เมื่อการกำกับดูแลกิจการที่ดีไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เอกสารนโยบายบนหิ้ง เอไอเอสจึงเดินหน้าเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการสร้างบุคลากรหน้างานให้กลายเป็นกลไกตรวจสอบความโปร่งใส เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันทางธุรกิจและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลไทยให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ
ผู้นำดิจิทัลกับการสร้างเกราะป้องกันคอร์รัปชันเชิงรุก
ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัลที่พลวัตทางเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ความท้าทายขององค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การรักษาผลประกอบการหรือส่วนแบ่งทางการตลาดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาความน่าเชื่อถือและความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่เข้มข้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะของประเทศ ได้เลือกใช้วาระสำคัญของวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดหลัก “โกงได้…แก้ได้” ซึ่งจัดโดยองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เป็นหมุดหมายในการตอกย้ำจุดยืนด้านธรรมาภิบาลทางธุรกิจ
การประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้มิใช่เป็นเพียงการแสดงสัญลักษณ์ตามธรรมเนียมปฏิบัติของภาคธุรกิจทั่วไป หากแต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้เห็นว่า ภัยคุกคามจากการทุจริตและการประพฤติมิชอบสามารถสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้อย่างมหาศาล เอไอเอสจึงได้ริเริ่มยกระดับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงจากระดับบนลงสู่ระดับปฏิบัติการ เพื่ออุดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของพนักงาน โดยมุ่งเน้นการแปรเปลี่ยนนโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้กลายเป็นพฤติกรรมจริงในสถานที่ทำงาน
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนให้เห็นว่า องค์กรโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่กำลังมองประเด็นเรื่องจริยธรรมเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน เพราะหากปราศจากความเชื่อมั่นในเรื่องความซื่อตรง ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและข้อมูลปริมาณมหาศาลของผู้ใช้งานทั่วประเทศได้อย่างปลอดภัย การปักธงด้านความโปร่งใสในครั้งนี้จึงกลายเป็นดัชนีชี้วัดความพร้อมในการแข่งขันระดับสากลของภาคเอกชนไทย
โครงการ Train the Trainer ส่งต่อพลังความโปร่งใสสู่หน้างาน
หัวใจสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้คือการเปิดตัวโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Train the Trainer: สื่อสารจริยธรรมผ่านผู้นำ สร้างมาตรฐานจริยธรรมในหน้างาน” ซึ่งดำเนินงานโดยคณะทำงานจริยธรรมธุรกิจของเอไอเอสโดยตรง โครงการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อพัฒนาศักยภาพของหัวหน้างานและผู้นำจากทุกหน่วยธุรกิจทั่วประเทศ ให้มีความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนทักษะเชิงลึกในการสื่อสารเรื่องจริยธรรม เพื่อให้พวกเขาสามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้นำด้านจริยธรรม” ในการถ่ายทอดมาตรฐานการทำงานที่ถูกต้องสู่ทีมงานในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระบวนการเรียนรู้ตามหลักสูตรเน้นการเชื่อมโยงหลักธรรมาภิบาลเข้ากับบริบทและสถานการณ์จริงที่พนักงานต้องเผชิญในหน้างาน ซึ่งมักเป็นจุดที่มีความล่อแหลมต่อการตัดสินใจผิดพลาด การติดอาวุธทางความคิดให้แก่ผู้นำระดับปฏิบัติการจึงช่วยลดช่องว่างระหว่างกรอบนโยบายส่วนกลางกับการทำงานจริงในภูมิภาค ส่งผลให้กระบวนการตัดสินใจทางธุรกิจในทุกมิติเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความถูกต้อง และช่วยลดความเสี่ยงด้านการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส ได้สะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์ต่อการดำเนินโครงการนี้อย่างชัดเจนว่า “การต่อต้านคอร์รัปชันไม่ควรหยุดอยู่เพียงการประกาศนโยบาย แต่ต้องทำให้จริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งของการคิด การตัดสินใจ และการทำงานในทุกวัน เอไอเอสจึงเสริมศักยภาพบุคลากรจากทุกหน่วยธุรกิจทั่วประเทศให้เป็นผู้นำด้านจริยธรรม ทำหน้าที่ถ่ายทอดมาตรฐานการทำงานที่ถูกต้องไปสู่พนักงานในทุกพื้นที่ เพื่อให้หลักธรรมาภิบาลเกิดขึ้นจริงในทุกกระบวนการ และต่อยอดไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตร และผู้มีส่วนได้เสีย เราเชื่อว่าการเริ่มต้นจากบุคลากรภายในที่เข้มแข็ง จะเป็นอีกพลังสำคัญในการร่วมยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสของภาคธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”
เครื่องมือ 3 ถ้า…ยากันภัย เข็มทิศตัดสินใจของพนักงาน
