ดัชนีราคาผู้บริโภคของมาเลเซียประจำเดือนสิงหาคมปี 2026 ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.9% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแรงกดดันจากต้นทุนการขนส่งและราคาอาหารสดที่เร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางบริบททางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ค่าครองชีพของภาคครัวเรือนเริ่มส่งสัญญาณตึงตัวขึ้น แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปจะยังคงอยู่ในกรอบที่สามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนก็ตาม
ภาพรวมเงินเฟ้อมาเลเซียดีดตัวแตะระดับสูงสุดรอบปี
สำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย (Department of Statistics Malaysia หรือ DOSM) รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนสิงหาคม 2026 พบว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งขยับขึ้นจากระดับ 1.8% ในเดือนกรกฎาคม 2026 โดยดัชนีราคาผู้บริโภคขยับขึ้นมาอยู่ที่ 137.5 จุด จากเดิม 134.9 จุดในเดือนสิงหาคม 2025 การขยับขึ้นครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงทิศทางของราคาสินค้าที่เริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นทีละน้อยตลอดช่วงไตรมาสที่สามของปี
ในการเปิดเผยรายงานฉบับล่าสุด ดาโต๊ะ ซรี ดร. ซิตี อาเซียห์ อาหมัด (Dato’ Sri Dr. Siti Asiah Ahmad) หัวหน้านักสถิติแห่งชาติมาเลเซีย ได้ระบุถึงแนวทางการพัฒนาระบบข้อมูลสถิติของประเทศว่า “สำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซียกำลังเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการสำมะโนเศรษฐกิจ 2026 หรือ BE2026 ภายใต้แนวคิด Data Nadi Ekonomi Rakyat เพื่อรวบรวมข้อมูลเชิงโครงสร้างของภาคธุรกิจทั่วประเทศอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งยกระดับแพลตฟอร์ม OpenDOSM NextGen ให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลและการแสดงผลภาพเสมือนจริง เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานและนักวิเคราะห์สามารถเข้าถึงข้อมูลเศรษฐกิจเชิงลึกได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ”
เมื่อพิจารณาในมิติของเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ซึ่งไม่นับรวมรายการอาหารสดที่มีความผันผวนสูงและสินค้าที่มีการควบคุมราคาโดยภาครัฐ พบว่าเงินเฟ้อพื้นฐานในเดือนสิงหาคม 2026 ชะลอตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.7% จากระดับ 1.8% ในเดือนกรกฎาคม แต่หากพิจารณาดัชนีราคาผู้บริโภคแบบไม่รวมหมวดเชื้อเพลิง (CPI without Fuel) กลับเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.0% จาก 1.8% ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนของราคาสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเริ่มกระจายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น
พลังงานและการเดินทางเร่งตัวผลักดันต้นทุนค่าครองชีพ
หมวดการขนส่ง (Transport) ถือเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เงินเฟ้อทั่วไปของมาเลเซียปรับตัวสูงขึ้นในเดือนนี้ โดยอัตราเงินเฟ้อในหมวดขนส่งพุ่งขึ้นแตะ 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากระดับ 1.4% ในเดือนกรกฎาคม 2026 แรงส่งสำคัญมาจากกลุ่มบริการขนส่งสาธารณะที่ขยายตัวสูงถึง 10.5% ประกอบกับต้นทุนการบริหารจัดการและใช้งานยานพาหนะส่วนบุคคลที่ขยับขึ้น 1.8% แม้ว่าราคาการซื้อยานพาหนะใหม่และบริการขนส่งสินค้าจะยังคงหดตัวลงที่ 0.7% และ 1.3% ตามลำดับ
