IMF-World Bank ชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลก รับมือหนี้พุ่งและวิกฤตงาน 800 ล้านตำแหน่ง

IMF-World Bank ชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลก รับมือหนี้พุ่งและวิกฤตงาน 800 ล้านตำแหน่ง
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 16 นาที

การประชุมประจำปี 2026 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ณ กรุงเทพมหานคร ได้ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจโลกท่ามกลางความเปราะบางจากภาระหนี้สาธารณะ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร โดยสองผู้นำสถาบันการเงินระหว่างประเทศได้เสนอกรอบวิสัยทัศน์เพื่อรับมือความท้าทายเชิงโครงสร้าง การยกระดับบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างทั่วถึง และการปฏิรูปกลไกการเงินเพื่อขับเคลื่อนการจ้างงานและการเติบโตที่ยั่งยืน

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกโตคงที่ 3.1% แต่เผชิญภาวะเหลื่อมล้ำและหนี้สาธารณะพุ่งสูง

นางคริสตาลินา กอร์เกียวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในการแถลงสุนทรพจน์ว่า เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น โดยการเติบโตทั่วโลกยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.1% ทว่าภายใต้ตัวเลขที่คงที่นี้มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างกลุ่มประเทศ เนื่องจากประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของเทคโนโลยี AI เช่น สหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และกลุ่มประเทศในเอเชีย ได้รับการปรับเพิ่มประมาณการเติบโต ขณะที่หลายระบบเศรษฐกิจกลับเผชิญกับการถูกปรับลดประมาณการลงอย่างต่อเนื่อง

ความสามารถในการบริหารจัดการนโยบายเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลกกำลังถูกจำกัดด้วยภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศรายได้น้อยต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในตลาดหลักปรับตัวสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินตึงตัวทั่วโลก ธนาคารกลางต่างๆ จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพราคาอย่างเคร่งครัด ขณะที่ภาครัฐต้องเร่งจัดทำแผนการคลังระยะกลางที่น่าเชื่อถือเพื่อควบคุมหนี้และสร้างความเชื่อมั่น

นอกจากนี้ IMF ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกในระดับมหภาค โดยสหรัฐอเมริกาจำเป็นต้องเพิ่มการออม จีนจำเป็นต้องขยายการบริโภคภายในประเทศ และยุโรปต้องเพิ่มการลงทุน เพื่อลดผลกระทบเชิงลบที่จะส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ IMF ยืนยันความพร้อมในการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน โดยระบุว่าสถาบันมีขีดความสามารถในการปล่อยกู้ใหม่สูงกว่าระดับภาระผูกพันในปัจจุบันถึง 3 เท่า พร้อมรองรับหากเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ

ยกระดับความพร้อมรับมือภัยไซเบอร์ ผลักดัน AI สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

ในมิติของเทคโนโลยี กอร์เกียวากล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีขั้นสูงและ AI ก่อให้เกิดความต้องการด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนมหาศาล อย่างไรก็ตาม ทุกประเทศจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อจัดการกับความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ทั้งผลกระทบต่อการจ้างงาน ระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ทวีความรุนแรงและรวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด

IMF ระบุว่าระบบไซเบอร์ของ AI เป็นระบบที่ไร้พรมแดนและความมั่นคงของระบบทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับจุดที่เปราะบางที่สุด ดังนั้นการสร้างความยืดหยุ่นทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมโลกที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด

ในขณะเดียวกัน การเข้าถึงเทคโนโลยีจะต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียม โดยเทคโนโลยี AI ขนาดเล็กที่ใช้งานได้จริง (Simple AI) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านสมาร์ตโฟน จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนในวงกว้าง ซึ่งแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ต้องใช้ความเพียรพยายามและการสั่งสมความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

IMF-World Bank ชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลก รับมือหนี้พุ่งและวิกฤตงาน 800 ล้านตำแหน่ง
IMF-World Bank ชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลก รับมือหนี้พุ่งและวิกฤตงาน 800 ล้านตำแหน่ง

ธนาคารโลกชี้วิกฤตแรงงาน เกิดช่องว่างตำแหน่งงาน 800 ล้านตำแหน่งในโลกกำลังพัฒนา

นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ฉายภาพความท้าทายเชิงโครงสร้างประชากรในอีก 10 ถึง 15 ปีข้างหน้า โดยระบุว่าจะมีประชากรรุ่นใหม่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่ตลาดแรงงานมากถึง 1.2 พันล้านคน แต่ระบบเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเหล่านี้คาดว่าจะสร้างตำแหน่งงานรองรับได้เพียงประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง ทำให้เกิดช่องว่างของการจ้างงานสูงถึง 800 ล้านตำแหน่ง

