‘อาเจย์ บังกา’ ย้ำต้องเร่งสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน

‘อาเจย์ บังกา’ ย้ำต้องเร่งสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 10 นาที

ในการประชุมประจำปีกลุ่มธนาคารโลกและ IMF (World Bank–IMF Annual Meetings 2026)  ณ กรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดเวทีเสวนาครั้งสำคัญด้านการระดมทุนภาคเอกชน (Private Capital Mobilization Flagship Event) โดยนายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก พร้อมด้วยผู้นำภาคการเงินและองค์กรระหว่างประเทศ ร่วมเปิดมุมมองและยุทธศาสตร์การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา เพื่อปิดช่องว่างความต้องการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเร่งสร้างงานรองรับประชากรรุ่นใหม่ทั่วโลก

โจทย์ใหญ่ระดับโลก: แรงงานใหม่ 1.2 พันล้านคน กับงานเพียง 400 ล้านตำแหน่ง

นายอาเจย์ บังกา ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการระดมทุนภาคเอกชนว่า ภายใน 12–15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรคนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนาเติบโตสู่วัยแรงงาน (อายุครบ 18 ปี) มากถึง 1.2 พันล้านคน แต่จากการประเมินในปัจจุบัน ประเทศเหล่านี้จะสามารถสร้างตำแหน่งงานรองรับได้เพียง 400 ล้านตำแหน่งเท่านั้น เกิดเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ถึง 800 ล้านตำแหน่ง

“หากเราแก้โจทย์นี้ได้ เม็ดเงินและแรงงานเหล่านี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนความมั่งคั่งและรุ่งเรืองไปอีก 40 ปี แต่หากเราทำไม่สำเร็จ ความไม่พอใจและอนาคตที่ไร้ความหวังของเยาวชนจะกลายเป็นชนวนสร้างความไร้เสถียรภาพดังที่เริ่มปรากฏให้เห็นแล้วในหลายประเทศ” นายอาเจย์ระบุ

ขณะเดียวกัน ในระบบการเงินโลก สถาบันการเงินและผู้จัดการกองทุนมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารรวมกันกว่า 280 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่กลับมีสัดส่วนเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาเพียง 5–8% เท่านั้น การเชื่อมโยง “เงินทุนมหาศาล” ให้เข้ากับ “โอกาสการลงทุน” จึงต้องอาศัยการทลายข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

‘อาเจย์ บังกา’ ย้ำต้องเร่งสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน
‘อาเจย์ บังกา’ ย้ำต้องเร่งสร้างงานให้คนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคน

ปลดล็อก 5 อุปสรรค เชื่อมทุนเอกชนสู่ตลาดเกิดใหม่

นายอาเจย์ บังกา พร้อมด้วย ชริติ วาเดรา (Shriti Vadera) ประธานคณะทำงานห้องปฏิบัติการการลงทุนภาคเอกชน (Private Sector Investment Lab – PSIL) และ เชมารา วิครามานายาเก (Shemara Wikramanayake) ซีอีโอของ Macquarie Group ได้ร่วมกันสะท้อน 5 มิติสำคัญที่เวิลด์แบงก์กำลังร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อปลดล็อก ได้แก่:

  1. ความชัดเจนและการคาดการณ์ได้ของกฎระเบียบ (Regulatory Certainty): นักลงทุนต้องการสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ โดยธนาคารโลกได้จัดสรรเม็ดเงิน 25–26% ในปีที่ผ่านมาเพื่อช่วยประเทศต่าง ๆ ปฏิรูปกฎหมายและขั้นตอนการขออนุญาต เพื่อเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business)

  2. การประกันความเสี่ยง (Risk Guarantees): การจัดตั้ง “แพลตฟอร์มค้ำประกันรวมศูนย์” (Unified Guarantee Platform) เพื่อให้ภาคเอกชนเข้าถึงกลไกค้ำประกันความเสี่ยงทางการเมืองและเครดิตได้สะดวก รวดเร็ว และเป็นระบบ ลดระยะเวลาการพิจารณาลงอย่างมีนัยสำคัญ

  3. การจัดหาเงินทุนสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Financing): ปัญหาความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) ถือเป็นอุปสรรคใหญ่ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว 30 ปีที่มีรายรับเป็นสกุลเงินท้องถิ่น โดยบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) ได้เพิ่มสัดส่วนการปล่อยกู้ด้วยสกุลเงินท้องถิ่นเป็น 36–37% เพื่อช่วยแบกรับความเสี่ยงส่วนนี้แทนนักลงทุน

  4. การรับความเสี่ยงชั้นแรก (Junior Equity / First-Loss): การใช้เงินทุนจากสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาและพันธมิตรการกุศลเข้ามาเป็นทุนชั้นแรก (First-loss capital) ผ่านกองทุนอย่าง Frontier Opportunities Fund เพื่อช่วยลดระดับความเสี่ยงของโครงการ (De-risking) ทำให้นักลงทุนเอกชนรายอื่นตัดสินใจเข้ามาลงทุนได้ง่ายขึ้น

  5. การสร้างสินทรัพย์ประเภทใหม่ (Creating a New Asset Class): การผลักดันโมเดล “Originate-to-Distribute” โดยมี ดั๊ก ปีเตอร์สัน (Doug Peterson) อดีตซีอีโอของ S&P Global ร่วมนำทีม เพื่อแปลงสินเชื่อโครงการพัฒนาที่มีมาตรฐานและสภาพคล่อง ให้กลายเป็นสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่กองทุนบำนาญและบริษัทประกันภัยขนาดใหญ่ทั่วโลกสามารถจัดสรรเงินทุนเข้ามาลงทุนได้อย่างเป็นระบบ

ผลลัพธ์เป็นรูปธรรม: ระดมทุนทะลุ 1.12 แสนล้านดอลลาร์

จากการปรับแนวทางการดำเนินงานและการผสานความร่วมมือกับภาคเอกชน ส่งผลให้ในปีงบประมาณ 2026 กลุ่มธนาคารโลกสามารถระดมเงินทุนจากภาคเอกชนได้เป็นสถิติสูงสุดถึง 112,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และออกหนังสือค้ำประกันความเสี่ยงไปแล้วกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวอย่างเช่น โครงการค้ำประกันสินเชื่อโครงสร้างพื้นฐานในแอฟริกาใต้ และการสนับสนุนพลังงานความร้อนใต้พิภพในเคนยา

ผู้นำในเวทีเสวนาย้ำตรงกันว่า เม็ดเงินของภาครัฐและธนาคารเพื่อการพัฒนาทั่วโลกมีจำกัด การขยับจากการทำโครงการเดี่ยว ๆ แบบเฉพาะกิจ (Bespoke) ไปสู่ระบบมาตรฐานที่ขยายผลได้ในวงกว้าง (Standardized & Scalable) พร้อมการสร้างความเชื่อมั่นผ่านธรรมาภิบาลและความโปร่งใส คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนความท้าทายของตลาดเกิดใหม่ให้กลายเป็นโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ยั่งยืน

Related Posts