การฟื้นตัวอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมาเลเซียกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ สะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคและการจ้างงานที่ทุบสถิติใหม่เหนือระดับก่อนวิกฤต พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางการเดินทางชั้นนำของภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ
การเติบโตของภาคท่องเที่ยวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวม
รายงานบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว ประจำปี 2025 (Tourism Satellite Account 2025) ที่เผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย (DOSM) ร่วมกับกระทรวงเศรษฐกิจ ระบุว่า ภาคการท่องเที่ยวได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยมูลค่าเพิ่มมวลรวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (Gross Value Added of Tourism Industries: GVATI) ขยายตัวแตะระดับ 323.0 พันล้านริงกิต เติบโตขึ้น 8.6% เมื่อเทียบกับ 297.6 พันล้านริงกิตในปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้สัดส่วนของภาคการท่องเที่ยวครองสัดส่วนถึง 15.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของมาเลเซีย ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากสัดส่วน 15.4% ในปี 2024 อย่างเด่นชัด
เมื่อพิจารณาในมิติของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศด้านการท่องเที่ยวโดยตรง (Tourism Direct Gross Domestic Product: TDGDP) พบการขยายตัวที่แข็งแกร่งเช่นกัน โดยสามารถทำมูลค่ารวมได้ 138.7 พันล้านริงกิต ขยายตัว 9.6% จากมูลค่า 126.5 พันล้านริงกิตในปีก่อนหน้า ซึ่งตัวเลข TDGDP นี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 6.8% ของ GDP ทั้งประเทศ เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 6.5% ในปี 2024 ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศได้แปรเปลี่ยนเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้และมีเสถียรภาพสูง
ในรายงานฉบับดังกล่าว ดาโต๊ะ ซรี ดร. ซิตี อาเซียห์ อาหมัด (Siti Asiah Ahmad) หัวหน้านักสถิติแห่งชาติมาเลเซีย (Chief Statistician Malaysia) ได้ระบุไว้อย่างเป็นทางการว่า “บัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว ประจำปี 2025 (Tourism Satellite Account 2025) เป็นกรอบเชิงสถิติสำหรับใช้วัดประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการมีส่วนสนับสนุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)” โดยการจัดทำสถิติดังกล่าวเป็นความร่วมมือทางเทคนิคและระเบียบวิธีวิจัยตามกรอบสากลระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย (DOSM) และการท่องเที่ยวมาเลเซีย (Tourism Malaysia) พร้อมชี้ให้เห็นว่าข้อมูลนี้สะท้อนความร่วมมือเชิงลึกที่ช่วยให้ภาครัฐและเอกชนนำไปใช้วิเคราะห์และวางยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำ
โครงสร้างอุตสาหกรรมค้าปลีกและบริการที่หนุนนำมูลค่าเพิ่ม
