Red Hat ยักษ์ใหญ่ด้านโอเพนซอร์สระดับโลก ประกาศกร้าวถึงทิศทางกลยุทธ์ครั้งสำคัญ มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับ AI ในยุคหน้า พร้อมเปิดตัวพอร์ตโฟลิโอ “Red Hat OpenShift AI” และแพลตฟอร์มเรือธงเวอร์ชันล่าสุด “Red Hat Enterprise Linux 10” ที่จะมาทลายกำแพงด้านต้นทุนและข้อจำกัดทางเทคนิค ช่วยให้องค์กรธุรกิจในไทยสามารถเข้าถึงและพัฒนา AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนยิ่งขึ้น ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดประเทศไทยด้วยการปักหมุดจัดงานประชุมใหญ่ระดับภูมิภาค “Red Hat Summit Connect” ในเดือนตุลาคมนี้
ในงานเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองล่าสุด คุณสุพรรณี อำนาจมงคล, Country Manager ของ Red Hat ประเทศไทย ได้ฉายภาพทิศทางของโลกเทคโนโลยีและกลยุทธ์ของบริษัทที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เธอกล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างสองโลกที่แตกต่างแต่ต้องเดินไปพร้อมกัน นั่นคือ “โลกปัจจุบัน” ที่ต้องดูแลรักษาระบบเดิมให้มีเสถียรภาพสูงสุด และ “โลกอนาคต” ที่ต้องเตรียมองค์กรให้พร้อมรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาพลิกโฉมธุรกิจ ซึ่ง AI คือเทคโนโลยีที่ไม่อาจปฏิเสธได้
“ถ้าเรามีโอกาสไปคุยกับในแง่ของ C-Level ต่างๆ ปัจจุบัน สิ่งที่เขา More เขาจะมอง 2 เรื่อง คือสิ่งที่เป็นปัจจุบันกับสิ่งที่จะเป็นถัดไปในอนาคต เพราะฉะนั้น เขาจะบาลานซ์ 2 เรื่องนี้ได้ยังไง” คุณสุพรรณีกล่าว “เรื่องของอนาคตที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้คือเรื่องของคำว่า AI หลายคนอาจบอกว่า AI เป็นสิ่งใหม่ แต่ถ้าวันนี้เราไปถามทุกๆ องค์กร AI คือหนึ่งใน strategy ที่เขาไป”
ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า Red Hat ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงกระแส แต่เป็นแกนหลักของการเติบโตในอนาคต โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้สร้างแพลตฟอร์มพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพื่อให้องค์กรต่างๆ สามารถนำ AI ไปต่อยอดสร้างนวัตกรรมได้อย่างไร้ขีดจำกัด
เจาะศักยภาพตลาดไทย: สนามรบใหม่ของสมรภูมิ AI
การเคลื่อนทัพครั้งสำคัญของ Red Hat เกิดขึ้นบนฉากหลังที่ประเทศไทยกำลังแสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางดิจิทัลแห่งใหม่ของภูมิภาคอย่างชัดเจน คุณสุพรรณีได้ให้ข้อมูลว่า นโยบาย “Thailand 4.0“ ของภาครัฐได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนมหาศาล มีการจัดตั้งคณะกรรมการ AI แห่งชาติขึ้นเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับด้าน AI ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อสร้าง AI Engineering Institute และ AI Sandbox เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองและพัฒนานวัตกรรม
ตัวเลขทางเศรษฐกิจบ่งชี้ถึงโอกาสอันมหาศาล โดยมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะพุ่งทะยานแตะระดับ 1.44 แสนล้านบาทภายในปี 2025 ขณะที่ภาคเอกชนยังคงอัดฉีดงบประมาณลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการพัฒนาบุคลากร โดยคาดหวังว่าจะสามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้ถึง 90,000 คน และนักพัฒนา AI อีก 50,000 คนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
“จะเห็นว่าในแง่ของเทรนด์ดิจิทัลเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาคเอกชนหรือภาครัฐ ก็อยากให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยที่มุมมองหลักๆ เนี่ย เราต้องยอมรับว่าหนีไม่พ้นเรื่องของ AI” คุณสุพรรณีชี้ให้เห็นถึงแรงขับเคลื่อนจากทุกภาคส่วน ซึ่งสอดรับกับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่าง Data Center ที่มีการขยายตัวอย่างก้าวกระโดด ทั้งจากผู้ให้บริการในประเทศและผู้ให้บริการ Public Cloud ระดับโลกที่ต่างเข้ามาปักธงในประเทศไทย

