ซีพีแรม ปักหมุดลำพูน เดินหน้าปลูกป่าเศรษฐกิจ สร้างโลกยั่งยืน

ซีพีแรม ปักหมุดลำพูน เดินหน้าปลูกป่าเศรษฐกิจ สร้างโลกยั่งยืน

ซีพีแรม ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำด้านความยั่งยืน เดินหน้าโครงการ “CPRAM GREEN LIFE #ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน” ปีที่ 12 ณ จังหวัดลำพูน ชูโมเดล “ป่าเศรษฐกิจ” ผสานนวัตกรรมการเกษตร สร้างประโยชน์ไตรมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือไตรภาคี สะท้อนความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจเคียงคู่สังคมไทยสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ลำพูน, ประเทศไทย – ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก และส่งผลกระทบโดยตรงต่อทุกภาคส่วน เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การปรับตัวและแสวงหาแนวทางแก้ไขจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกองค์กรต้องร่วมมือกัน ในบริบทนี้ ภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทานของไทย ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสมดุลให้กับโลก ผ่านโครงการเรือธงด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้จัดกิจกรรม “CPRAM GREEN LIFE #ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 12 ติดต่อกัน โดยครั้งนี้ได้ปักหมุดที่อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน เพื่อขยายผลการเพิ่มพื้นที่สีเขียวสู่ภาคเหนือของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ แต่ยังเป็นการวางรากฐาน “ป่าเศรษฐกิจ” ที่สร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ผนึกกำลังไตรภาคี สร้างพื้นที่สีเขียวดูดซับคาร์บอน

ความสำเร็จของโครงการฯ ในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากพลังความร่วมมือแบบไตรภาคี ระหว่างภาครัฐ นำโดยจังหวัดลำพูน, ภาคเอกชน คือ ซีพีแรม และที่สำคัญคือภาคประชาชน ซึ่งได้แก่ชาวบ้านในชุมชนอำเภอแม่ทา โดยได้รับเกียรติจาก นายโยธิน ประสงค์ความดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน มาเป็นประธานในพิธีเปิด และมีนายกอบชัย คงทวี ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

การผนึกกำลังกันของทุกภาคส่วนได้ร่วมกันปลูกต้นไม้พันธุ์ยืนต้นกว่า 200 ต้น บนพื้นที่เป้าหมายกว่า 2,000 ตารางเมตร ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการขยายแหล่งกักเก็บคาร์บอนผ่านธรรมชาติ (Nature-based Solutions) ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม

ซีพีแรม

นายกอบชัย คงทวี ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด กล่าวว่า “ซีพีแรมตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนนั้น ต้องเติบโตเคียงข้างไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการ CPRAM GREEN LIFE เป็นหนึ่งในพันธกิจหลักที่เราทำมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 การเลือกจังหวัดลำพูนในครั้งนี้ คือความตั้งใจที่จะขยายผลการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เราไม่ได้เพียงแค่ปลูกต้นไม้ แต่เรามุ่งสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกันระหว่างป่าไม้และชุมชน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในมิติของการดูดซับคาร์บอน และการสร้างอาชีพเสริมให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาขององค์กรในการส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับสังคม”

จาก “ต้นกล้า” สู่ “ตัวเลข” ความสำเร็จเชิงประจักษ์

ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา โครงการ CPRAM GREEN LIFE ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกที่สามารถวัดผลได้จริง โดยซีพีแรมได้ดำเนินการปลูกต้นไม้ไปแล้วรวมทั้งสิ้นกว่า 54,412 ต้น เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวรวมกว่า 358,400 ตารางเมตร หรือเทียบเท่า 224 ไร่ นอกจากนี้ยังมีการแจกจ่ายต้นกล้าไม้ให้กับชุมชนและผู้ที่สนใจเพื่อนำไปขยายผลต่ออีกกว่า 86,449 ต้น เป็นการสร้างจิตสำนึกและเครือข่ายนักอนุรักษ์ภาคประชาชนให้กระจายตัวออกไปทั่วประเทศ

ในเชิงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ที่ปลูกไปแล้วเหล่านี้มีอัตราการรอดที่น่าพอใจ และกำลังทำหน้าที่เป็นโรงงานฟอกอากาศขนาดใหญ่ของประเทศ โดยมีการประเมินว่า โครงการทั้งหมดที่ดำเนินการมาจะสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นถึง 3,920 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า () และที่สำคัญ ในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าป่าเหล่านี้จะสามารถกักเก็บคาร์บอนสะสมได้มากถึง 28,430 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า () ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน แต่ยังช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในชั้นบรรยากาศ และส่งต่อมรดกทางสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