เบื้องหลังความสำเร็จของมูลค่าเพิ่มมวลรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (GVATI) มาจากการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่พร้อมใจกันเติบโต ภาคการค้าปลีก (Retail Trade) ยังคงรักษาตำแหน่งฟันเฟืองหลักที่ทรงอิทธิพลที่สุด ด้วยสัดส่วน 50.6% ของ GVATI ทั้งหมด หรือคิดเป็นเม็ดเงินถึง 163.5 พันล้านริงกิต ตามมาด้วยบริการจัดหาอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage Serving Services) ที่สร้างมูลค่า 53.0 พันล้านริงกิต ครองส่วนแบ่ง 16.4% ขณะที่บริการจำเพาะด้านการท่องเที่ยวของประเทศ (Country-Specific Tourism Characteristic Services) เช่น บริการด้านสุขภาพและการศึกษา มีมูลค่า 42.3 พันล้านริงกิต คิดเป็นสัดส่วน 13.1% โดยทั้งสามกลุ่มนี้รวมกันมีสัดส่วนเกินกว่า 80.1% ของมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งหมด
นอกจากสามภาคส่วนหลักดังกล่าว ธุรกิจบริการที่พัก (Accommodation Services) ยังสามารถฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น โดยสร้างมูลค่าเพิ่มมวลรวมได้ถึง 30.0 พันล้านริงกิต คิดเป็นสัดส่วน 9.3% ของ GVATI เพิ่มขึ้นจาก 8.8% ในปีก่อนหน้า ในขณะที่บริการทางวัฒนธรรม กีฬา และนันทนาการ (Cultural, Sports and Recreational Services) มีมูลค่า 13.7 พันล้านริงกิต คิดเป็นสัดส่วน 4.3% ด้านบริการขนส่งผู้โดยสาร (Passenger Transport Services) มีมูลค่า 9.2 พันล้านริงกิต ครองสัดส่วน 2.8% ธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยวและบริการจองต่างๆ (Travel Agencies & Other Reservation Services) มีมูลค่า 5.8 พันล้านริงกิต คิดเป็น 1.8% และการขายปลีกเชื้อเพลิงยานยนต์มีมูลค่า 5.5 พันล้านริงกิต คิดเป็น 1.7%
การกระจายตัวของรายได้เหล่านี้สะท้อนว่า ห่วงโซ่อุปทานด้านการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การจองตั๋วเครื่องบินหรือห้องพักในโรงแรมหรูเท่านั้น หากแต่ยังแผ่ขยายลงลึกไปสู่ผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาด ร้านอาหารริมทาง ตลอดจนสถานีบริการน้ำมันและสถานบริการด้านการดูแลสุขภาพ ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวสามารถส่งผ่านผลประโยชน์ไปยังชุมชนท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง
การบริโภคภายในประเทศและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ภาพรวมการบริโภคด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ (Internal Tourism Consumption) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 236.9 พันล้านริงกิต ขยายตัว 15.2% เมื่อเทียบกับระดับ 205.6 พันล้านริงกิตในปี 2024 ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติขาเข้า (Inbound Tourism Expenditure) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 52.7% หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 124.8 พันล้านริงกิต เติบโตขึ้นถึง 16.5% ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวของคนในประเทศ (Domestic Tourism Expenditure) สร้างเม็ดเงินเสริมเข้ามาอีก 47.3% คิดเป็นมูลค่า 112.1 พันล้านริงกิต ขยายตัว 13.8% แสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์ทั้งสองตัวทำงานสอดประสานกันได้อย่างสมดุล
เมื่อเจาะลึกพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พบว่าการช้อปปิ้งหรือซื้อสินค้าเฉพาะด้านการท่องเที่ยวครองแชมป์การใช้จ่ายสูงสุดที่สัดส่วน 35.3% คิดเป็นเม็ดเงินถึง 44.1 พันล้านริงกิต ตามมาด้วยค่าบริการขนส่งผู้โดยสารทั้งทางอากาศ ทางบก และทางน้ำ ในสัดส่วน 18.6% มูลค่า 23.3 พันล้านริงกิต และค่าบริการที่พักแรม 16.4% มูลค่า 20.5 พันล้านริงกิต ขณะที่ค่าอาหารและเครื่องดื่มมีมูลค่ารวม 18.6 พันล้านริงกิต คิดเป็น 14.9% แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติไม่เพียงเดินทางเข้ามาพักผ่อน แต่ยังมีความพร้อมในการจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและเดินทางท่องเที่ยวข้ามเมืองอย่างกว้างขวาง
