AIS Academy เปิดโผ 10 ทีมสุดท้าย JUMP THAILAND HACKATHON 2026

AIS Academy เปิดโผ 10 ทีมสุดท้าย JUMP THAILAND HACKATHON 2026
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 20 นาที

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีบรรจบกับพลังปัญญาประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ การแข่งขันเฟ้นหานวัตกรรมเพื่อการศึกษาจึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปทุนมนุษย์และขับเคลื่อนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

จุดตัดยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับการบ่มเพาะปัญญาประดิษฐ์

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์เชิงลึกที่กำลังพลิกโฉมระเบียบเศรษฐกิจทั่วโลก บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะ ได้เดินหน้าต่อยอดศักยภาพทางเทคโนโลยีผ่าน AIS Academy ด้วยการเปิดโฉมหน้า 10 ทีมสุดท้ายในโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2026 ภายใต้แนวคิด “AI for the Future of Thai Education: เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษาไทยในอนาคต” การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขันทางวิชาการทั่วไป แต่คือการปักหมุดยุทธศาสตร์สำคัญในการดึงพลังของเยาวชนคนรุ่นใหม่มาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาไทย ซึ่งเป็นรากฐานโดยตรงของการสร้างผลิตภาพทางเศรษฐกิจ

การแข่งขันแฮกกาธอนในปีนี้นับเป็นการขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้ร่มเงาของ “ภารกิจคิดเผื่อ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาคเอกชนในการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองในเชิงข้อมูลคือความตื่นตัวของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ โดยมีนิสิตและนักศึกษาสมัครเข้าร่วมประชันแนวคิดสูงถึง 603 ทีม คิดเป็นจำนวนผู้เข้าแข่งขันรวม 2,504 คน จาก 67 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศไทย ตัวเลขสถิติดังกล่าวบ่งชี้ชัดเจนว่า สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยมีความพร้อมอย่างยิ่งในการเป็นแหล่งบ่มเพาะบุคลากรทักษะสูงที่สามารถผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาการข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์เข้ากับบริบททางสังคมได้อย่างลงตัว

เป้าหมายสูงสุดของการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่เพียงการนำเสนอแนวคิดบนแผ่นกระดาษ แต่ผู้ผ่านเข้ารอบทั้ง 10 ทีมจะต้องเข้าสู่กระบวนการทดสอบและขัดเกลาทางเทคนิคเพื่อยกระดับไอเดียไปสู่การเป็น Functional Prototype หรือชิ้นงานต้นแบบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานจริงได้ในห้องเรียนและชุมชน ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยและศักยภาพของเครือข่ายโทรคมนาคมเพื่อตอบโจทย์สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ การเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียม และการลดภาระงานของบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสู่เศรษฐกิจยุคปัญญาประดิษฐ์

นวัตกรรมเปิดประตูสู่ความเสมอภาคและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

มิติของการลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาถือเป็นไฮไลท์สำคัญของกลุ่มทีมที่ผ่านเข้ารอบ โดยทีมแมวดำกระโดด จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พัฒนานวัตกรรม “TACXEL (แท็กเซล)” ซึ่งเป็นเครื่องมืออัจฉริยะที่ช่วยให้ผู้พิการทางสายตาสามารถเรียนรู้และเข้าถึงภาพประกอบในหนังสือเรียนได้แบบ Real Time โซลูชันนี้ไม่เพียงแต่จะเปิดโลกการรับรู้ทางสายตาผ่านระบบสัมผัสและเสียง แต่ยังช่วยลดภาระของครูผู้สอนในการจัดทำสื่อการสอนเฉพาะกลุ่มได้อย่างมหาศาล ทำให้การเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในทำนองเดียวกัน การเข้าถึงอักษรเบรลล์ในพื้นที่ห่างไกลได้รับการปฏิรูปผ่านความคิดสร้างสรรค์ของทีมรับเหมาก่อเรื่อง จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เจ้าของนวัตกรรม “BrailleBox (เบรลล์บ็อกซ์)” ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นอุปกรณ์พกพาขนาดกะทัดรัดที่สามารถแปลงตัวหนังสือทั่วไปให้กลายเป็นอักษรเบรลล์ได้แบบ Real Time ในระดับราคาที่เข้าถึงได้จริง สิ่งประดิษฐ์นี้เข้ามาทลายข้อจำกัดด้านงบประมาณของโรงเรียนและครอบครัวผู้มีความบกพร่องทางการเห็น ช่วยให้องค์ความรู้และข้อมูลข่าวสารไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงอีกต่อไป

