ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ มาเลเซีย โต 18.6% รับกระแส AI-ไฮเปอร์สเกล

ตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ มาเลเซีย โต 18.6% รับกระแส AI-ไฮเปอร์สเกล
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 9 นาที

ตลาดบริการรับฝากวางเครื่องเซิร์ฟเวอร์หรือดาต้าเซ็นเตอร์โคโลเคชัน (Data Center Colocation) ในประเทศมาเลเซีย มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 18.60 ระหว่างปี 2025 ถึง 2031 ตามรายงานวิเคราะห์แนวโน้มอุปสงค์และอุปทานของ ResearchAndMarkets.com โดยมีแรงหนุนหลักจากการลงทุนของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ระดับโลก (Hyperscale) การประยุกต์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และการขยายตัวของโครงข่ายเชื่อมต่อดิจิทัล

ทั้งนี้ การคาดการณ์ระบุว่า พื้นที่ใช้งานของศูนย์ข้อมูลในมาเลเซียจะเพิ่มขึ้นเป็น 24.89 ล้านตารางฟุต และมีกำลังความจุการใช้งานตู้เซิร์ฟเวอร์ (Rack) แตะระดับ 609.3 พันยูนิต ภายในปี 2031 โดยเมืองไซเบอร์จายา (Cyberjaya) ยังคงรักษาบทบาทศูนย์กลางหลักที่มีความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่าย ขณะที่รัฐยะโฮร์ (Johor) ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายการลงทุนสำคัญแห่งใหม่ ด้วยข้อได้เปรียบด้านที่ดินและทำเลที่ตั้งใกล้สิงคโปร์ ผ่านการพัฒนาในนิคมเทคโนโลยี อาทิ Sedenak Tech Park (STeP), Nusajaya Tech Park และ YTL Green Data Centre Park

โครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับ AI และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว

การประมวลผลขั้นสูง งานด้านการเรียนรู้ของระบบ (Machine Learning) และการใช้งานชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) กำลังปรับเปลี่ยนมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซีย ซึ่งต้องการความหนาแน่นพลังงานต่อตู้เซิร์ฟเวอร์ที่สูงขึ้น โดยเริ่มมีการนำตู้เซิร์ฟเวอร์ขนาด 42U-52U มาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการประมวลผลในพื้นที่จำกัด

นอกจากนี้ การใช้พลังงานความร้อนสูงจากระบบประมวลผล AI ประกอบกับสภาพอากาศร้อนชื้น ส่งผลให้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเริ่มมีความร่วมมือเชิงรุกในอุตสาหกรรม เช่น ข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง SK Innovation และ Bridge Data Centres ในเดือนมิถุนายน 2025 เพื่อติดตั้งระบบ Liquid Cooling ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ของมาเลเซีย สอดคล้องกับการลงทุนของ YTL Corporation ที่ลงนามสัญญาจัดสรรงบประมาณราว 2.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ร่วมกับ NVIDIA ในเดือนกรกฎาคม 2025 เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล AI โดยเฉพาะ

การขยายตัวของกลุ่มไฮเปอร์สเกลและการรวมศูนย์แบบขายส่ง

ตลาดบริการฝากวางเซิร์ฟเวอร์รูปแบบขายส่ง (Wholesale Colocation) จะสร้างสัดส่วนรายได้สูงถึงร้อยละ 89 ของตลาดรวมภายในปี 2031 โดยกลุ่มธุรกิจคลาวด์และไอทีถือเป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลักที่ครองส่วนแบ่งความต้องการราวร้อยละ 77 ในปี 2025 จากการย้ายระบบขึ้นคลาวด์ของภาคธุรกิจและการพัฒนาเทคโนโลยี 5G รวมถึงสายเคเบิลใต้น้ำ

การเคลื่อนไหวสำคัญของภาคเอกชนยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยในเดือนพฤษภาคม 2026 NEXTDC ได้เปิดตัวศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ขนาดกำลังไฟฟ้า 65 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 196.4 พันตารางฟุต พร้อมจ่ายไฟเฟสแรกกว่า 15 เมกะวัตต์ ขณะที่ Digital Decarbonization Solutions Platform (DDSP) มีแผนพัฒนาแคมปัสศูนย์ข้อมูลกำลังผลิต 40 เมกะวัตต์ ในรัฐยะโฮร์ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานแบบเฉพาะเจาะจง (Build-to-suit)

การสนับสนุนจากภาครัฐและประเด็นความท้าทายด้านทรัพยากร

รัฐบาลมาเลเซียได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center Task Force: DCTF) เมื่อเดือนมีนาคม 2025 โดยการกำกับดูแลของกระทรวงการลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงดิจิทัล เพื่อจัดระเบียบการกำกับดูแล ส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ลดขั้นตอนการอนุมัติ และสนับสนุนการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมยังเผชิญอุปสรรคสำคัญด้านการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางในระบบศูนย์ข้อมูล คลาวด์คอมพิวติง และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ตลอดจนผลกระทบด้านการใช้ทรัพยากรพลังงานและน้ำอย่างหนาแน่น ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเร่งปรับตัวไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น DayOne ที่จับมือกับ Tenaga Nasional Berhad (TNB) ในการจัดหาพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 1.5 กิกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ 2.2 กิกะวัตต์ชั่วโมง รวมถึงโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 250 เมกะวัตต์ จากความร่วมมือของ DPS Energy และ VCI Energy เพื่อป้อนกำลังไฟฟ้าสู่ศูนย์ข้อมูล AI โดยตรง

#DataCenter #มาเลเซีย #ดาต้าเซ็นเตอร์ #AI #Hyperscale #CloudComputing #WholesaleColocation #TheReporterAsia

Related Posts