บอร์ดอีวี ไฟเขียวปรับเกณฑ์มาตรการ EV3 และ EV3.5 ครั้งใหญ่ สร้างแรงจูงใจผลิตเพื่อส่งออกด้วยสูตรคำนวณชดเชย 1.5 เท่า พร้อมขยายเวลาจดทะเบียนอีก 1 เดือน และเพิ่มความเข้มงวดในการจ่ายเงินอุดหนุน เพื่อรับมือความผันผวนของตลาดโลกและผลักดันไทยสู่การเป็นฮับส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เดินหน้าปรับปรุงมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าครั้งสำคัญ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก โดยเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ในมาตรการ EV3 และ EV3.5 เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของกลไกการให้เงินอุดหนุน และขยายกรอบเวลาให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริง ท่ามกลางสถานการณ์ตลาดยานยนต์โลกที่ยังคงมีความผันผวน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการของบอร์ดอีวี เปิดเผยภายหลังการประชุมซึ่งมี นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลายประเด็นสำคัญที่จะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศในระยะยาว
สูตรใหม่ “ผลิตเพื่อส่งออก 1 คัน นับชดเชย 1.5 คัน” ปั้นไทยฮับส่งออก EV
ประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือ การปรับเงื่อนไขการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้าตามมาตรการ EV3 และ EV3.5 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบตามข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ให้กรมสรรพสามิตสามารถนับจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตและส่งออกไปต่างประเทศในอัตราพิเศษ คือ “ผลิต 1 คัน จะนับเป็นการผลิตชดเชยได้ 1.5 คัน”
หลักเกณฑ์ใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป การเคลื่อนไหวเชิงรุกดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมให้ค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการฯ ตัดสินใจใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อการส่งออกไปยังตลาดภูมิภาคและตลาดโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตในประเทศ สร้างการจ้างงาน และส่งเสริมการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยผลักดันยอดการส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นประมาณ 12,500 คัน ในปี 2568 และทะยานขึ้นสู่ 52,000 คัน ในปี 2569
เพิ่มความยืดหยุ่น-ขยายเวลาจดทะเบียน-คุมเข้มการจ่ายเงินอุดหนุน
นอกเหนือจากมาตรการส่งเสริมการส่งออก บอร์ดอีวี ยังได้อนุมัติการปรับปรุงเงื่อนไขอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของมาตรการโดยรวม ดังนี้
- ขยายเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้า: เพื่อให้สอดรับกับกระบวนการซื้อขายและจดทะเบียนที่มักจะหนาแน่นในช่วงปลายปี บอร์ดอีวีได้อนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศออกไปอีก 1 เดือนสำหรับทั้งสองมาตรการ
- มาตรการ EV3: จากเดิมที่กำหนดให้จดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เปลี่ยนเป็น “ต้องจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2569”
- มาตรการ EV3.5: จากเดิมที่กำหนดให้จดทะเบียนภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เปลี่ยนเป็น “ต้องจำหน่ายภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2570 และจดทะเบียนภายในวันที่ 31 มกราคม 2571”
- เพิ่มความเข้มข้นในการกำกับดูแลการจ่ายเงินอุดหนุน: เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของรัฐเป็นไปอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพสูงสุด กรมสรรพสามิตจะปรับหลักเกณฑ์การจ่ายเงินอุดหนุนให้มีความรัดกุมยิ่งขึ้น
- สำหรับผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 ที่ไม่ขอขยายเวลาผลิตชดเชย: จะต้องจัดทำแผนคาดการณ์การผลิตและรายงานผลเป็นรายเดือน โดยกรมสรรพสามิตจะ “ยับยั้งการจ่ายเงินอุดหนุน” จนกว่าบริษัทจะสามารถผลิตชดเชยสะสมได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ของจำนวนที่ต้องผลิตทั้งหมด และต้องผลิตได้ตามแผนที่คาดการณ์ไว้
- สำหรับผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 ที่ขอขยายเวลาผลิตชดเชย หรือผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3.5: นอกจากจะต้องจัดทำแผนคาดการณ์การผลิตแล้ว ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 ที่ขอขยายเวลาจะต้องวาง Bank Guarantee โดยมีมูลค่า 20 ล้านบาท สำหรับบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป และ 40 ล้านบาท สำหรับบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท กรมสรรพสามิตจะยับยั้งการจ่ายเงินอุดหนุนหากพบว่ายอดการผลิตชดเชยสะสมต่ำกว่าสัดส่วนที่กำหนดไว้