นอกจากนี้ ปัญหาของกลุ่มผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยินได้รับการแก้ไขอย่างรอบด้านผ่านสองผลงานชั้นนำ ได้แก่ นวัตกรรม “DEAFIN Education (เดฟฟิน เอดดูเคชั่น)” ของทีม MR. BOBO ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือข้ามสถาบันระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยสร้างอุปกรณ์ไร้สายที่ตัดเสียงรบกวนรอบข้างพร้อมประมวลผลสรุปเนื้อหาการบรรยายของผู้สอนแบบ Real Time ขณะที่ทีมเทเลทับบีส์รีเทิร์น จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้นำเสนอนวัตกรรม “AI สอนภาษามือ” เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอนและสร้างมาตรฐานใหม่ในการเรียนรู้ภาษามือสำหรับทุกคน

เครื่องมือเพิ่มผลิตภาพครูผู้สอนและปลดล็อกศักยภาพรายบุคคล

ปัญหาคอขวดที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของระบบการศึกษาไทยคือภาระงานเอกสารและการประเมินผลที่ดึงเวลาของครูไปจากการพัฒนาผู้เรียน ซึ่งทีม TLDR จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ก้าวเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ด้วยการพัฒนานวัตกรรม “LearnLy (เลิร์นลี่)” แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์นี้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการตรวจการบ้านของนักเรียนแบบอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีระบบวิเคราะห์เชิงลึกที่สามารถบ่งชี้รูปแบบการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน ช่วยให้ครูสามารถออกแบบการสอนเสริมเพื่ออุดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งให้แก่นักเรียนเป็นรายบุคคลได้อย่างตรงจุด

ด้านการดูแลผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ ทีม NumPath AI จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ส่งนวัตกรรม “Numpath AI (นำพาธ เอไอ)” แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยครูและบุคลากรทางการศึกษาในการคัดกรองภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ในเด็กตั้งแต่วัยเริ่มแรก ระบบไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการตรวจจับความผิดปกติทำได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยแนะนำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เพื่อให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับการบำบัดและสนับสนุนอย่างถูกต้องทันท่วงที ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา

ขณะเดียวกัน ทีม Jumpbo37 จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์สำหรับการศึกษาสายสะเต็ม (STEM) ที่เข้ามาเปลี่ยนเนื้อหาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์อันซับซ้อนให้กลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเฉพาะบุคคลที่อธิบายวิธีคิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เครื่องมือนี้ช่วยลดภาระครูในการจัดเตรียมสื่อกราฟิกและการจำลองแบบยากๆ ลงได้อย่างมหาศาล ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถทำความเข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ได้เร็วขึ้นและมองเห็นภาพการประยุกต์ใช้งานในโลกจริงได้อย่างชัดเจน

ต่อยอดองค์ความรู้สู่ทักษะแห่งอนาคตและมรดกทางวัฒนธรรม

การเตรียมความพร้อมเยาวชนสู่ตลาดแรงงานในโลกอนาคตจำเป็นต้องอาศัยทักษะการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหาจริง ซึ่งทีม ThAItern to Jump ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนักศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม “Simulation-based Learning” แพลตฟอร์มนี้เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาสามารถนำความรู้เชิงทฤษฎีจากห้องเรียนในมหาวิทยาลัยมาฝึกหัดแก้ไขปัญหาจริงของชุมชนผ่านระบบจำลองสถานการณ์เสมือนจริง ช่วยสร้างสะพานเชื่อมระหว่างรั้ววิชาการกับโจทย์ความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคมภายนอก

ในส่วนของทักษะด้านปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร ทีม MAMO จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้พัฒนานวัตกรรม “Wathasin (วาทศิลป์)” ซึ่งทำหน้าที่เป็น AI Speech Coach หรือโค้ชปัญญาประดิษฐ์สำหรับฝึกฝนทักษะการพูดและการสื่อสารในที่สาธารณะ ผู้ใช้งานสามารถฝึกซ้อมทักษะผ่านสถานการณ์จำลองที่หลากหลาย โดยระบบจะประเมินผลการออกเสียง จังหวะจะโคน และเนื้อหา พร้อมสร้างแผนพัฒนาทักษะการพูดที่เหมาะกับข้อจำกัดของแต่ละบุคคล ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้นำและแรงงานยุคใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น การนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางวัฒนธรรมและ Soft Power โดยทีม AINORA จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม “AINORA” เพื่อการเรียนรู้ศิลปะการรำไทยแบบครบวงจร การใช้อัลกอริทึมในการวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ท่ารำโบราณทำให้คนรุ่นใหม่และชาวต่างชาติสามารถเข้าถึงมรดกภูมิปัญญาไทยได้อย่างถูกต้อง สะดวก และเพลิดเพลิน ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับการอนุรักษ์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างลงตัว

AIS Academy เปิดโผ 10 ทีมสุดท้าย JUMP THAILAND HACKATHON 2026
AIS Academy เปิดโผ 10 ทีมสุดท้าย JUMP THAILAND HACKATHON 2026

สมรภูมิชิงถ้วยพระราชทานและมหกรรม AI ระดับสากล

ความเข้มข้นของการแข่งขัน JUMP THAILAND HACKATHON 2026 จะเดินทางมาถึงจุดชี้ขาดในรอบ Final Pitching หรือ Demo Day ในวันที่ 11 กันยายน 2569 ระหว่างเวลา 10.00–12.30 น. โดยทีมผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดเป็นถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลสนับสนุน 100,000 บาท ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับเงินรางวัล 60,000 บาท รองชนะเลิศอันดับ 2 รับ 40,000 บาท และรางวัล Popular Vote รับ 20,000 บาท รวมมูลค่ารางวัลทั้งสิ้น 220,000 บาท

เวทีการนำเสนอผลงานรอบตัดสินนี้จะจัดขึ้นภายในมหกรรมสัมมนาและนิทรรศการปัญญาประดิษฐ์แห่งปี “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” ซึ่งมีกำหนดการจัดงานในวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เวลา 10.00–18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ งานดังกล่าวถือเป็นศูนย์กลางการรวมตัวของผู้นำทางความคิดและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกกว่า 30 ท่านจากองค์กรพันธมิตรเทคโนโลยีชั้นนำ ที่จะมาร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และกรณีศึกษาการปรับใช้ปัญญาประดิษฐ์ในบริบทต่างๆ

งานมหกรรมในครั้งนี้ครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้แบบเข้มข้นผ่าน Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 เซสชัน พร้อมโซน AI Interactive Experience ที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองสัมผัสเทคโนโลยีจริงผ่าน 3 แกนหลักของประเทศ ได้แก่ AI Ready Thailand, AI Ready Business และ AI Ready Skills ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านช่องทาง www.zipeventapp.com/e/AIS-Academy-for-THAIs-2026 หรือติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ที่ www.jumpthailand.com และ Facebook: AIS Jump Thailand เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตการศึกษาไทยไปด้วยกัน

#AISAcademy #JUMPTHAILAND2026 #AIEducation #AISACADEMYForTHAIs2026 #EdTech #นวัตกรรมการศึกษา #ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา #เศรษฐกิจดิจิทัล

Related Posts