สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยตัวเลขยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนครึ่งแรกของปี 2568 ทะยานสู่ระดับ 1.05 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 138% ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมีอุตสาหกรรมดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์เป็นพระเอก ขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนที่แข็งแกร่งและน่าดึงดูดที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงรอบด้าน ประเทศไทยกลับสามารถสร้างปรากฏการณ์การเติบโตด้านการลงทุนได้อย่างน่าทึ่ง โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ (BOI )ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,880 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงร้อยละ 38 ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนรวมพุ่งสูงถึง 1,058,225 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 138 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการเติบโตเชิงปริมาณ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างล้นหลามของนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติที่มีต่อเสถียรภาพและศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย
เจาะลึกกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจลงทุนสูงสุด จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังมุ่งไปสู่การเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเต็มรูปแบบ โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:
- อุตสาหกรรมดิจิทัล: ครองอันดับหนึ่งอย่างขาดลอยด้วยมูลค่าเงินลงทุนสูงถึง 522,577 ล้านบาท จาก 89 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ ที่จะเข้ามาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของประเทศ
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ: ตามมาเป็นอันดับสองด้วยมูลค่า 125,786 ล้านบาท (268 โครงการ) สะท้อนถึงการเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญของโลก
- อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน: มีมูลค่าการลงทุน 45,195 ล้านบาท (172 โครงการ) โดยมีการลงทุนที่น่าสนใจทั้งการขยายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถกระบะของค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น รวมถึงการผลิตชิ้นส่วนสำคัญอย่าง Power Control Unit (PCU) สำหรับรถยนต์ไฮบริด และเซลล์แบตเตอรี่
- อุตสาหกรรมการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน: ด้วยมูลค่า 42,238 ล้านบาท (191 โครงการ) แสดงให้เห็นถึงทิศทางการลงทุนที่ใส่ใจต่อความยั่งยืนและพลังงานสะอาด
- อุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร: มีมูลค่า 30,785 ล้านบาท (184 โครงการ) ตอกย้ำความเป็น “ครัวของโลก” ที่มีการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการผลิต
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปอีกขั้น เช่น การลงทุนผลิตตัวเก็บประจุชนิดพิเศษที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่อย่าง Notebook, Smartphone และ AI Data Center, การประกอบและทดสอบชิป (Semiconductor) และการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่มีความซับซ้อนสูง
FDI หลั่งไหลไม่หยุด สิงคโปร์นำทัพลงทุน Data Center
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ยอดการลงทุนรวมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์คือ การเติบโตของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งยังคงขยายตัวอย่างร้อนแรง ในช่วงครึ่งปีแรก มีโครงการ FDI ยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 1,369 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 59 และมีมูลค่าเงินลงทุนรวมสูงถึง 737,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 132
ประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:
- สิงคโปร์: 246,977 ล้านบาท
- ฮ่องกง: 218,638 ล้านบาท
- จีน: 102,263 ล้านบาท
- สหราชอาณาจักร: 93,726 ล้านบาท
- ญี่ปุ่น: 49,819 ล้านบาท
BOI ระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของเงินลงทุนจากต่างประเทศนี้ มีปัจจัยหลักมาจากการตัดสินใจลงทุนในกิจการ Data Center ขนาดใหญ่จากนักลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าว ซึ่งการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นี้จะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค (Regional Digital Hub) อย่างสมบูรณ์ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) ไม่ใช่แค่สำหรับตลาดในประเทศ แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างไร้รอยต่อ
EEC ยังคงเป็นหมุดหมายหลักของการลงทุน
ในมิติเชิงพื้นที่ พบว่าเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 660,631 ล้านบาท จาก 1,011 โครงการ ตามมาด้วยภาคกลาง 333,654 ล้านบาท (จาก 484 โครงการ), ภาคใต้ 20,081 ล้านบาท, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19,354 ล้านบาท, ภาคตะวันตก 11,342 ล้านบาท และภาคเหนือ 4,571 ล้านบาท ตามลำดับ
การลงทุนเพื่อความยั่งยืนและการปรับปรุงประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเท่าตัว
อีกหนึ่งแนวโน้มที่น่าจับตามองคือ การลงทุนเพื่อยกระดับกิจการเดิมไปสู่ “Smart and Sustainable Industry” ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงครึ่งปีแรก มีคำขอรับการส่งเสริมภายใต้มาตรการนี้ถึง 365 โครงการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 99 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 26,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 การลงทุนส่วนใหญ่เน้นไปที่การประหยัดพลังงาน, การใช้พลังงานทดแทน, การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, การปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย และการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทย: การจ้างงาน-ส่งออก-ใช้วัตถุดิบในประเทศ
เมื่อมองไปยังขั้นตอนการอนุมัติและการออกบัตรส่งเสริม ซึ่งใกล้เคียงกับการลงทุนจริงมากที่สุด พบว่าในช่วงครึ่งปีแรก บีโอไอได้อนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนไปแล้ว 1,504 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 904,063 ล้านบาท และมีการออกบัตรส่งเสริมจำนวน 1,310 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 652,903 ล้านบาท
ประโยชน์มหาศาลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการที่ได้รับอนุมัติเหล่านี้ ประกอบด้วย:
- การสร้างงาน: คาดว่าจะเกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 110,000 ตำแหน่ง
- การใช้วัตถุดิบในประเทศ: จะมีการใช้วัตถุดิบในประเทศคิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.6 แสนล้านบาทต่อปี
- การเพิ่มมูลค่าส่งออก: คาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกให้กับประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 7.8 แสนล้านบาทต่อปี
วิสัยทัศน์ผู้บริหาร: มองข้ามความผันผวน มุ่งสู่การลงทุนยั่งยืน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ได้กล่าวปิดท้ายถึงมุมมองต่อสถานการณ์การลงทุนไว้อย่างน่าสนใจว่า ถึงแม้สถานการณ์โลกจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง แต่โลกธุรกิจต้องเดินหน้าต่อไป และหลายบริษัทจำเป็นต้องมองข้ามความผันผวนในช่วงนี้ แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงในระยะสั้น ควบคู่ไปกับการวางยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะยาว โดยเลือกแหล่งลงทุนที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดี มีความพร้อมของระบบสาธารณูปโภคและ Supply Chain มีบุคลากรที่มีคุณภาพ รวมทั้งมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
ซึ่งนักลงทุนชั้นนำจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพและตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศไทย ทำให้สถิติการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งดิจิทัลและเทคโนโลยี AI ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมทั้งกลุ่มเกษตร อาหารและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ
ตัวเลขการลงทุนที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งปีแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่ชัดเจนและเป็นเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางด้านการลงทุนที่โดดเด่นและพร้อมที่จะเติบโตไปกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างยั่งยืน
#BOI #บีโอไอ #การลงทุน #เศรษฐกิจไทย #FDI #ยอดการลงทุน #EEC #เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก #อุตสาหกรรมดิจิทัล #DataCenter #ยานยนต์ไฟฟ้า #EV #อิเล็กทรอนิกส์ #ข่าวเศรษฐกิจ