บังกาเน้นย้ำว่า การมีงานทำไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางสถิติ แต่คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (Dignity) และเป็นตัวชี้วัดสำคัญระหว่างเยาวชนที่จะลุกขึ้นมาสร้างอนาคต กับเยาวชนที่ทำได้เพียงเฝ้ารอโอกาส หากไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพเหล่านี้ได้ ผลกระทบเชิงลบจะแผ่ขยายข้ามพรมแดน แต่หากสามารถจุดประกายและสร้างโอกาสในการทำงานได้ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจก็จะส่งผลดีข้ามพรมแดนเช่นกัน ทำให้งานพัฒนาในปัจจุบันไม่ใช่การให้ความช่วยเหลือแบบการกุศล แต่เป็นการลงทุนในอนาคตร่วมกัน

ยุทธศาสตร์การพัฒนาจึงต้องปรับเปลี่ยนจากการพึ่งพาเงินทุนภาครัฐเพียงอย่างเดียว ไปสู่การผสานกำลังระหว่างการเงินภาครัฐ ทุนภาคเอกชน ทุนเพื่อสังคม (Philanthropy) และเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของแต่ละประเทศอย่างตรงจุด

ผ่าตัดองค์กรระดมทุนเอกชนทะลุ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ขับเคลื่อน 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

กลุ่มธนาคารโลกได้เร่งปฏิรูปกระบวนการทำงานภายในเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ โดยปรับลดระยะเวลาการเตรียมโครงการลงจาก 19 เดือน เหลือเพียง 9 เดือน และปรับลดตัวชี้วัดผลงานจาก 153 รายการ เหลือ 20 รายการ เพื่อมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ที่แท้จริง นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงงบดุลจนสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการปล่อยสินเชื่อของ IBRD ได้มากกว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ ตลอดช่วงทศวรรษข้างหน้า

ผลจากการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ทำให้กลุ่มธนาคารโลกสามารถระดมทุนจากภาคเอกชน (Private Capital Mobilization) ได้ถึง 1.12 แสนล้านดอลลาร์ ในปีงบประมาณล่าสุด เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับระดับ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณ 2022 ส่งผลให้ยอดการจัดหาเงินทุนรวมทั้งสิ้นทะลุ 2.3 แสนล้านดอลลาร์ โดยเกือบ 55% ของเม็ดเงินทุนทั้งหมดถูกจัดสรรไปยัง 5 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน การเกษตร สาธารณสุข โทรคมนาคมและดิจิทัล และอุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานในท้องถิ่น

ด้านการสนับสนุนธุรกิจรายย่อย กลุ่มธนาคารโลกได้ดำเนินยุทธศาสตร์ส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจขนาดจิ๋ว ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ผ่านการใช้ข้อมูลดิจิทัล (Digital Records) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของผู้ซื้อรายใหญ่ได้สะดวกขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้จัดสรรเม็ดเงินด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) สูงถึง 9.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี

เร่งขับเคลื่อนพันธกิจปี 2030 สู่การสร้างสินทรัพย์เพื่อการพัฒนารูปแบบใหม่

กลุ่มธนาคารโลกได้วางเป้าหมายรูปธรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตภายในปี 2030 ผ่านโครงการเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ประกอบด้วย Mission 300 เพื่อจัดหาไฟฟ้าให้แก่ประชาชนในทวีปแอฟริกาจำนวน 300 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันสามารถขยายการเข้าถึงได้แล้วเกือบ 60 ล้านคน แผนงานความมั่นคงด้านน้ำเพื่อครอบคลุมประชาชน 1 พันล้านคน โครงการสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย 300 ล้านราย ให้ก้าวผ่านระดับยังชีพสู่การสร้างผลผลิตส่วนเกิน และโครงการสาธารณสุขเพื่อประชาชน 1.5 พันล้านคน

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารโลกยังร่วมมือกับธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) อีก 5 แห่ง ในการสร้างมาตรฐานร่วมสำหรับการประเมินและจัดโครงสร้างการลงทุน เพื่อแปลงสินเชื่อโครงการพัฒนาให้เป็นประเภทสินทรัพย์ใหม่ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market Development Asset Class)

แนวทางดังกล่าวจะช่วยดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติเข้ามาถือครองสินทรัพย์ต่อ ซึ่งจะช่วยปลดล็อกเงินทุนหมุนเวียนของธนาคารเพื่อนำไปปล่อยกู้ให้กับโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล และระเบียงเศรษฐกิจแห่งใหม่ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องถูกผูกมัดไว้นานนับทศวรรษ

#IMF #WorldBank #เศรษฐกิจโลก #KristalinaGeorgieva #AjayBanga #ตลาดแรงงาน #การเงินโลก #TheReporterAsia

Related Posts