BPS-World Bank ชี้แจงตัวเลขความยากจนอินโดนีเซียต่างกันตามเกณฑ์วัด

BPS-World Bank ชี้แจงตัวเลขความยากจนอินโดนีเซียต่างกันตามเกณฑ์วัด
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 9 นาที

สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย (BPS) และธนาคารโลก (World Bank) ออกแถลงการณ์ร่วม ณ กรุงจาการ์ตา ชี้แจงกรณีความแตกต่างของตัวเลขสัดส่วนความยากจนในอินโดนีเซีย โดยตัวเลขระดับชาติของ BPS ระบุว่าอัตราความยากจน ณ มีนาคม 2569 อยู่ที่ ร้อยละ 8.07 ขณะที่การประเมินของธนาคารโลกตามเกณฑ์กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (UMIC) อยู่ที่ ร้อยละ 64.1 โดยทั้งสองหน่วยงานยืนยันว่าการคำนวณตั้งอยู่บนฐานข้อมูลการสำรวจเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของอินโดนีเซีย (SUSENAS) เดียวกัน แต่มีวัตถุประสงค์และวิธีการวัดผลที่แตกต่างกัน

ความแตกต่างของเกณฑ์วัดระดับประเทศและระดับสากล

BPS ทำการวัดความยากจนจากค่าครองชีพจริงภายในประเทศอินโดนีเซีย โดยคำนวณจากค่าใช้จ่ายขั้นต่ำที่บุคคลจำเป็นต้องใช้สำหรับอาหารและสิ่งจำเป็นพื้นฐาน เช่น ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า และการคมนาคม ครอบคลุม 75 พื้นที่ทั้งในเขตเมืองและชนบทของทุกจังหวัด พร้อมทั้งปรับปรุงข้อมูลปีละ 2 ครั้งตามระดับราคาที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในเดือนมีนาคม 2569 เส้นความยากจนระดับชาตินี้กำหนดไว้ที่ 669,235 รูเปียห์ต่อคนต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 3.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน เพื่อสะท้อนมาตรฐานและสภาพการครองชีพที่แท้จริงของประชาชนอินโดนีเซีย

ในทางกลับกัน ธนาคารโลกใช้เส้นความยากจนระหว่างประเทศเพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานการครองชีพระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เกณฑ์มาตรฐานร่วม โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 3.00 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ราว 18,465 รูเปียห์ต่อวัน) สำหรับกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ, 4.20 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ราว 25,851 รูเปียห์ต่อวัน) สำหรับกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง และ 8.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน (ราว 51,087 รูเปียห์ต่อวัน) ตามหลักความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (PPP) สำหรับกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง การประเมินของธนาคารโลกยังคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงด้านราคา 3 มิติ คือ การเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาผ่านดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ความแตกต่างของราคาระดับอำเภอ/เมือง และความแตกต่างของราคาระหว่างประเทศผ่านการปรับค่า PPP

การกำหนดนโยบายและการติดตามความก้าวหน้าของอินโดนีเซีย

สำหรับการติดตามความก้าวหน้าและการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของอินโดนีเซีย เกณฑ์การวัดของ BPS ถือเป็นเครื่องมือหลักที่สะท้อนบริบทภายในประเทศ โดยข้อมูลระบุว่าอัตราความยากจนของอินโดนีเซียลดลงจาก ร้อยละ 8.47 ในเดือนมีนาคม 2568 มาอยู่ที่ ร้อยละ 8.07 ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งช่วยให้ภาครัฐติดตามการลดความยากจนได้อย่างตรงจุด

ขณะที่ข้อมูลสถิติของธนาคารโลกเป็นการสะท้อนภาพรวมในระดับสากล โดยตัวเลขคาดการณ์ของปี 2568 ระบุว่ามีประชากรอินโดนีเซียร้อยละ 3.7 ที่อยู่ในภาวะยากจนขั้นรุนแรง ร้อยละ 15.5 อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง และร้อยละ 64.1 อยู่ต่ำกว่าเส้นความยากจนของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง

สาเหตุของช่องว่างตัวเลขและการปรับเกณฑ์มาตรฐาน

ส่วนต่างของตัวเลขที่เกิดขึ้นไม่ได้สะท้อนถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ถดถอยลง แต่เกิดจากการปรับเกณฑ์เส้นความยากจน เนื่องจากเมื่ออินโดนีเซียก้าวสู่สถานะประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงในปี 2566 ธนาคารโลกได้ปรับเกณฑ์มาตรฐานความยากจนที่นำมาบังคับใช้กับอินโดนีเซียจาก 4.20 ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นมาเป็น 8.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อวัน การยกระดับเกณฑ์มาตรฐานให้สูงขึ้นจึงส่งผลให้สัดส่วนของประชากรที่อยู่ใต้เกณฑ์ดังกล่าวเพิ่มจำนวนขึ้นตามไปด้วย โดยไม่ได้หมายความว่าประชากรมีฐานะยากจนลงจริง

นอกจากนี้ เกณฑ์ 8.30 ดอลลาร์สหรัฐยังสะท้อนถึงมาตรฐานการครองชีพของกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงโดยกว้าง ซึ่งรวมถึงประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าอินโดนีเซียเกือบสามเท่า ส่งผลให้เกณฑ์ดังกล่าวสูงกว่ามาตรฐานการครองชีพทั่วไปในอินโดนีเซีย อีกทั้งวิธีการจัดการด้านราคาของทั้งสององค์กรยังแตกต่างกัน โดย BPS จะปรับเส้นความยากจนตามรูปแบบการบริโภคและมาตรฐานการครองชีพที่พัฒนาขึ้น ส่วนธนาคารโลกใช้มาตรฐานระหว่างประเทศที่คงที่แล้วปรับตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ทิศทางแนวโน้มการลดความยากจนอาจแสดงผลต่างกัน

ทั้ง BPS และธนาคารโลกสรุปว่า ตัวเลขของทั้งสองหน่วยงานไม่มีเกณฑ์ใดที่ถูกต้องไปกว่ากัน แต่เป็นการตอบโจทย์คนละคำถาม โดย BPS ให้ภาพความยากจนในบริบทของอินโดนีเซียเพื่อประโยชน์ด้านนโยบายในประเทศ ส่วนธนาคารโลกให้ข้อมูลเพื่อการเปรียบเทียบมาตรฐานข้ามประเทศ ซึ่งทั้งสองส่วนทำหน้าที่เสริมซึ่งกันและกันในการแก้ไขปัญหาความยากจนของอินโดนีเซีย

#BPS, #WorldBank, #อินโดนีเซีย, #ความยากจน, #เศรษฐกิจอินโดนีเซีย, #เส้นความยากจน

Related Posts