สำหรับฝั่งการท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวมาเลเซีย พฤติกรรมการใช้จ่ายยังคงให้ความสำคัญกับการช้อปปิ้งเป็นอันดับหนึ่งเช่นเดียวกัน โดยมีการใช้จ่ายซื้อสินค้าเฉพาะด้านการท่องเที่ยวสูงถึง 44.8 พันล้านริงกิต หรือคิดเป็น 40.0% ของยอดรวมทั้งหมด รองลงมาคือบริการอาหารและเครื่องดื่ม 19.5 พันล้านริงกิต คิดเป็น 17.4% และการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงยานยนต์สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว 16.4 พันล้านริงกิต คิดเป็น 14.6% ส่วนการพักแรมในโรงแรมและที่พักต่างๆ ทำยอดรวมได้ 13.0 พันล้านริงกิต คิดเป็น 11.6% ซึ่งตัวเลขการใช้น้ำมันและการเดินทางสะท้อนรูปแบบการท่องเที่ยวแบบโรดทริป (Road Trip) ภายในประเทศที่ได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง
สถิตินักท่องเที่ยวขาเข้าและบทบาทของตลาดอาเซียน-เอเชีย
จำนวนผู้มาเยือนจากต่างประเทศ (Visitor Arrivals) สู่มาเลเซียในปี 2025 พุ่งทะลุ 42.2 ล้านคน ขยายตัว 11.2% จากระดับ 38.0 ล้านคนในปีก่อนหน้า โครงสร้างของผู้มาเยือนประกอบด้วยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืน (Tourists) จำนวน 26.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 63.1% และกลุ่มผู้เดินทางไปเช้าเย็นกลับ (Excursionists) อีก 15.6 ล้านคน หรือ 36.9% การขยายตัวในระดับสูงนี้ได้รับแรงผลักดันจากการฟื้นตัวอย่างมั่นคงของตลาดต้นทางในเอเชียแปซิฟิก การเพิ่มเที่ยวบินระหว่างประเทศ และมาตรการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าที่ดึงดูดใจผู้เดินทาง
สิงคโปร์ยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งที่สร้างปริมาณการเดินทางสูงสุดถึง 21.1 ล้านคน คิดเป็น 49.9% ของผู้มาเยือนทั้งหมด โดยมีอัตราการเติบโต 11.8% ตลาดจีนรั้งอันดับสองด้วยจำนวน 4.7 ล้านคน ครองสัดส่วน 11.0% พร้อมอัตราการเติบโตก้าวกระโดดถึง 25.1% ตามมาด้วยอินโดนีเซียจำนวน 4.3 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 10.1% เติบโต 2.9% และประเทศไทยตามมาในอันดับสี่ด้วยจำนวน 2.5 ล้านคน ครองสัดส่วน 5.9% ขยายตัว 10.3% ขณะที่บรูไนอยู่ในอันดับห้าด้วยจำนวน 1.6 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 3.8%
ในส่วนของการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางเข้าสู่มาเลเซียนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่พักค้างคืนถึง 68.8% และเป็นกลุ่มเดินทางไปเช้าเย็นกลับ 31.2% ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์กลับมีสัดส่วนของผู้เดินทางไปเช้าเย็นกลับสูงถึง 55.7% และพักค้างคืน 44.3% สะท้อนให้เห็นถึงความสะดวกสบายในการเดินทางข้ามพรมแดนทางบกระหว่างรัฐยะโฮร์และสิงคโปร์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเดินทางเข้ามาจับจ่ายซื้อของ ทานอาหาร และใช้บริการนันทนาการในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างหนาแน่น
การเติบโตของการเดินทางท่องเที่ยวและพฤติกรรมคนในประเทศ
ด้านตลาดการท่องเที่ยวภายในประเทศของชาวมาเลเซีย (Domestic Visitors) บันทึกสถิติจำนวนผู้มาเยือนรวมกันสูงถึง 290.1 ล้านคน เติบโต 11.5% เมื่อเทียบกับ 260.1 ล้านคนในปี 2024 จำแนกเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พักค้างคืนจำนวน 106.5 ล้านคน ขยายตัว 14.0% และกลุ่มผู้เดินทางวันเดียวจำนวน 183.5 ล้านคน ขยายตัว 10.1% เมื่อนับรวมจำนวนทริปการเดินทางทั้งหมด พบว่ามีการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศสูงถึง 332.2 ล้านครั้ง และมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 2.56 คืน
