

การยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันนี้จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ สถาบันวิจัย และภาคเอกชนอย่างเป็นเอกภาพ โดย ศ. ดร.ศุภชัย ระบุอย่างชัดเจนว่า “การขับเคลื่อนเทคโนโลยีเหล่านี้ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียง ‘ผู้ใช้’ เทคโนโลยี แต่ก้าวไปสู่การเป็น ‘ผู้สร้าง’ และเปลี่ยนรากฐานที่เนคเทค สวทช. สั่งสมมาตลอด 40 ปีให้เป็นพลังสำหรับอนาคตของประเทศ” สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายทางเศรษฐกิจต่อจากนี้จะไม่ใช่เพียงการรับจ้างผลิตหรือการนำเข้าเทคโนโลยีสำเร็จรูป แต่เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มบนทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทย

สี่ทศวรรษแห่งรากฐานวิจัยเปลี่ยนมรดกนวัตกรรมสู่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์

บทบาทของงานวิจัยเชิงลึกหรือ Deep Tech ในอดีตมักถูกมองว่าจำกัดอยู่เฉพาะในห้องปฏิบัติการและเข้าถึงภาคธุรกิจได้ยาก ทว่าประสบการณ์ตลอด 4 ทศวรรษของเนคเทค สวทช. ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มั่นคงคือหัวใจสำคัญของการสร้างเสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ ความต่อเนื่องทางนโยบายและการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาได้แปรเปลี่ยนเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเปิดทางให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยสามารถต่อยอดนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในมิติของการขับเคลื่อนพันธกิจระดับชาตินั้น ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้กล่าวถึงทิศทางใหม่ขององค์กรว่า “ตลอด 40 ปี เนคเทค สวทช. ได้พิสูจน์แล้วว่า งานวิจัยขั้นสูงไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนหิ้ง แต่ได้เข้าไปบุกเบิกโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลตั้งแต่ยุคแรก และเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมที่ไทยยังขาด เพื่อผลักดันเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ให้ออกจากห้องปฏิบัติการ มาแปรเปลี่ยนเป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้โจทย์จริงของประเทศ” การวางตำแหน่งให้ สวทช. ทำหน้าที่เป็น National Research Engine โดยมีเนคเทคเป็นฟันเฟืองหลักด้านดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ในการพยุงศักยภาพการผลิตของประเทศ

เนคเทค ปักธง 3 เทคโนโลยีขั้นนำ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต
เนคเทค ปักธง 3 เทคโนโลยีขั้นนำ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ความท้าทายในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การสร้างองค์ความรู้ใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเร็วในการนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาใช้งานในสถานการณ์จริง ศ. ดร.ชูกิจ ยืนยันว่าการเสริมสร้างกำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานวิจัยอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้มรดกทางเทคโนโลยีหรือ Legacy กลายเป็นแรงส่งสู่อนาคตหรือ Beyond ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอุบัติใหม่และปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง การมีกลไกวิจัยภายในประเทศที่แข็งแรงจะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ พร้อมทั้งเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยในระดับสากล

ต่อยอดผลงานใช้งานจริงขยายผลลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

การนำนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนความสำเร็จของการบริหารจัดการงบประมาณวิจัยที่เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน เนคเทคได้ผลักดันโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสังคมและระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่สำคัญได้แก่ แพลตฟอร์มบริหารจัดการอาหารกลางวันนักเรียน ‘Thai School Lunch’ ที่เข้าไปดูแลสุขภาวะเยาวชนอย่างมีประสิทธิภาพ และระบบส่งเสริมการเรียนรู้โค้ดดิ้ง ‘KidBright’ ซึ่งทำหน้าที่พัฒนาทักษะด้านสะเต็มศึกษาให้กับเยาวชนเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานยุคดิจิทัล

นอกจากมิติด้านการศึกษาแล้ว นวัตกรรมทางการแพทย์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกยังช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐและสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการสาธารณะ โดยมีการพัฒนา ‘DentiiScan’ เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สามมิติสำหรับงานทันตกรรมและศัลยกรรมใบหน้าฝีมือคนไทย ซึ่งช่วยลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ราคาสูงจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า ‘TPMAP’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือหลักของภาครัฐในการระบุเป้าหมายความยากจนและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ

ความสำเร็จของนวัตกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการวิจัยพัฒนาไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การสร้างผลกำไรในเชิงพาณิชย์เท่านั้น แต่ยังสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างด้วยการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองมาทดแทนการพึ่งพาต่างชาติทำให้ไทยสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังในระบบสาธารณสุขและการศึกษา พร้อมทั้งสร้างผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีรุ่นใหม่ที่จะกลายมาเป็นกำลังซื้อและกำลังการผลิตที่มีมูลค่าสูงในระบบเศรษฐกิจภาพรวม

บุกเบิกสามเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าปูทางรับคลื่นอุตสาหกรรมยุคใหม่

เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว เนคเทค สวทช. ได้เริ่มวางรากฐานการวิจัยใน 3 เทคโนโลยีขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Technology ที่จะเข้ามาเปลี่ยนกติกาทางธุรกิจโลก ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. อธิบายว่าองค์กรได้มุ่งเป้าไปที่การศึกษาด้านเทคโนโลยีควอนตัม โดยเน้นไปที่การเข้ารหัสข้อมูลสำหรับยุคควอนตัม หรือ Post-Quantum Cryptography (PQC) เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของระบบธุรกรรมการเงินและข้อมูลสำคัญ รวมถึงการพัฒนาเซนเซอร์ควอนตัมบางประเภทเพื่อรองรับการตรวจวัดที่มีความแม่นยำสูงระดับอุตสาหกรรม

ในเสาหลักที่สองและสาม เนคเทคได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านอวกาศ หรือ Space Communication และปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ หรือ Physical AI โดยการสื่อสารผ่านอวกาศกำลังทวีความสำคัญเมื่อดาวเทียมวงโคจรระดับต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อข้อมูลในชีวิตประจำวันและภาคขนส่ง ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมด้านการกำหนดมาตรฐาน ขณะที่ Physical AI จะเชื่อมโยงระบบสมองกลอัจฉริยะเข้ากับฮาร์ดแวร์หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ช่วยให้จักรกลในสายการผลิตสามารถรับรู้ เรียนรู้ และตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมจริงได้ ซึ่งจะปฏิวัติภาคการผลิตและบริการสู่ยุคอุตสาหกรรม 5.0

การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าช่วยป้องกันไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมของไทยเผชิญกับภาวะช็อกทางเทคโนโลยีเมื่อการเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ดร.ชัย ระบุถึงทิศทางการดำเนินงานอย่างตรงประเด็นว่า “เป้าหมายของการเริ่มศึกษาเทคโนโลยีเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ คือ การทำให้ประเทศไทยมีความรู้และความพร้อมเพียงพอ เมื่อถึงเวลาที่เทคโนโลยีเข้าสู่การใช้งานจริง ผลงานวิจัยของเนคเทคจะต้องเดินต่อจากการทดลองไปสู่การใช้งานอย่างต่อเนื่อง และสามารถส่งต่อประโยชน์ไปถึงประชาชน ซึ่งจะเป็นโจทย์สำคัญและทิศทางของเนคเทค สวทช. ในอนาคต”

เนคเทค ปักธง 3 เทคโนโลยีขั้นนำ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต
เนคเทค ปักธง 3 เทคโนโลยีขั้นนำ พลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

ประสานพลังเครือข่ายพันธมิตรระดมผู้เชี่ยวชาญสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจ

การส่งมอบนวัตกรรมสู่ระบบเศรษฐกิจจริงจำเป็นต้องพึ่งพาระบบนิเวศทางธุรกิจที่มีความพร้อมรองรับอย่างครบวงจร งาน NECTEC-ACE 2026 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 ถือเป็นเวทีสำคัญในการระดมความร่วมมือจากพันธมิตรภาครัฐมากกว่า 30 หน่วยงาน พร้อมด้วยผู้สนใจและผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานมากกว่า 3,000 คน แสดงให้เห็นถึงความสนใจร่วมกันในการแสวงหาโซลูชันนวัตกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดำเนินงานจริง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในกระบวนการทำงาน

พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการภายในงานครอบคลุมเทคโนโลยีที่มีความพร้อมใช้งานหลากหลายสาขา ตั้งแต่การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในสายการผลิต นวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการภาคการเกษตรแม่นยำสูง อุปกรณ์และระบบข้อมูลทางการแพทย์ ไปจนถึงโซลูชันอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล การเปิดพื้นที่ให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีได้พบปะกับผู้ใช้งานโดยตรงช่วยเร่งให้เกิดการเจรจาเชิงธุรกิจและการต่อยอดผลงานวิจัยไปสู่สายการผลิตจริงได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ เนคเทคยังเปิดช่องทางดิจิทัลให้ติดตามสรุปองค์ความรู้และบันทึกการสัมมนาย้อนหลังผ่านเว็บไซต์ www.nectec.or.th/ace2026 เพื่อสนับสนุนการแพร่กระจายของเทคโนโลยีขั้นแนวหน้าสู่สังคมในวงกว้าง การประสานพลังระหว่างหน่วยงานวิจัย พันธมิตรภาครัฐ และภาคเอกชนในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างมั่นคงบนฐานเทคโนโลยีขั้นสูง

#เนคเทค #สวทช #NECTECACE2026 #เทคโนโลยีควอนตัม #เศรษฐกิจอวกาศ #FrontierTech #วิจัยไทย #เทคโนโลยีแห่งอนาคต

Related Posts