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เฉลี่ยในเดือนสิงหาคม 2026 ขยับขึ้นสู่ 90.90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 33.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว RON97 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.28 ริงกิตต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดเปิดเฉลี่ยพุ่งแตะ 4.60 ริงกิตต่อลิตร เทียบกับราคาที่ได้รับการอุดหนุนในโครงการ BUDI MADANI (BUDI Diesel) ซึ่งตรึงไว้ที่ 2.10 ริงกิตต่อลิตร ด้านราคาน้ำมันเบนซิน RON95 ในตลาดเปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.75 ริงกิตต่อลิตร เทียบกับราคาอุดหนุนภายใต้โครงการ BUDI95 ที่ระดับ 1.99 ริงกิตต่อลิตร
นอกจากหมวดการขนส่งแล้ว หมวดที่อยู่อาศัย น้ำ ไฟฟ้า ก๊าซ และเชื้อเพลิงอื่นๆ ยังขยับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหนึ่งได้รับแรงผลักดันจากการปรับอัตราค่าปรับต้นทุนเชื้อเพลิงอัตโนมัติ (Automatic Fuel Adjustment หรือ AFA) สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าภาคครัวเรือนในคาบสมุทรมาเลเซียที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 600 กิโลวัตต์-ชั่วโมงขึ้นไป โดยคณะกรรมการพลังงานได้กำหนดอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ AFA ในเดือนสิงหาคม 2026 ไว้ที่ 3.80 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจาก 3.59 เซนต์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ครัวเรือนในรัฐซาราวักราว 714,000 ครัวเรือน ยังคงได้รับมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพด้วยส่วนลดค่าไฟ 25% จนถึงสิ้นปี
หมวดอาหารสดและของสดตลาดสดสร้างแรงกดดันครัวเรือน
หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ซึ่งมีสัดส่วนน้ำหนักสูงถึง 29.8% ในตะกร้าเงินเฟ้อของประเทศ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.9% ในเดือนสิงหาคม 2026 จากระดับ 1.8% ในเดือนก่อนหน้า โดยแรงกดดันหลักมาจากกลุ่มอาหารปรุงในบ้านที่ขยับขึ้นเป็น 1.4% จาก 1.2% ในเดือนกรกฎาคม ในขณะที่กลุ่มอาหารสำเร็จรูปและอาหารนอกบ้านยังคงทรงตัวในระดับสูงที่ 2.5% ซึ่งสะท้อนถึงการส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบของผู้ประกอบการร้านอาหารไปยังผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
หากเจาะลึกในหมวดอาหารปรุงในบ้าน กลุ่มเนื้อสัตว์และผักสดกลายเป็นกลุ่มสินค้าที่มีการปรับขึ้นของราคาอย่างโดดเด่น โดยกลุ่มเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้น 3.5% ซึ่งนำโดยเนื้อไก่สดที่มีน้ำหนักในกลุ่มเนื้อสัตว์ถึง 32.6% โดยราคาไก่สดขยับขึ้น 8.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ราคาไก่มาตรฐานเฉลี่ยทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2026 อยู่ที่ 10.88 ริงกิตต่อกิโลกรัม ขณะที่กลุ่มผักสดพุ่งขึ้นแตะ 2.8% จาก 1.0% ในเดือนก่อนหน้า นำโดยมะเขือเทศที่ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 38.2% ผักคะน้าปรับขึ้น 14.5% ผักสลัดขึ้น 11.0% และผักกวางตุ้งไต้หวันขึ้น 9.1%
สำหรับค่าใช้จ่ายในการรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นภาระที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเมนูอาหารยอดนิยมของชาวมาเลเซียมีการปรับราคาสูงขึ้นในหลายรายการ อาทิ เมนูอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวและบะหมี่เพิ่มขึ้น 3.6% สะเต๊ะเพิ่มขึ้น 3.4% ข้าวหมูแดงเพิ่มขึ้น 3.2% และข้าวมันไก่ปรับตัวขึ้น 3.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าค่าใช้จ่ายในหมวดอาหารในชีวิตประจำวันกลายเป็นภาระโดยตรงที่กระทบต่อกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ช่องว่างเงินเฟ้อระหว่างเมืองกับชนบทและต่างรัฐ
