บกปภ.ช. ลดระดับภัยพิบัติ แผ่นดินไหว สู่ระดับ 2 มุ่งเร่งฟื้นฟู-เยียวยา

บกปภ.ช. ลดระดับภัยพิบัติ แผ่นดินไหว สู่ระดับ 2 มุ่งเร่งฟื้นฟู-เยียวยา

กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ประกาศลดระดับการจัดการสาธารณภัยเหตุ แผ่นดินไหว จากระดับ 3 เป็นระดับ 2 หลังสถานการณ์คลี่คลาย มอบอำนาจผู้ว่าฯ ทั่วประเทศและผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ เร่งเครื่องประเมินความเสียหาย เยียวยาประชาชน และฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ได้มีประกาศสำคัญในการปรับลดระดับการจัดการสาธารณภัยกรณีเหตุ แผ่นดินไหว ครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง จากเดิมที่เคยประกาศเป็นภัยพิบัติร้ายแรงระดับ 3 (ขนาดใหญ่) ลงมาสู่ระดับ 2 (ขนาดกลาง) การปรับลดระดับครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงสถานการณ์ที่เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ประสบภัย โดยมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบัญชาการเหตุการณ์ มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีอำนาจเต็มในการควบคุม สั่งการ และบริหารจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุดมากที่สุด

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านโดย บกปภ.ช. ซึ่งมี นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะเลขานุการกองบัญชาการฯ เป็นผู้เปิดเผยรายละเอียด โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.20 น. ได้เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหว รุนแรงบนบก ขนาด 8.2 ตามมาตราริกเตอร์ โดยมีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา ที่ความลึกเพียง 10 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนอันมหาศาลได้แผ่ขยายเข้ามายังประเทศไทย สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงและก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชนในหลายภูมิภาค ครอบคลุมตั้งแต่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ไปจนถึงบางส่วนของภาคใต้ ถือเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งสำคัญที่ส่งผลกระทบในระดับชาติ

ด้วยความรุนแรงและขอบเขตความเสียหายที่กว้างขวาง รัฐบาลไทย โดยมติของคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ประกาศยกระดับการจัดการสาธารณภัยขึ้นสู่ระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามกรอบกฎหมาย และได้มอบหมายให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (ผบ.ปภ.ช.) ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ (Incident Commander) เพื่อระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการการปฏิบัติงานในการควบคุมสถานการณ์ แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในภาพรวมทั่วประเทศ การดำเนินการภายใต้การบัญชาการระดับชาติในช่วงที่ผ่านมาถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการระงับความเสียหายไม่ให้ลุกลาม และจัดการกับสถานการณ์วิกฤตในช่วงแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง บกปภ.ช. พบว่าสถานการณ์โดยรวมได้คลี่คลายลงอย่างมีนัยสำคัญ ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆ เริ่มได้รับการจัดการและแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งในส่วนของระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ระบบไฟฟ้า ประปา และการสื่อสาร รวมถึงเส้นทางคมนาคมขนส่งที่ได้รับความเสียหาย ก็ได้รับการซ่อมแซมจนสามารถกลับมาใช้งานได้เกือบเป็นปกติในหลายพื้นที่ ทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ยังคงให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ แก่ผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องที่พักพิงชั่วคราว อาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค และการดูแลสุขภาพจิต

นายภาสกร บุญญลักษม์ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ขณะนี้ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้ประเมินสถานการณ์แล้ว เห็นว่าสถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว รวมถึงผลกระทบต่อประชาชนความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นได้รับการแก้ไข ทั้งในด้านระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและเส้นทางคมนาคม รวมถึงความเป็นอยู่ของประชาชนได้กลับสู่ภาวะปกติแล้ว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ มาอย่างต่อเนื่อง”

แม้สถานการณ์โดยรวมจะดีขึ้น แต่ในบางพื้นที่ เช่น กรุงเทพมหานคร ยังคงมีความจำเป็นต้องปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อน เช่น การค้นหาผู้ที่อาจติดค้างอยู่ภายใต้อาคารที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์กรุงเทพมหานครมีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอที่จะดำเนินการในส่วนนี้ได้อย่างเต็มกำลัง บกปภ.ช. จึงเห็นสมควรให้มีการปรับลดระดับการจัดการสาธารณภัยลงมาเป็นระดับ 2 ซึ่งเป็นการคืนอำนาจการบริหารจัดการในภาวะฉุกเฉินกลับสู่ระดับพื้นที่

แผ่นดินไหว

การปรับลดระดับสู่ระดับ 2 นี้ มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการฟื้นฟู โดยอำนาจในการสั่งการ ควบคุม และบัญชาการสถานการณ์ จะถูกส่งมอบให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้อำนวยการจังหวัด และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในฐานะผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ ซึ่งเป็นกลไกที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 และสอดคล้องกับแนวทางในแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 การมอบอำนาจนี้จะทำให้การตัดสินใจและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการช่วยเหลือและฟื้นฟูในแต่ละพื้นที่เป็นไปอย่างคล่องตัว รวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะของประชาชนและสภาพปัญหาทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าฯ กทม. เป็นผู้ที่เข้าใจบริบทและปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้ดีที่สุด

นายภาสกร กล่าวย้ำถึงบทบาทของ บกปภ.ช. ภายหลังการปรับลดระดับว่า “เพื่อประสานการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉินในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกมิติที่เป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติจะยังคงติดตาม ประสาน และสนับสนุนการปฏิบัติงานของจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งฟื้นฟูให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว”

นั่นหมายความว่า แม้การบัญชาการหลักจะอยู่ที่ระดับจังหวัด แต่ บกปภ.ช. ในฐานะหน่วยงานกลาง จะยังคงทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยให้การสนับสนุนด้านข้อมูล วิชาการ ทรัพยากร และการประสานงานกับหน่วยงานส่วนกลางอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานในระดับพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไปคือ การเร่งรัดกระบวนการฟื้นฟูให้ประชาชนผู้ประสบภัยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานรากที่ได้รับผลกระทบ

ขณะนี้ ทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงกรุงเทพมหานคร สามารถเดินหน้าในขั้นตอนสำคัญต่อไปได้ทันที นั่นคือ การประเมินและสำรวจความเสียหายอย่างละเอียด เพื่อจัดทำบัญชีความเสียหาย ทั้งในส่วนของบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินส่วนบุคคล พื้นที่เกษตรกรรม สถานประกอบการ และโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ การประเมินที่แม่นยำและรวดเร็วนี้จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชนผู้ประสบภัยตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการชดเชยความเสียหาย การสนับสนุนเงินทุนในการซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ และการช่วยเหลือด้านอาชีพ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

การปรับลดระดับการจัดการสาธารณภัยครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงทางด้านโครงสร้างการบริหารจัดการ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ระยะของการฟื้นฟูอย่างเต็มรูปแบบ การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคเอกชน จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนให้พื้นที่ประสบภัยสามารถฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ กลับมามีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติสุขโดยเร็วที่สุด ถือเป็นบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการปรับตัวและบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติในระยะยาว

#แผ่นดินไหว #บกปภช #ลดระดับภัยพิบัติ #ฟื้นฟูเศรษฐกิจ #เยียวยาผู้ประสบภัย #ข่าวเศรษฐกิจ #ประเทศไทย #การจัดการสาธารณภัย #DDPM #DisasterRecovery #EconomicImpact #Bangkok #ThailandEarthquake

Related Posts