เพื่อทำให้หลักจริยธรรมทางธุรกิจสามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ เอไอเอสได้คิดค้นและส่งเสริมแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังภายใต้ชื่อ “3 ถ้า…ยากันภัย” เข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยเตือนสติพนักงานทุกคนก่อนที่จะลงมือตัดสินใจในขั้นตอนการทำงานต่างๆ เครื่องมือนี้ประกอบด้วยคำถามตรวจสอบตัวเอง 3 ข้อสำคัญ ได้แก่ ถ้าทำแล้วเกิดความเสียหายต่อบริษัทหรือไม่ ถ้าคนอื่นรู้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตนเองหรือไม่ และถ้าทำแล้วจะรู้สึกกังวลใจภายหลังหรือไม่ ซึ่งคำถามเหล่านี้เปรียบเสมือนเกราะป้องกันชั้นแรกที่ช่วยสกัดกั้นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตั้งแต่ระดับจิตสำนึกส่วนบุคคล
แนวทางดังกล่าวช่วยลดความซับซ้อนของข้อบังคับทางกฎหมายหรือเอกสารระเบียบปฏิบัติที่ยาวเหยียด ให้กลายมาเป็นหลักคิดสั้นๆ ที่จดจำได้ง่ายและสามารถหยิบยกมาประเมินความเสี่ยงได้ในทันที เมื่อพนักงานในระดับปฏิบัติการเกิดความลังเลสงสัยในสถานการณ์ที่มีความคลุมเครือ การตั้งคำถามทั้ง 3 มิตินี้จะช่วยชี้ทางให้เห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบด้าน ทั้งในแง่ของผลประโยชน์ขององค์กร ภาพลักษณ์ชื่อเสียงของตนเอง และความถูกต้องชอบธรรมในจิตใจ
การปลูกฝังแนวคิด “3 ถ้า…ยากันภัย” ควบคู่ไปกับประมวลจริยธรรมธุรกิจ ไม่เพียงแต่ช่วยลดข้อผิดพลาดในระดับบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบร่วมกันทั้งองค์กร เมื่อพนักงานทุกคนมีเข็มทิศนำทางเดียวกัน วัฒนธรรมความโปร่งใสก็จะหยั่งรากลึกจนกลายเป็นพฤติกรรมธรรมชาติ ซึ่งช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงให้แก่องค์กรในระยะยาวอย่างแท้จริง
พันธมิตรและความร่วมมือเพื่อมาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน
บทบาทของเอไอเอสในการต่อต้านการทุจริตไม่ได้จำกัดวงอยู่เฉพาะภายในรั้วองค์กรของตนเองเท่านั้น แต่ยังขยายผลไปสู่การทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายภายนอก โดยเฉพาะการร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในการร่วมแสดงพลังและผลักดันวาระแห่งชาติด้านความโปร่งใส การประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนขนาดใหญ่และองค์กรภาคประชาสังคมเช่นนี้ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะที่เอไอเอสมีคู่ค้า ผู้จัดหาวัตถุดิบ และพันธมิตรทางธุรกิจจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทาน การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมที่เข้มงวดจึงถูกถ่ายทอดออกไปสู่เครือข่ายภายนอกด้วยเช่นกัน บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อแนวปฏิบัติด้านความโปร่งใสไปยังผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เพื่อให้เกิดระบบนิเวศทางธุรกิจที่มีความซื่อสัตย์สุจริตร่วมกัน การดำเนินธุรกิจที่โปร่งใสจึงกลายมาเป็นหนึ่งในเกณฑ์การคัดเลือกและประเมินพันธมิตร ซึ่งส่งผลให้เกิดการยกระดับมาตรฐานการค้าทั่วทั้งอุตสาหกรรม
การยกระดับความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานนี้ช่วยปิดช่องว่างความเสี่ยงจากการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการดำเนินงานร่วมกับภายนอกได้อย่างรัดกุม เมื่อทุกฝ่ายที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ทางธุรกิจต่างยึดถือมาตรฐานเดียวกัน ความน่าเชื่อถือของภาคธุรกิจไทยในสายตานักลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมั่นคง อันนำไปสู่บรรยากาศการลงทุนที่โปร่งใสและเป็นธรรมสำหรับทุกคน
ธรรมาภิบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่ามหาศาล
ความโปร่งใสและธรรมาภิบาลทางธุรกิจมีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมและเทคโนโลยีชั้นนำ เอไอเอสแบกรับความรับผิดชอบในการดูแลฐานลูกค้าขนาดใหญ่รวมกว่า 53.9 ล้านรายทั่วประเทศ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตอิทธิพลที่องค์กรมีต่อการขับเคลื่อนชีวิตประจำวันและการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจของคนไทยในยุคปัจจุบัน
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของกลุ่มธุรกิจ เอไอเอสเป็นผู้นำโครงข่ายอัจฉริยะ 5G ด้วยคลื่นความถี่มากที่สุดรวม 1,460 MHz ซึ่งมีผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงถึง 47.1 ล้านเลขหมาย ขณะที่ธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ AIS 3BB FIBRE3 มีฐานผู้ใช้บริการแล้วถึง 5.3 ล้านราย ควบคู่ไปกับการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของกลุ่มธุรกิจบริการลูกค้าองค์กร ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจความบันเทิง และธุรกิจการเงินดิจิทัล ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนเช่นนี้ ย่อมต้องการมาตรฐานทางจริยธรรมที่สูงกว่าปกติหลายเท่าตัว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบงานทุกส่วนจะได้รับการดูแลอย่างซื่อตรงและปราศจากการหาประโยชน์โดยมิชอบ การลงทุนในการสร้าง “ผู้นำด้านจริยธรรม” และการปลูกฝังธรรมาภิบาลจากหน้างานในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม แต่เป็นกลยุทธ์เชิงเศรษฐกิจที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอัจฉริยะอย่างยั่งยืน
#AIS #วันต่อต้านคอร์รัปชัน2569 #TrainTheTrainer #ธรรมาภิบาล #จริยธรรมธุรกิจ #เศรษฐกิจดิจิทัล #ความโปร่งใส

