Cybersense ปักหมุดไทย ชูแนวคิดสร้างในอาเซียน เสริมแกร่งรับมือภัยไซเบอร์

Cybersense ปักหมุดไทย ชูแนวคิดสร้างในอาเซียน เสริมแกร่งรับมือภัยไซเบอร์
⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 9 นาที

บริษัท ไซเบอร์เซนส์ โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปิดสำนักงานในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมผลักดันแนวคิด “Built in ASEAN, for ASEAN” เพื่อยกระดับขีดความสามารถการรับมือและฟื้นตัวจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ข้ามพรมแดน 5 ประเทศ มุ่งเน้นดูแลกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคาร และพลังงานสาธารณูปโภค พร้อมชูโมเดลจัดเก็บข้อมูลในประเทศ 100% ตามหลักอธิปไตยทางข้อมูล

ชูโมเดลแลกเปลี่ยนข่าวกรอง ปักหลักข้อมูลลูกค้าในประเทศ 100%

การตั้งทีมงานประจำประเทศไทยอย่างถาวร นำโดย นายณัฐพล อาภาแสงเพชร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไซเบอร์เซนส์ โซลูชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นการเชื่อมโยงขีดความสามารถระดับภูมิภาคเข้ามาทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญในกรุงเทพฯ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับหลักการอธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในประเทศไทย

นายณัฐพลกล่าวว่า องค์กรต้องปรับมุมมองจากการพยายามป้องกันทุกการโจมตี มาสู่การระบุว่าหากเกิดเหตุแล้ว ระบบหรือบริการใดของธุรกิจต้องสามารถดำเนินงานต่อไปได้ ซึ่งเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้นำองค์กร สำหรับแนวทางการทำงานของบริษัทจะยึดหลัก “แบ่งปันข่าวกรอง แต่ข้อมูลอยู่กับที่” โดยแลกเปลี่ยนเฉพาะข้อมูลข่าวกรองภัยคุกคาม (Threat Intelligence) ข้ามพรมแดนเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ ส่วนข้อมูลของลูกค้าจะอยู่ภายใต้การควบคุมและกฎระเบียบของไทยเท่านั้น

ผนึกเครือข่าย 5 ชาติอาเซียน รับมือภัยคุกคามห่วงโซ่อุปทาน

นายเอเดรียน แฮร์ริส (Adrian Harris) กรรมการผู้จัดการระดับภูมิภาค Cybersense ระบุว่า เศรษฐกิจอาเซียนมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ทั้งระบบซัพพลายเออร์และแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์สามารถลุกลามข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว ความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจึงกลายเป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนของธุรกิจ

ทั้งนี้ รายงานวิจัยล่าสุดจาก IBM ชี้ว่า องค์กรทั่วโลกต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 247 วัน ในการตรวจพบและควบคุมเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล นายเอเดรียนระบุว่า การมีทีมงานในพื้นที่ที่เข้าใจบริบทควบคู่กับการใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์, ไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และเวียดนาม จะช่วยลดความซับซ้อนและภาระในการบริหารจัดการข้อตกลงที่ซ้ำซ้อนขององค์กรข้ามชาติ

ก้าวสู่อนาคต 5 ปีข้างหน้า ผ่าน 5 การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

ในเซสชัน “The Next Five Years” มีการเน้นย้ำว่า การรับมือวิกฤตไซเบอร์ไม่ได้ถูกชี้ขาดในห้องวอร์รูมขณะเกิดเหตุ แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ล่วงหน้าของผู้นำองค์กร ซึ่งประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) ที่ต้องกำหนดความรับผิดชอบให้ชัดเจน, การจัดลำดับความสำคัญของระบบงานหลัก (Prioritization) เพื่อความต่อเนื่องทางธุรกิจ, การควบคุมและกำหนดสิทธิในข้อมูล (Data Control & Sovereignty), แผนยกระดับศักยภาพบุคลากร (Talent Strategy) และการเลือกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnership)

นายณัฐพลชี้ว่า ความแตกต่างขององค์กรที่กู้คืนระบบได้ใน 2 วัน กับองค์กรที่ต้องใช้เวลากว่า 3 เดือนในการชี้แจงหน่วยงานกำกับดูแลเมื่อเผชิญวิกฤต ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การเลือกลงมือทำตาม 5 การตัดสินใจนี้ ซึ่งองค์กรสามารถเริ่มกำหนดทิศทางข้อใดข้อหนึ่งให้ชัดเจนได้ภายใน 90 วัน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

เดินหน้า 4 บริการหลัก ชูผลลัพธ์วัดผลได้จริงในทุกมิติ

Cybersense ประเทศไทย เข้ามาส่งมอบบริการครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ บริการให้คำปรึกษาและประเมินความเสี่ยง (Consultancy & Advisory), บริการศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยไซเบอร์ 24 ชั่วโมง (Managed Security Services – MSSP), บริการออกแบบและติดตั้งระบบความปลอดภัยไอทีและระบบควบคุมการผลิต (Solutions Architecture) และบริการพัฒนาทักษะบุคลากร (Awareness & Training)

สำหรับกรณีศึกษาที่ผ่านมา บริษัทได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยศูนย์ SOC ของภาครัฐ ลดภาระการแจ้งเตือนเตือนภัยซ้ำซ้อน (Alert Fatigue) ได้ 50% และเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับ 30% ขณะที่ด้านการรวมศูนย์เครื่องมือความปลอดภัย ช่วยลดความซับซ้อนของระบบลง 25% และลดระยะเวลาระบบหยุดชะงัก (System Downtime) ได้มากกว่า 90% นอกจากนี้ ศูนย์ SOC ยังช่วยลดระยะเวลาควบคุมเหตุการณ์ลง 60% ส่วนการฝึกอบรมในสถาบันการเงินระดับภูมิภาคช่วยลดอัตราการหลงเชื่ออีเมลฟิชชิงได้ถึง 60% ตลอดจนช่วยให้ลูกค้าสถาบันการเงินผ่านการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) โดยไม่มีข้อบกพร่องระดับวิกฤต พร้อมลดต้นทุนการปรับปรุงระบบลง 30%

#Cybersense #CyberResilience #CyberSecurity #DataSovereignty #TheReporterAsia

Related Posts