เจาะแนวคิด Glassiq พลิกมุมมองแว่นสายตา สู่แว่นดีไซน์สไตล์แฟชั่น

Glassiq

จับตาแนวคิดสตาร์ทอัพแว่นตาแบรนด์แรกในไทย Glassiq (กราสสิค) หวังพลิกตลาดแว่นตา จากมุมมองอุปกรณ์แก้ปัญหาสายตาสู่เครื่องประดับที่มีดีไซน์ตอบโจทย์รูปหน้าสำหรับชาวเอเชียโดยเฉพาะ ช่วยเสริมการแต่งกายให้สวยและดูดี จับตลาดกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน เพื่อเร่งความถี่การเปลี่ยนแว่นตาจาก 3-5ปีมาเป็น 6-12 เดือน ประเดิมเปิด Flagship Store ครั้งแรกใจกลางเมืองที่ Emsphere ชั้น 2 ชูความพร้อมตัดแว่นสายตาได้เร็วสุด 20 นาที ในราคาที่จับต้องได้ ตั้งเป้าขยายให้ครบ 3 สาขาภายในไตรมาสแรกของปี 2567

นายพิริยะ ตันตราธิวุฒิ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์แว่นตา Glassiq และ CMO บริษัท วิชั่น เวนเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า จุดยืนของ Glassiq (กราสสิค) คือการขายแว่นให้กับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานด้วยมุมมองสมัยก่อนที่มองว่าแว่นมีไว้แก้ไขปัญหาสายตาเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันเป็นยุคที่แว่นสามารถเข้ามาตอบโจทย์ในด้านของแฟชั่นด้วย

จากจุดเริ่มต้นของ Glazziq สตาร์ทอัพออนไลน์ขายแว่นเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน ด้วยการออกแบบแว่นตาและเลนส์ที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านเองทั้งหมด จึงสร้างความแตกต่างและฐานลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยช่องทางจำหน่ายที่มีเพียงออนไลน์อย่างเดียว จึงทำให้มีข้อจำกัดของประสบการณ์ลูกค้าที่ไม่สามารถเลือกแว่นได้ตรงใจ แม้ว่าจะมีกลยุทธ์การส่งแว่นให้ลูกค้าได้ลองใส่ถึงบ้านแล้วก็ตาม จนเริ่มมีการนำแบรนด์แว่น Glazziq เข้าไปจำหน่ายยังร้านหอแว่น และทำให้ร้านหอแว่นเห็นสัญญาณบางอย่างของการเจาะตลาดกลุ่มวัยรุ่น ที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจงของการเข้ามาเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ Glazziq ในแนวทางเครื่องประดับแฟชั่น และมีความถี่ของการซื้อซ้ำขยับมาถี่มากขึ้น อยู่ที่ราว 6-12 เดือนเท่านั้น

หลังจากนั้น Glazziq จึงถูกชักชวนให้เข้าร่วมกับ วิชั่น เวนเจอร์ส ซึ่งเป็นโฮลดิ้ง ที่เข้ามาถือหุ้น 100% แล้วเริ่มขยายเข้าสู่การทำ Omni-Channel โดยการเปิดหน้าร้าน Flagship ใจกลางเมืองที่Emsphere ชั้น 2 เป็นแห่งแรก และเตรียมเปิดอีก 2 สาขาในช่วงต้นปี 2567 พร้อมตั้งเป้าขยายให้ได้ 6-7 สาขา ภายในปีเดียวกัน หลังจากที่มีการปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้าให้มีความสมบูรณ์แบบได้ตามเป้าหมาย

การอออกแบบและการผลิตแว่น เพื่อคนเอเชียโดยเฉพาะ

ความต้องการซื้อแว่นในกลุ่มวันรุ่นเริ่มมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแว่นสายตา แว่นเลนส์สีหรือแว่นกันแดด ด้วยมุมมองของแว่นที่กลายเป็นแฟชั่นมากขึ้น โดยบางคนมีแว่นที่ครบ 7 สี เพื่อเลือกใส่ตามวาระโอกาสที่แตกต่างกัน ซึ่งจุดเด่นของร้าน กราสสิค คือการออกแบบกรอบที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านเองทั้งหมด และยังมีเลนส์ที่ออกแบบเป็นของร้านเอง และความที่เป็นแบรนด์คนไทย การออกแบบจึงเป็นการออกแบบเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ สามารถเลือกกรอบที่เข้ากับรูปหน้าที่หลากหลายได้อย่างครบครัน

