ยูนิลีเวอร์ ยกระดับบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับภูมิภาค (Regional R&D & Innovation Hub) โดยผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับวิทยาศาสตร์และความยั่งยืน ผ่านการดำเนินงานของโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) เพื่อเร่งขยายผลผลิตภัณฑ์จากห้องปฏิบัติการสู่ตลาดทั่วโลก
ยกระดับไทยสู่ศูนย์วิจัยระดับภูมิภาคด้วยกรอบแนวคิด SASSY
การขับเคลื่อนในครั้งนี้เป็นการใช้ศักยภาพของศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) และโรงงานต้นแบบในประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตไปสู่การร่วมคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมระดับสากล โดยมีกระบวนการดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิด SASSY ซึ่งประกอบด้วย ด้านวิทยาศาสตร์ (Science), สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics), ประสาทสัมผัส (Sensorials), การแบ่งปันบอกต่อ (Shared by Others) และจิตวิญญาณคนรุ่นใหม่ (Young Spirited) ควบคู่กับกลยุทธ์การสร้างความต้องการในวงกว้าง (Desire at Scale)
นายวิเวกอนันต์ ซิสท์ลา รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ ภูมิภาคเอเชีย และหัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนา กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยและพัฒนาที่สำคัญของยูนิลีเวอร์ ซึ่งมีศูนย์ R&D ประจำภูมิภาคเพียง 11 แห่งทั่วโลก โดยทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์ในห้องทดลอง ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภค และความสามารถในการผลิตจริงระดับอุตสาหกรรม เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ตอบโจทย์การใช้งาน มีรูปลักษณ์ที่ตรงใจ และสามารถขยายผลสู่ความสำเร็จในตลาดระดับโลกได้
โรงงานต้นแบบและ 3 เสาหลักขับเคลื่อนการผลิตเชิงพาณิชย์
หัวใจหลักของการดำเนินงานในไทยอยู่ที่โรงงานต้นแบบ ซึ่งทำหน้าที่ทดสอบกระบวนการผลิตก่อนนำไปปรับใช้ในระดับอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การเร่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดระยะเวลาในการวิจัย, ความยั่งยืนตลอดกระบวนการพัฒนา ด้วยการประหยัดพลังงาน ลดการใช้ทรัพยากร และลดของเสียตั้งแต่ขั้นตอนการทดลอง, และการขยายกำลังการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดทั้งในภูมิภาคและระดับสากล

ปัจจุบันเครือข่ายวิจัยของยูนิลีเวอร์ทั่วโลกมีศูนย์วิจัยระดับโลก (Global Innovation Center) รวม 6 แห่ง มีนักวิจัยกว่า 4,500 คน พร้อมการถือครองสิทธิบัตรมากกว่า 16,500 ฉบับ โดยในปีที่ผ่านมามีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนารวมมูลค่ากว่า 836 ล้านยูโร เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค
ประยุกต์ใช้ AI และโมเดลจำลองเสมือนจริงในกระบวนการ R&D
ในส่วนของกระบวนการวิจัย ได้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ขั้นสูงมาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ ภายใต้หลักการทำงานแบบ AI-Driven, People-Led โดยใช้การจำลองแบบดิจิทัล (Digital Simulation & Modelling) และเทคโนโลยีแบบจำลองเสมือนจริงของวัตถุทางกายภาพ (Digital Twins) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบสูตร และจำลองผลลัพธ์ล่วงหน้าก่อนเริ่มการทดลองจริง ซึ่งช่วยร่นระยะเวลาการพัฒนาและควบคุมมาตรฐานก่อนเข้าสู่สายการผลิตจริง
การบูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวส่งผลให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากฐานข้อมูลเชิงลึกในไทยที่สามารถส่งออกไปจำหน่ายในระดับสากล เช่น ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย วาสลีน กลูต้า-ไฮยา (Vaseline Gluta-Hya) ที่คิดค้นเนื้อสัมผัสบางเบาตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้น, ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผ้า บรีส สูตรซักด่วน (Breeze Quick Wash) ที่ใช้เทคโนโลยี Pro-S ทำความสะอาดในเวลา 15 นาที รวมถึง คนอร์ ผงมะนาว (Knorr Lime Powder) ที่ใช้เทคโนโลยีการห่อหุ้มโมเลกุล (Encapsulation) ในการรักษาความคงที่ของกลิ่นและรสชาติมะนาวแท้สำหรับผู้ประกอบการ
บูรณาการความยั่งยืนสู่เป้าหมาย Net Zero
แนวคิดด้านความยั่งยืนถูกกำหนดให้อยู่ในกระบวนการคิดค้นตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการ ครอบคลุมการพัฒนาสูตรที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การคัดสรรวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ (Virgin Plastic) ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลาสติกรีไซเคิล (Post-Consumer Recycled Plastic: PCR) ตลอดจนการลดของเสียและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขั้นตอนการผลิต เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
นายวิเวกอนันต์ ระบุว่า อนาคตของนวัตกรรมจำเป็นต้องสร้างคุณค่าที่จับต้องได้ให้แก่ผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม การผสานองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ปัญญาประดิษฐ์ และความเชี่ยวชาญของบุคลากรในไทย จะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนให้ศูนย์วิจัยในประเทศไทยทำหน้าที่สร้างสรรค์นวัตกรรมสำหรับตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง
#Unilever #UnileverThailand #RandD #InnovationHub #AI #Sustainability #TheReporterAsia