นวัตกรรม “ป่าเศรษฐกิจสองชั้น” ปลูกต้นไม้คู่เพาะเห็ด สร้างรายได้ให้ชุมชน

จุดเด่นที่ทำให้โครงการของซีพีแรมแตกต่างและน่าสนใจ คือการนำนวัตกรรมและความเข้าใจในบริบทของชุมชนมาประยุกต์ใช้ โดยไม่ได้ปลูกป่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้าง “ป่าเศรษฐกิจ” ที่ให้ผลตอบแทนคืนสู่ชุมชนได้อย่างรวดเร็ว

พันธุ์ไม้ที่เลือกปลูกในครั้งนี้คือ “ต้นยางนา” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีคุณค่าทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ มีคุณสมบัติทนแล้งและปรับตัวได้ดีกับสภาพพื้นที่ แต่ความพิเศษยิ่งกว่านั้น คือเทคนิคการเพาะเชื้อ “เห็ดตับเต่า” หรือที่บางพื้นที่รู้จักในชื่อเห็ดห้า ลงในดินเพาะของต้นกล้ายางนาทุกต้น

แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนหลักการพึ่งพาอาศัยกันของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ (Symbiosis) โดยเชื้อเห็ดตับเต่าจะเจริญเติบโตร่วมกับระบบรากของต้นยางนา ก่อให้เกิดประโยชน์หลายประการ ได้แก่:

  1. ส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นไม้: เชื้อราไมคอร์ไรซาจากเห็ดจะช่วยให้รากต้นไม้แข็งแรง แตกแขนงได้ดี และช่วยย่อยสลายธาตุฟอสฟอรัสในดินให้ต้นไม้ดูดซึมไปใช้ได้ง่ายขึ้น ทำให้ต้นยางนาเติบโตเร็วกว่าปกติ
  2. ปกป้องระบบราก: เครือข่ายใยราของเห็ดจะช่วยป้องกันและยับยั้งการเกิดโรครากเน่าโคนเน่าได้
  3. รักษาความชื้นในดิน: ใยราที่แผ่ขยายจะช่วยดักจับและรักษาความชุ่มชื้นในดินบริเวณรอบรากพืช ทำให้ต้นไม้ทนทานต่อสภาวะแห้งแล้งได้ดีขึ้น
  4. สร้างแหล่งอาหารและอาชีพ: ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดในมิติของเศรษฐกิจชุมชน คือ ชาวบ้านสามารถเก็บ “เห็ดตับเต่า” ซึ่งเป็นเห็ดที่มีรสชาติดีและเป็นที่ต้องการของตลาด ไปบริโภคในครัวเรือนและขายเพื่อสร้างรายได้เสริมได้ภายในระยะเวลาไม่นาน โดยไม่ต้องรอให้ต้นยางนาเติบโตจนสามารถตัดขายได้ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ซีพีแรม

โมเดล “ป่าเศรษฐกิจสองชั้น” นี้ สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบโครงการที่เกิดจากการศึกษาและเข้าใจความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง เป็นการเปลี่ยนกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) แบบดั้งเดิม ให้กลายเป็นการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value – CSV) ที่เกิดประโยชน์กับทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

ก้าวต่อไปของซีพีแรม: ขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกมิติธุรกิจ

การดำเนินโครงการ “CPRAM GREEN LIFE” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพันธกิจด้านความยั่งยืนที่ซีพีแรมให้ความสำคัญสูงสุด ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจหลักในการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและดีต่อสุขภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ซีพีแรมยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมเปิดกว้างในการขยายความร่วมมือไปยังภาคส่วนอื่นๆ ในอนาคต เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เติบโตอย่างสมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม การดำเนินธุรกิจโดยยึดหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESG: Environmental, Social, and Governance) ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในวันนี้ แต่คือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน

#CPRAMGreenLife #ปลูกเพื่อโลกยั่งยืน #ซีพีแรม #ความยั่งยืน #ESG #BCGModel #เศรษฐกิจสีเขียว #ลำพูน #ปลูกป่าเศรษฐกิจ #คาร์บอนเครดิต #NatureBasedSolutions #ป่าเศรษฐกิจสองชั้น

Related Posts