รัฐสลังงอร์ครองแชมป์จุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งที่มีการเดินทางไปเยือนมากที่สุดถึง 36.4 ล้านคน ตามมาด้วยกรุงกัวลาลัมเปอร์ 35.1 ล้านคน รัฐเปรัก 23.6 ล้านคน รัฐซาราวัก 22.7 ล้านคน รัฐซาบาห์ 22.4 ล้านคน และรัฐปะหัง 23.2 ล้านคน ยานพาหนะส่วนบุคคลยังคงเป็นรูปแบบการเดินทางหลักที่คนในประเทศเลือกใช้มากที่สุดในสัดส่วนสูงถึง 91.8% รองลงมาคือรถแท็กซี่และรถยนต์รับจ้าง 4.0% รถบัสโดยสาร 3.3% และการเดินทางทางอากาศ 2.2% ตัวเลขนี้สอดคล้องกับยอดใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับประเภทที่พักแรมที่คนในประเทศเลือกใช้นั้น การพักอาศัยที่บ้านญาติและเพื่อนยังคงมีสัดส่วนสูงสุดที่ 56.2% แม้ว่าจะปรับตัวลดลงตามแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจที่พักเชิงพาณิชย์ โดยสัดส่วนการเข้าพักในโรงแรมเพิ่มขึ้นเป็น 23.1% และที่พักประเภทโฮมสเตย์หรือบ้านพักตากอากาศ (Homestay / Vacation homes) เพิ่มขึ้นแตะ 9.5% ขณะที่ห้องชุดและอพาร์ตเมนต์ให้เช่ามีสัดส่วน 5.8% สะท้อนถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการประสบการณ์การพักผ่อนที่มีความเป็นส่วนตัวและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ครอบครัว
การจ้างงานในภาคบริการและการยกระดับฐานรากเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแสดงบทบาทอันทรงพลังในฐานะกลไกสร้างงานหลักของประเทศ โดยในปี 2025 มีแรงงานที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวสูงถึง 3.7 ล้านคน (หรือ 3,660.7 พันคน) เพิ่มขึ้น 3.5% จากจำนวน 3.5 ล้านคนในปี 2024 ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 22.1% ของกำลังแรงงานที่มีงานทำทั้งหมดในมาเลเซีย ซึ่งมีอยู่ราว 16.6 ล้านคน ส่งผลให้แรงงานเกือบ 1 ใน 4 ของประเทศล้วนมีรายได้ผูกพันอยู่กับห่วงโซ่คุณค่าของการท่องเที่ยว
เมื่อพิจารณาโครงสร้างการจ้างงานตามสาขาย่อย พบว่าภาคการค้าปลีกมีการจ้างงานสูงสุดถึง 1.39 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 37.9% ของแรงงานภาคท่องเที่ยวทั้งหมด ตามติดด้วยบริการจัดหาอาหารและเครื่องดื่มที่มีการจ้างงาน 1.34 ล้านคน คิดเป็น 36.7% และบริการจำเพาะด้านการท่องเที่ยวของประเทศอีก 3.84 แสนคน คิดเป็น 10.5% ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้รองรับแรงงานรวมกันถึง 85.1% ขณะที่บริการที่พักมีการจ้างงาน 2.41 แสนคน คิดเป็น 6.6% และบริการขนส่งผู้โดยสารมีการจ้างงาน 1.82 แสนคน คิดเป็น 5.0%
การเติบโตอย่างมั่นคงของตลาดแรงงานในกลุ่มนี้ถือเป็นกันชนทางเศรษฐกิจที่สำคัญในการลดอัตราการว่างงานและสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ระดับครัวเรือน ท่ามกลางบริบทที่ภาครัฐกำลังจัดทำสำมะโนเศรษฐกิจปี 2026 ภายใต้โครงการ Banci Ekonomi 2026 (BE2026) ด้วยแนวคิด Data Nadi Ekonomi Rakyat เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานประกอบการอย่างรอบด้าน การขยายตัวของภาคท่องเที่ยวจึงถือเป็นดัชนีชี้วัดความแข็งแกร่งของภาคบริการที่จะเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเลเซียในระยะยาว
#เศรษฐกิจมาเลเซีย #ท่องเที่ยวมาเลเซีย #สถิติการท่องเที่ยว #DOSM #รายได้ท่องเที่ยว #การจ้างงาน #GDPมาเลเซีย #TheReporterAsia