- เพิ่มทางเลือกและความยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการ:
- ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 ที่ต้องการขยายเวลาผลิตชดเชย สามารถ จัดหาโรงงานผลิตเพิ่มเติม จากที่แจ้งไว้เดิมได้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถผลิตได้ทันตามกำหนด
- เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 และ EV3.5 สามารถ ทบทวนการขอรับสิทธิ ได้ ในกรณีที่ได้นำเข้ารถยนต์และจดทะเบียนไปแล้วแต่ยังไม่ได้รับเงินอุดหนุน บริษัทสามารถเลือกที่จะไม่รับเงินอุดหนุนก้อนนั้นได้ โดยจะต้องคืนส่วนต่างภาษีสรรพสามิตพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เพื่อแลกกับการไม่ต้องนับรถคันดังกล่าวเป็นยอดที่ต้องผลิตชดเชย ซึ่งเป็นทางออกที่ช่วยลดแรงกดดันให้กับผู้ผลิตที่ไม่สามารถทำตามแผนการผลิตชดเชยได้

นายนฤตม์ กล่าวสรุปว่า “การปรับปรุงหลักเกณฑ์ของบอร์ดอีวีในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการ EV3 และ EV3.5 ทั้งในด้านการกำกับดูแลการจ่ายเงินอุดหนุน และการขยายเวลาการจดทะเบียนให้สอดคล้องกับการดำเนินงานจริงแล้ว ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในการวางแผนธุรกิจ และเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออกในระดับภูมิภาคและระดับโลก สอดรับกับเป้าหมาย 30@30 โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกยังเผชิญความผันผวน ทั้งด้านความต้องการ เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์”
ภาพรวมตลาดอีวีไทยยังสดใส เม็ดเงินลงทุนสะพัดกว่า 1.3 แสนล้านบาท
ที่ประชุมบอร์ดอีวียังได้รับทราบรายงานผลการดำเนินงานส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) ใหม่สูงถึง 57,289 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 52 และคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 15 ของยอดขายรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยมียอดจดทะเบียนรถยนต์นั่ง BEV สะสมแล้วกว่า 203,000 คัน
ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ก็เติบโตเช่นกัน ประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 71,900 คัน, รถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้า 3,800 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1,000 คัน
ในด้านการเข้าร่วมมาตรการของภาคเอกชน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการเข้าร่วมมาตรการ EV3 ทั้งสิ้น 27 บริษัท (รถยนต์ 16 บริษัท, รถจักรยานยนต์ 11 บริษัท) และมาตรการ EV3.5 อีก 10 บริษัท (ทั้งหมดเป็นผู้ผลิตรถยนต์) โดยมียอดจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าที่เข้าข่ายได้รับสิทธิตามมาตรการทั้งสองรวมแล้ว 209,623 คัน
ความสำเร็จของนโยบายสะท้อนผ่านเม็ดเงินลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ซึ่งมีมูลค่ารวมมหาศาลถึง 137,698 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนในกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้:
- กิจการผลิตรถยนต์ BEV: 21 โครงการ, เงินลงทุน 41,077 ล้านบาท, กำลังการผลิตรวม 386,000 คันต่อปี
- กิจการผลิตแบตเตอรี่: 53 โครงการ, เงินลงทุน 80,063 ล้านบาท
- กิจการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ: 42 โครงการ, เงินลงทุน 6,521 ล้านบาท
- กิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้า: 29 โครงการ, เงินลงทุน 5,562 ล้านบาท, ตั้งเป้าติดตั้ง 20,080 หัวจ่าย (เป็น Quick Charge 7,360 หัวจ่าย)
- กิจการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: 16 โครงการ, เงินลงทุน 990 ล้านบาท, กำลังการผลิตรวม 810,000 คันต่อปี
- กิจการผลิตรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้า: 3 โครงการ, เงินลงทุน 2,206 ล้านบาท, กำลังการผลิตรวม 4,800 คันต่อปี
- กิจการสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่: 5 โครงการ, เงินลงทุน 1,279 ล้านบาท
สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ ข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2568 พบว่ามีจำนวนสถานีครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว 3,720 สถานี รวม 11,622 หัวจ่าย แบ่งเป็น DC Charger (Fast Charge) จำนวน 6,524 หัวจ่าย และ AC Charger จำนวน 5,098 หัวจ่าย
#บอร์ดอีวี #EV3.5 #รถยนต์ไฟฟ้า #ส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า #ฐานการผลิตEV #BOI #นโยบายยานยนต์ไฟฟ้า #เศรษฐกิจไทย #อุตสาหกรรมยานยนต์

