EV จีนทะลักไทย ส่อวิกฤตซ้ำรอย NETA ไร้ศูนย์ซ่อม-อะไหล่

EV จีนทะลักไทย ส่อวิกฤตซ้ำรอย NETA ไร้ศูนย์ซ่อม-อะไหล่

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยที่เติบโตแบบก้าวกระโดดภายใต้นโยบายรัฐ กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่จากภาวะ “โอเวอร์ซัพพลาย” ของรถ EV จีนที่ทะลักเข้าสู่ตลาด นำมาซึ่งสงครามราคาและปัญหาใหญ่ที่ผู้บริโภคต้องแบกรับความเสี่ยง โดยเฉพาะการขาดแคลนศูนย์บริการและอะไหล่ สภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ กรณีศึกษา “NETA” คือบทเรียนราคาแพงที่อาจเกิดขึ้นซ้ำกับแบรนด์อื่น หากภาครัฐไม่เร่งออกมาตรการควบคุมคุณภาพและบริการหลังการขายอย่างจริงจัง

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยที่ดูเหมือนจะสดใส กลับแฝงไปด้วยความกังวลที่นับวันยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อนโยบายส่งเสริมจากภาครัฐที่มุ่งผลักดันให้ไทยเป็นฮับEV ในภูมิภาค ได้กลายเป็นดาบสองคมที่เปิดประตูให้รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนหลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาล จนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply) สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง ตั้งแต่สงครามราคาที่ดุเดือด ไปจนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างด้านบริการหลังการขายที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยมีกรณีของรถยนต์ NETA เป็นภาพสะท้อนวิกฤตที่ชัดเจนที่สุด

จากยักษ์ใหญ่สู่ตลาดโลก: วิกฤต “โอเวอร์ซัพพลาย” ต้นทางจากจีน

จุดเริ่มต้นของความท้าทายนี้มีต้นตอจากประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตและใช้รถยนต์ไฟฟ้าของโลก ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ชี้ให้เห็นว่า ในปี 2024 ที่ผ่านมา จีนมีกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสูงกว่า 9 ล้านคัน และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องกว่า 30% ต่อปี แต่เมื่อตลาดภายในประเทศเริ่มเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวและเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลายอย่างรุนแรง ผู้ผลิตจึงต้องหาทางระบายสินค้าออกสู่ตลาดโลก

สถานการณ์ดังกล่าวได้จุดชนวน “สงครามราคา” ภายในประเทศจีนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผู้ผลิตต่างหั่นราคาเพื่อความอยู่รอด ส่งผลให้บางรายต้องปิดฉากธุรกิจลง หรือแม้กระทั่ง Hozon New Energy Automobile ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของแบรนด์ NETA ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายในประเทศจีน กลายเป็นสัญญาณเตือนถึงความเปราะบางของอุตสาหกรรม

รายงานจาก Nikkei Asia ได้ตอกย้ำถึงความเสี่ยงนี้ โดยเตือนว่าผู้ผลิตจีนจำนวนมากกำลังเร่งส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ทั้งยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย เพื่อหาตลาดใหม่ แต่การส่งออกที่รวดเร็วเกินไปนี้กลับไม่ได้มาพร้อมกับความพร้อมด้านบริการหลังการขาย ทั้งการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงที่ครอบคลุม และการบริหารจัดการสต็อกอะไหล่ที่เพียงพอ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อคุณภาพและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

ไทย…เป้าหมายหลัก นโยบายรัฐเปิดทาง แต่รากฐานบริการยังกลวง

สำหรับประเทศไทย การเข้ามาของแบรนด์ EV สัญชาติจีนได้รับแรงหนุนโดยตรงจากนโยบายภาครัฐ ทั้งมาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5 ที่มอบเงินอุดหนุนต่อคันสูงสุดถึง 150,000 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกมากมาย เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้และการผลิตในประเทศ นโยบายนี้ได้ดึงดูดให้แบรนด์จีนรายใหญ่ อาทิ BYD, MG, GWM (Great Wall Motor), Changan และ Aion เข้ามาปักธงทำตลาดและประกาศแผนตั้งฐานการผลิตในไทยอย่างคึกคัก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แม้ตลาดจะเติบโต แต่ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2567 กลับไม่เป็นไปตามเป้าที่คาดการณ์ไว้ 100,000 คัน โดยทำได้จริงราว 70,000 คัน ซึ่งตัวเลขที่ลดลงนี้สะท้อนถึงจุดเริ่มต้นของปัญหา และเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยกำลังเดินเข้าสู่สมรภูมิสงครามราคาเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในจีน

เมื่อการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น สิ่งที่ถูกละเลยคือ “คุณภาพบริการหลังการขาย” ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มประสบปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นการรออะไหล่นานหลายเดือน การซ่อมแซมที่ใช้เวลานานเกินควร หรือแม้กระทั่งการขาดแคลนศูนย์บริการที่ได้มาตรฐาน ทำให้เจ้าของรถ EV มือใหม่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความกังวลใจอย่างหนัก

กรณีศึกษา NETA: บทเรียนราคาแพงที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

ภาพของปัญหาทั้งหมดถูกฉายให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านกรณีของแบรนด์ NETA ซึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย แต่กลับกลายเป็นฝันร้ายของผู้บริโภคจำนวนมาก ล่าสุด สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2568 มีผู้บริโภคร้องเรียนปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ NETA เข้ามาแล้วมากถึง 220 ราย ภายในเวลาไม่นาน

ปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้บริโภคเผชิญ ได้แก่:

  • การขาดแคลนอะไหล่อย่างหนัก: ผู้ใช้รถบางรายต้องจอดรถทิ้งไว้โดยไม่สามารถใช้งานได้นานหลายเดือนเพื่อรออะไหล่เพียงชิ้นเดียว
  • การซ่อมที่ล่าช้าและไม่มีกำหนด: ศูนย์บริการไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาในการซ่อมได้
  • ปัญหาการจดทะเบียนป้ายขาว: ผู้ซื้อบางรายยังไม่ได้รับป้ายทะเบียน แม้จะจ่ายเงินครบถ้วนและรับรถไปนานแล้ว
  • การเรียกเก็บค่าซ่อมที่สูงผิดปกติ: เกิดกรณีการประเมินราคาซ่อมที่ไม่สมเหตุสมผล

แม้สภาผู้บริโภคจะพยายามเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากบริษัทเท่าที่ควร ด้วยเหตุนี้ สภาผู้บริโภคจึงได้ตัดสินใจยกระดับการดำเนินการ เตรียม “ฟ้องคดีแบบกลุ่ม (Class Action)” เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ให้กับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลและพยานหลักฐาน คาดว่าจะสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ภายในเดือนสิงหาคม 2568 นี้

ข้อเสนอถึงภาครัฐ: ถึงเวลาคุมเข้มก่อน “ตลาดวาย”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งสภาผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญจากสภาอุตสาหกรรมยานยนต์ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคต้องตกเป็นผู้รับความเสี่ยงแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่สำคัญดังนี้

  1. กำหนดเกณฑ์บริการหลังการขายที่ชัดเจน: ก่อนที่จะอนุมัติเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้กับแบรนด์ใดๆ รัฐควรตั้งเงื่อนไขที่เข้มงวดด้านบริการหลังการขาย เช่น กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องมีศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานครอบคลุมพื้นที่จังหวัดหลักภายใน 1-2 ปี และต้องมีการรับประกันสต็อกอะไหล่สำรองที่จำเป็นในประเทศเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 5-7 ปี
  2. จัดตั้งศูนย์ร้องเรียนEV โดยเฉพาะ: ควรมีการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ กรมการขนส่งทางบก เพื่อรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าโดยตรง ทำให้การดำเนินการรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่
  3. สร้างความโปร่งใสให้ผู้บริโภค: ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างโปร่งใส เช่น ประวัติของแบรนด์ในตลาดโลก, จำนวนศูนย์บริการและศักยภาพในการซ่อมบำรุง, และข้อมูลต้นทุนการดูแลรักษาในระยะยาว เพื่อให้ผู้บริโภคมีข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ

บทสรุปของสถานการณ์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังอยู่บนทางแพร่ง การเติบโตของยอดขายเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบสุดท้าย หากรากฐานด้านบริการหลังการขายและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคถูกทำลายลง วิกฤตการณ์ “ซ้ำรอย NETA” อาจเกิดขึ้นกับแบรนด์อื่นๆ ได้ในไม่ช้า และอาจส่งผลให้เป้าหมายการเป็นฮับEV ของไทยต้องสะดุดลงอย่างน่าเสียดาย

#EV #รถยนต์ไฟฟ้า #NETA #สภาผู้บริโภค #EVจีน #บริการหลังการขาย #สงครามราคา #โอเวอร์ซัพพลาย #คุ้มครองผู้บริโภค #ยานยนต์ไฟฟ้า #สคบ #วิกฤตEV

Related Posts