รัฐบาลไทยเผยความสำเร็จโครงการพัฒนาเส้นทางบินตัดตรง ไทย–ลาว–จีน ช่วงเส้นทาง L770 ช่วยสายการบินประหยัดเชื้อเพลิงกว่า 40.5 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2,561 ตันต่อปี หนุนยุทธศาสตร์ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับโลกที่เติบโตอย่างยั่งยืน
ขับเคลื่อนโครงการ DRSA เชื่อมโยงน่านฟ้าไทย–ลาว–จีน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาพัฒนาการบริหารจราจรทางอากาศ เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ลดความล่าช้าของเที่ยวบิน และสนับสนุนการบินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ดำเนินโครงการพัฒนาเส้นทางบินตัดตรงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและความยั่งยืน หรือ DRSA (Direct Routing for Sustainable Aviation)
โครงการ DRSA ริเริ่มขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง ไทย–ลาว–จีน เพื่อพัฒนาเส้นทางบิน L770 ช่วง NAN–SAGAG ให้เป็นแนวบินตัดตรง ซึ่งได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ห้วงอากาศ ลดระยะทางการบิน ลดระยะเวลาเดินทางของผู้โดยสาร ตลอดจนลดการใช้เชื้อเพลิงและก๊าซเรือนกระจก ซึ่งไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสายการบิน แต่ยังส่งเสริมการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจของภูมิภาคตามเป้าหมายของกระทรวงคมนาคมในการผลักดันไทยสู่การเป็น World-Class Aviation Hub
สถิติการใช้งานจริงและเป้าหมายขยายอีก 3 เส้นทาง
จากข้อมูลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน ถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2569 พบว่ามีเที่ยวบินเข้าใช้งานเส้นทางตัดตรง L770 แล้วจำนวน 530 เที่ยวบิน จากทั้งหมด 23 สายการบิน (จากสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางรวม 26 สายการบิน) สามารถลดระยะทางบินสะสมได้ 18,525 ไมล์ทะเล คิดเป็นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสะสม 112,890 กิโลกรัม และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสม 357 ตัน
จากการคาดการณ์ในระยะยาว เส้นทางบินตัดตรง L770 ช่วง NAN–SAGAG จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 2,561 ตันต่อปี และช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้กับสายการบินได้กว่า 40.5 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ วิทยุการบินฯ ยังเตรียมเดินหน้าขยายผลพัฒนาเส้นทางบินตัดตรงในลักษณะนี้เพิ่มเติมอีก 3 เส้นทางบิน เพื่อเชื่อมโยงการจราจรทางอากาศระหว่างฝั่งตะวันตกและตะวันออก พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือ DRSA Dashboard ด้วยบุคลากรภายในองค์กร เพื่อใช้วิเคราะห์และติดตามผลเชิงลึกทั้งด้านระยะทางการบิน การประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง และปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ
แรงขับเคลื่อนภาคการบินโลกสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
การปรับปรุงเส้นทางบินและการบริหารจราจรทางอากาศ (Air Traffic Management: ATM) ถือเป็นกลไกเชิงปฏิบัติการที่เห็นผลสัมฤทธิ์ทันทีในการลดก๊าซเรือนกระจก โดยข้อมูลจาก สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) และ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินพาณิชย์ทั่วโลกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นสัดส่วนราว 2–2.5% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของโลก หรือประมาณกว่า 900 ล้านตันต่อปี
ภายใต้กรอบความตกลงเป้าหมายระยะยาว (LTAG) สู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) อุตสาหกรรมการบินได้กำหนดแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านไปสู่เชื้อเพลิงการบินแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งมีสัดส่วนเป้าหมายลดคาร์บอนสูงถึง 65%, การยกระดับเทคโนโลยีเครื่องบินและเครื่องยนต์รุ่นใหม่ 13–15%, การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางบิน (ATM) ราว 10–12% และมาตรการชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsets/Capture) อีกราว 6–8%
ความร่วมมือในการออกแบบเส้นทางบินตัดตรง DRSA ของไทย ลาว และจีน จึงสอดรับกับทิศทางการบินสากลที่เร่งลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนเส้นทางบินจริง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของสายการบิน พร้อมขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานการบินของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ขอบคุณภาพ/ข่าว : thaigov.go.th
#วิทยุการบิน #DRSA #เส้นทางบินตัดตรง #การบินยั่งยืน #AviationHub #NetZero2050 #TheReporterAsia