ข้อมูลเชิงโครงสร้างจากรายงานของ DOSM ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของอัตราเงินเฟ้อในแต่ละพื้นที่ โดยอัตราเงินเฟ้อในเขตเมือง (Urban Area) เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% ในเดือนสิงหาคม 2026 จาก 1.8% ในเดือนกรกฎาคม โดยมีหมวดของใช้ส่วนตัวและการปกป้องทางสังคมพุ่งแตะ 3.3% หมวดการขนส่ง 2.3% และหมวดที่อยู่อาศัยกับอาหาร 2.0% ในทางกลับกัน อัตราเงินเฟ้อในเขตชนบท (Rural Area) ทรงตัวอยู่ที่ 1.7% เท่ากับเดือนก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าประชากรในเขตเมืองต้องแบกรับแรงกดดันจากค่าบริการและการเดินทางในระดับที่สูงกว่าอย่างชัดเจน
เมื่อพิจารณารายรัฐ พบว่ามี 9 รัฐที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่ 1.9% โดยรัฐที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุด ได้แก่ เนกรีเซิมบีลัน ที่ 2.5% ตามมาด้วย ยะโฮร์, เกดะห์, ปะหัง และลาบวน ที่ระดับ 2.3% เท่ากัน ขณะที่เซลังงอร์และกัวลาลัมเปอร์อยู่ที่ 2.1% ส่วนมะละกาและปุตราจายาอยู่ที่ 2.0% ในทางตรงกันข้าม รัฐซาราวักมีอัตราเงินเฟ้อต่ำที่สุดในประเทศเพียง 0.5% เท่านั้น ซึ่งเป็นผลพวงจากนโยบายช่วยเหลือด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างราคาสินค้าในท้องถิ่น
สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่มีรายได้ต่ำกว่า 3,000 ริงกิตต่อเดือน เผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 1.7% ในเดือนสิงหาคม 2026 แม้ตัวเลขภาพรวมจะดูต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ แต่ในหมวดย่อยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหมวดร้านอาหารและบริการที่พักที่พุ่งขึ้น 2.9% หมวดเนื้อสัตว์พุ่งขึ้น 3.9% และหมวดผักสดเพิ่มขึ้น 2.3% สิ่งนี้บ่งชี้ว่ากลุ่มเปราะบางทางเศรษฐกิจยังคงต้องใช้สัดส่วนเงินได้เกือบทั้งหมดไปกับค่าอาหารและการเดินทาง
มุมมองเปรียบเทียบในภูมิภาคและการรับมือเชิงนโยบาย
เมื่อนำอัตราเงินเฟ้อของมาเลเซียไปเปรียบเทียบกับกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตลาดโลก จะเห็นได้ว่ามาเลเซียยังคงรักษาระดับเสถียรภาพราคาได้ค่อนข้างดี โดยฟิลิปปินส์บันทึกอัตราเงินเฟ้อในเดือนสิงหาคม 2026 อยู่ที่ 6.1% แม้จะชะลอลงเล็กน้อยจาก 6.2% ในเดือนก่อน ส่วนอินโดนีเซียปรับตัวขึ้นสู่ 3.2% จาก 2.9% เกาหลีใต้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.1% จาก 2.8% และกลุ่มยูโรโซนปรับตัวขึ้นแตะ 3.3% อันเนื่องมาจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นสูงถึง 14.3% ขณะที่จีนยังคงอยู่ในภาวะเงินเฟ้อต่ำที่ระดับ 0.8%
ความร่วมมือในการจัดทำฐานข้อมูลผ่านโครงการสำมะโนเศรษฐกิจ 2026 (BE2026) ร่วมกับภาคธุรกิจทั่วประเทศถือเป็นกุญแจสำคัญที่กระทรวงเศรษฐกิจและ DOSM ใช้ในการประเมินโครงสร้างทางเศรษฐกิจจริง ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาบูรณาการบนระบบ OpenDOSM NextGen เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถออกแบบนโยบายการอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Subsidies) ได้อย่างแม่นยำ ทั้งในโครงการ BUDI95 และ BUDI Diesel เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินควบคู่ไปกับการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
ทิศทางของอัตราเงินเฟ้อมาเลเซียในช่วงที่เหลือของปี 2026 ยังคงขึ้นอยู่กับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก นโยบายการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพลังงานภายในประเทศ และสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร การรักษาสมดุลระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างทางการคลังและการดูแลค่าครองชีพของประชาชนจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้แรงกดดันด้านราคาบั่นทอนกำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวม
#มาเลเซีย #เงินเฟ้อ #เศรษฐกิจอาเซียน #ค่าครองชีพ #ราคาน้ำมัน #DOSM