Glassiq

ด้วยความที่เป็นแบรนด์ไทยที่ใส่ให้กับคนไทย เราจึงเข้าใจพฤติกรรมและรูปหน้าของคนไทยเป็นอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนของการผลิต กราสสิค ก็ได้เลือกโรงงานที่เก่งที่สุดในเรื่องของวัสดุหรือเรื่องของการผลิตสินค้านั้น ๆ อย่างเช่นว่า ตัวกรอบ ถ้าเป็นกรอบเหล็ก จะมีการทำงานร่วมกับโรงงานที่เกาหลี ซึ่งผลิตแว่นให้กับแบรนด์ดังหลากหลายแบรนด์อยู่แล้ว โดยที่วัสดุและคุณภาพก็จะอยู่ในระดับเดียวกัน แต่ทำออกมาเป็นดีไซน์ของแบรนด์ กราสสิค เองโดยเฉพาะ

และเมื่อสามารถซื้อตรงจากโรงงานแล้วก็ขายให้กับลูกค้าตรง ๆ เลย ทำให้ราคาไม่แพงมาก ขณะที่ส่วนของเลนส์จะผลิตในประเทศไทย แต่เป็นโรงงานที่ผลิตและส่งออกไปยังกลุ่มประเทศยุโรป  โดยเลนส์สีจะมีทั้งหมด 6 สี ซึ่งเป็นสีที่มีการผสมขึ้นมาเองใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นสีที่ได้มาจากการสำรวจความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ขณะที่แว่นกันแดดของกราสสิค จะมีความแตกต่างของการพัฒนาและวิจัยในส่วนของฟิลเตอร์เลนส์เข้ามาเพิ่ม ซึ่งฟิลเตอร์แรกชื่อว่า “ซัมเมอร์” โดยนอกจากกันแดดแล้วยังมีการเพิ่มฟิลเตอร์เพื่อช่วยเสริมให้โลกมีความสวยงามที่แตกต่างจากเดิม เมื่อใส่แล้วจะช่วยเพิ่มความสวยงามที่เพิ่มขึ้น

และอีกฟิลเตอร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา ชื่อว่า “ฟอเรสต์” ซึ่งเมื่อใส่แล้วโลกที่เห็นจะดูเขียวชอุ่มมากขึ้น โดยเลนส์แต่ละตัวก็จะมีสตอรี่ของตัวเอง เพื่อตอบโจทย์ความสนุกที่มากขึ้นให้กับลูกค้า เมื่อต้องการออกไปผจญโลกกว้าง และในอนาคตจะมีการเปิด 2 ฟิลเตอร์ใหม่ที่ชื่อว่า “โอเชียน” และ “ทไวไลท์” เพื่อช่วยให้การมองดูท้องทะเลและแสงสุดท้ายของวันให้มีความสวยงามมากขึ้น

พลิกตลาดแว่นสายตาสู่แว่นตาแฟชั่นดีไซน์

ทั้งนี้ตลาดของแว่นตาวัยรุ่น มีความแตกต่างจากแว่นปกติด้านความถี่ในการเปลี่ยนแว่น จากเดิมที่มีการเปลี่ยน ราว 3-5 ปีต่อแว่น 1 อัน ซึ่งนอกจากกลุ่มวัยรุ่นที่นอกจากจะมองเรื่องคุณสมบัติของการแก้ไขปัญหาสายตาแล้ว ยังมองการออกแบบของแว่นเป็นเรื่องของแฟชั่นเครื่องประดับที่สำคัญของร่างกาย เป็นอีกหนึ่งไอเทมสำคัญที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของผู้สวมใส่ ซึ่งจะมีการมิกซ์แอนด์แมทช์กรอบให้เหมาะกับเสื้อผ้าที่สวมใส่ ฉะนั้นกลุ่มลูกค้าของกราสสิค จึงมีความถี่ในการเปลี่ยนแว่นบ่อย ประมาณ 6 – 12 เดือนก็จะมีการเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง

ขณะที่ด้านราคาก็มีค่าเฉลี่ยที่ต่ำลงกว่าราคาแว่นร้านปกติทั่วไป โดยราคากรอบพร้อมเลนส์ของกราสสิค จะเริ่มต้นที่ราคา 1,990 บาท และนอกจากนั้นเมื่อทำการตัดแว่นพร้อมเลนส์แล้วเมื่อค่าสายตาไม่ซับซ้อนมาก จะทำการย่อเลนส์บาง 1.6 มม.ให้แบบอัตโนมัติ แต่หากค่าสายตาเกินจาก 500 ก็จะมีการย่อเลนส์บางให้ตั้งแต่ 1.67 เป็นต้นไป หรือตามความจำเป็นของลูกค้า พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าได้เร็วสุดภายใน 20 นาที

และเนื่องจาก กราสสิค เป็นแบรนด์ท้องถิ่น ซึ่งมีการสั่งผลิตกรอบและเลนส์ตรงจากโรงงานผู้ผลิตที่ได้คุณภาพที่ดีที่สุดในระดับสากล อีกทั้งยังมีการออกแบบกรอบและเลนส์ภายใต้แบรนด์ของกราสสิค ทำให้สามารถตัดคนกลางไปได้ทั้งหมด

โดยตลาดแว่นตารวมในประเทศไทย คาดว่าทั้งปีจะมีอยู่ราว 7,000 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนแว่นตาราว 9 ล้านกรอบ ซึ่งแม้ว่าที่ผ่านมาตลาดจะมีความผันผวนจากสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา แต่เริ่มเห็นสัญญาณของการกลับมาซื้อที่ร้าน เนื่องจากแว่นตาเป็นสินค้าเฉพาะที่จะต้องลอง ตัด วัดและทดสอบกับการสวมใส่จริง ทำให้การทำตลาดออนไลน์มีข้อจำกัดด้านการทดลองสวมใส่ ทำให้การทำตลาดออนไลน์เพียงอย่างเดียวในช่วงโควิดเป็นเรื่องที่ยากมาก

Glassiq

หลอมรวมหน้าร้านและเว็บไซต์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า

แบรนด์ กราสสิค จริง ๆ แล้ว เป็นแบรนด์ที่เกิดจากออนไลน์เพียงอย่างเดียวก่อน แล้วก็เจอปัญหาเดียวกันก็คือว่าขายออนไลน์อย่างเดียว ก็จะมีเพียงแค่ลูกค้ากลุ่มเดียวที่ยอมซื้อแว่นแบบออนไลน์ เพราะส่วนใหญ่ก็ยังมองว่า การซื้อแว่นที่ร้านยังเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา กราสสิคจะมีบริการส่งแว่นให้ลองใส่ถึงบ้าน เมื่อทดลองแล้วถูกใจจึงทำการสั่งอีกครั้ง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ประสบการณ์ลูกค้าสู้การสั่งซื้อแบบหน้าร้านไม่ได้ แต่ก็ได้ข้อมูลว่า การสั่งซื้อนั้นเกิดจากความต้องการแว่นเฉพาะตัวที่มีความแตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป ทำให้จำเป็นต้องสั่งซื้อออนไลน์จาก กราสสิค เท่านั้น ด้วยดีไซน์ที่เป็นแบบเฉพาะของ กราสสิค ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ยังทำการสั่งซื้อออนไลน์

แต่ตอนนี้เมื่อ กราสสิค ร่วมกับ หอแว่น ทำให้มีการวางแว่นในร้านในมุมของ กราสสิคโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้า สามารถเข้าไปลองแว่นที่ร้านได้อย่างสะดวกมากขึ้น ขณะที่ฟีดแบคจากลูกค้าที่ร้านหอแว่นได้รับ คือการที่มีลูกค้าเข้าไปถามหารุ่นของแว่นที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เมื่อถามหาแบรนด์ กราสสิค ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นจากการขายแว่นแบรนด์อื่น ๆ อันเป็นผลมาจากการทำการสื่อสารการตลาด แบบส่งเสริมให้ลูกค้ามีความเข้าจในรูปแบบของตัวแว่นที่เข้ากับรูปหน้าของแต่ละคนที่ชัดเจน เพื่อทำความเข้าใจให้ลูกค้ารับรู้ว่าการใส่แว่นเป็นส่วนเสริมที่ทำให้บุคลิกภาพและการแต่งกายของลูกค้าดูดีขึ้น จากการนำเสนอคอนเทนต์ทั้งในรูปแบบคอนเทนต์และคลิปวิดีโอ เพื่อสร้างความน่าสนใจให้แว่นตาแต่ละรุ่น และเหมาะสมกับแฟชั่น วิธีการแต่งตัวหรือไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสม

Glassiq

การผสมผสานการค้นหาข้อมูลแบบออนไลน์ เข้ากับการเดินเข้ามาที่หน้าร้าน เพื่อเลือกทดลองใส่แว่น ตามมุมของการจัดแสดงแว่นตามไลฟ์สไตล์ หรือทรงรูปหน้าของแต่ละคน ทำให้ความต้องการเลือกซื้อแว่นเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวตน มีประสบการณ์การซื้อแว่นที่ดีขึ้น ซึ่ง กราสสิค ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าโดยแบ่งออกเป็น1.คุณภาพกรอบแว่นและการออกแบบเฉพาะตัวที่หาที่ไหนไม่ได้ 2.ราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง จากการตัดส่วนพ่อค้าคนกลางออก ทำให้กราสสิคสามารถกำหนดราคาที่แข่งขันได้ เมื่อเข้ามาเดินชมและทดลองใส่ก็ทำให้การตัดสินใจซื้อได้ไม่ยากหากพบว่าราคาไม่แพง

และ 3.ประสบการณ์หน้าร้าน ที่ส่งเสริมให้ผู้คนได้สนุกกับการมาซื้อแว่น จากเดิมที่มีเพียงการดูแบบผ่านออนไลน์เพียงอย่างเดียว การเดินเข้ามาที่ร้าน ก็จะได้พบกับผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแนะนำกรอบแว่นตาที่เหมาะสมกับรูปหน้าหรือไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างมืออาชีพ ทำให้ไม่ว่ารูปหน้าของผู้ที่เข้ามาชมจะเป็นแบบไหน ก็สามารถเลือกดีไซน์ของแว่นที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้รูปหน้ามีความลงตัวจากการสวมใส่แว่นตาได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

นอกจากนี้ในเรื่องของเครื่องมือและความเชี่ยวชาญในการวัดสายตา ที่หอแว่นมีความเชี่ยวชาญมากกว่า 70 ปี ซึ่งได้ยกทีมเข้ามาซับพอร์ตในส่วนของ Flagship Store ที่เปิดในทุกสาขา ทำให้มั่นใจได้ว่า เมื่อเข้ามาตัดแว่นแล้วจะได้รับการรับรองการสวมใส่ที่สบายตา หากมีปัญหาก็จะได้รับการแก้ไข จนกว่าจะมีการสวมใส่ที่สบายตาอย่างที่ลูกค้าคาดหวัง

ทั้งนี้ กราสสิค เตรียมทำการเปิดร้าน Flagship Store ให้ครบ 3 สาขาในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 หลังจากที่เปิดสาขาแรกที่ เอ็มสเฟียร์ ย่านสุขุมวิท ในช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา และสาขาที่ 2 จะเปิดที่เซ็นทรัลนครสวรรค์ โดยจะเป็นร้านที่อยู่ในโซนสินค้าแฟชั่น และสาขาที่ 3 จะอยู่ที่ย่านสีลม ที่ตึกซิลลิค และคาดว่าจะเปิดให้ครบ 7 สาขาให้ได้ภายในปี 2567 นี้ โดยชูจุดเด่นของร้านที่ตอบโจทย์ประสบการร์ของลูกค้าที่มี มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำการเลือกแว่น พร้อมความเร็วในการตัดแว่นที่สามารถรอรับได้เลยภายใน 20 นาที สำหรับค่าสายตาที่ไม่ได้มีความซับซ้อน อีกทั้งยังมีดีไซน์เฉพาะตัวที่เหมาะสมกับคนเอเชียโดยเฉพาะ ในราคาที่เอื้อมถึง

banner Sample

Related Posts