Moody’s ชี้บิ๊กเทคจีนเร่งงบ AI แต่ยังตามหลังสหรัฐฯ

Moody’s ชี้บิ๊กเทคจีนเร่งงบ AI แต่ยังตามหลังสหรัฐฯ
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 9 นาที

สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกเผย บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีนกำลังเร่งเพิ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์อย่างก้าวกระโดด แต่ยังคงเผชิญข้อจำกัดทางการเงินและยังตามหลังผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันสร้างขีดความสามารถในการประมวลผลขั้นสูง

Moody’s Ratings เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ว่า ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนกำลังเร่งจัดสรรงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างรวดเร็ว ทว่ายังคงเผชิญข้อจำกัดทางการเงินมากกว่าบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ซึ่งมีธุรกิจหลักที่สร้างผลกำไรและกระแสเงินสดแข็งแกร่งกว่า ส่งผลให้สหรัฐฯ มีขีดความสามารถในการรองรับการลงทุนระดับมหาศาลได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

การเปรียบเทียบงบประมาณและขีดความสามารถศูนย์ข้อมูล

Moody’s คาดการณ์ว่า ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditure) ของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในจีนจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และแตะระดับ 1.65 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2027 จากระดับ 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกล (Hyperscalers) รายใหญ่ 6 รายของสหรัฐฯ ถูกคาดการณ์ว่าจะใช้จ่ายงบลงทุนรวมกันสูงกว่า 7.85 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 หรือคิดเป็นประมาณ 6 เท่าของยอดรวมฝั่งจีน และงบลงทุนของสหรัฐฯ มีแนวโน้มเข้าใกล้ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2027

ความแตกต่างด้านระดับการลงทุนดังกล่าวส่งผลให้ช่องว่างของกำลังการประมวลผลกว้างขึ้น โดยข้อมูลจากทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ขีดความสามารถของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ อยู่ที่ 52 กิกะวัตต์ (GW) ณ สิ้นปี 2025 ขณะที่จีนมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 28 กิกะวัตต์ (GW) และคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 กำลังการประมวลผลของสหรัฐฯ จะเพิ่มเป็น 100 กิกะวัตต์ (GW) ส่วนจีนจะขยายตัวสู่ระดับ 67 กิกะวัตต์ (GW)

ยอดลงทุนไตรมาสล่าสุดและแผนงานของบิ๊กเทคจีน

ผลประกอบการรายไตรมาสสะท้อนถึงการเร่งตัวของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI อย่างชัดเจน โดยในไตรมาสที่สิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2026 Alibaba Group Holding รายงานค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนอยู่ที่ 6.77 หมื่นล้านหยวน ภายใต้แผนงานระยะยาวที่ประกาศเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ซึ่งตั้งเป้าลงทุนรวม 3.8 แสนล้านหยวน (5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในระยะเวลา 3 ปี

ด้าน Tencent Holdings รายงานงบลงทุนเพิ่มขึ้น 176% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สู่ระดับ 5.28 หมื่นล้านหยวน ขณะที่ Baidu มีค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าแตะ 1.14 หมื่นล้านหยวน นอกจากนี้ รายงานจาก Bloomberg ที่อ้างอิงโดย Moody’s ระบุว่า ByteDance มีแผนจัดสรรค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนสูงสุดถึง 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026

ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและข้อจำกัดของระบบนิเวศฮาร์ดแวร์

แม้การใช้จ่ายจะมีความแตกต่างกัน แต่จีนมีปัจจัยชดเชยจากต้นทุนสิ่งอำนวยความสะดวกในศูนย์ข้อมูล ระบบทำความเย็น ที่ดิน ค่าก่อสร้าง และค่าแรงที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ เมื่อคำนวณต่อเมกะวัตต์ ควบคู่กับการสนับสนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นที่จัดสรรสิทธิประโยชน์ด้านภาษี การเข้าถึงพลังงานสีเขียว การอนุมัติโครงการที่รวดเร็ว และเงินอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินของบริษัทเทคโนโลยีจีนลงได้บางส่วน

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงฮาร์ดแวร์ระดับสูงยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดของจีน มาตรการจำกัดการเข้าถึงชิปประมวลผลขั้นสูงจาก Nvidia ส่งผลให้ผู้ให้บริการคลาวด์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีนต้องหันไปพึ่งพาทางเลือกภายในประเทศ แม้ระบบนิเวศของชิปและซอฟต์แวร์ในจีนจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีขีดความสามารถตามหลังเทคโนโลยีของ Nvidia ทั้งนี้ ฐานรายได้ธุรกิจ AI ของบริษัทจีนยังมีขนาดเล็กกว่าคู่แข่งในสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

Moody’s ประเมินในรายงานว่า การเร่งระดมทุนในเทคโนโลยี AI จะกดดันให้กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของทั้งสองฝั่งปรับตัวลดลง และดันระดับหนี้สินทางการเงินให้สูงขึ้น โดยหลายบริษัทอาจเผชิญภาวะกระแสเงินสดอิสระติดลบในปี 2026 และ 2027 เนื่องจากงบลงทุนเติบโตเร็วกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน อย่างไรก็ดี ปริมาณเงินสดสำรองระดับสูงยังคงเป็นจุดแข็งด้านเครดิตที่ช่วยให้บริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้รองรับภาวะการลงทุนระดับสูงได้ต่อเนื่อง 12 ถึง 24 เดือน โดยไม่กระทบต่อคุณภาพทางเครดิตอย่างมีนัยสำคัญ

#Moodys #AI #ปัญญาประดิษฐ์ #จีน #Alibaba #ByteDance #Tencent #Baidu #Nvidia #เทคโนโลยี

Related Posts