Red Hat Enterprise Linux 10: รากฐานอัจฉริยะสำหรับยุค AI และไฮบริดคลาวด์
หัวใจสำคัญของการประกาศกลยุทธ์ล่าสุด คือการเปิดตัว Red Hat Enterprise Linux 10 ซึ่งไม่ใช่เพียงการอัปเดตเวอร์ชันปกติ แต่เป็นการยกเครื่องแพลตฟอร์ม Linux ระดับองค์กรครั้งใหญ่ เพื่อเป็นรากฐานที่มั่นคงและชาญฉลาดให้กับนวัตกรรมด้านไอที โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับยุคของไฮบริดคลาวด์และ AI
ด้านคุณ Gunnar Hellekson, รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของ Red Hat Enterprise Linux, Red Hat กล่าวว่า “Red Hat Enterprise Linux 10 ได้รับการออกแบบโครงสร้างมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการทั้งในปัจจุบันและอนาคตให้กับฝ่ายไอทีองค์กรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยมอบฟีเจอร์ที่ชาญฉลาดที่ใช้ gen AI, มอบการบริหารจัดการไฮบริดคลาวด์อย่างเป็นหนึ่งเดียวผ่านอิมเมจโหมด และมอบวิธีการด้านความปลอดภัยเชิงรุกผ่านการเข้ารหัสหลังควอนตัม (post-quantum cryptography)”
หนึ่งในความท้าทายที่องค์กรต้องเผชิญคือการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน Linux ซึ่งข้อมูลจาก IDC ชี้ว่าปัญหานี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการหยุดทำงานของระบบได้ เพื่อแก้ปัญหานี้ Red Hat Enterprise Linux 10 ได้นำเสนอ
Red Hat Enterprise Linux Lightspeed ซึ่งเป็นการนำ Generative AI (Gen AI) มาผสานรวมเข้ากับการทำงานโดยตรง ระบบ AI นี้จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะ ให้คำแนะนำที่เข้าใจง่ายผ่านภาษาธรรมชาติ (Natural Language Interface) ได้ทันทีบน Command Line ช่วยให้ผู้ดูแลระบบทั้งมือใหม่และผู้มีประสบการณ์สามารถจัดการกับระบบที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกหนึ่งความก้าวล้ำที่สำคัญคือการเตรียมความพร้อมสำหรับภัยคุกคามในอนาคต Red Hat Enterprise Linux 10 เป็นผู้นำอุตสาหกรรมในการบูรณาการมาตรฐานการเข้ารหัสหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) จากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) ของสหรัฐอเมริกา แนวทางเชิงรุกนี้ช่วยป้องกันการโจมตีในรูปแบบ “Harvest Now, Decrypt Later” ซึ่งอาชญากรไซเบอร์จะขโมยข้อมูลที่เข้ารหัสไว้ในปัจจุบัน เพื่อรอถอดรหัสในอนาคตเมื่อควอนตัมคอมพิวเตอร์มีความสามารถสูงพอ
นอกจากนี้ Red Hat Enterprise Linux 10 ยังได้เปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการระบบปฏิบัติการด้วย “อิมเมจโหมด (Image Mode)” ซึ่งเป็นแนวทางแบบคอนเทนเนอร์-เนทีฟ ที่รวมการสร้างและจัดการ OS และแอปพลิเคชันไว้ในเวิร์กโฟลว์เดียวกัน ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของการตั้งค่า (Configuration Drift) และสร้างมาตรฐานการทำงานที่เป็นหนึ่งเดียวทั้งสำหรับนักพัฒนาและทีมปฏิบัติการ โดย
คุณ Stefan Basenach, รองประธานอาวุโสจาก ABB ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Red Hat กล่าวชื่นชมว่า อิมเมจโหมดช่วยให้ ABB ลดความซับซ้อนและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ต่อยอดสู่โซลูชัน AI และ Virtualization ที่สมบูรณ์แบบ
แพลตฟอร์ม Red Hat Enterprise Linux 10 ยังทำหน้าที่เป็นฐานที่มั่นคงให้กับโซลูชัน AI ของ Red Hat ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Red Hat OpenShift AI และ Red Hat Enterprise Linux AI (RHEL AI) ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการเป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับ AI Workload
ขณะเดียวกัน โซลูชัน Red Hat OpenShift Virtualization ก็ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนลูกค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในตลาดสำหรับองค์กรที่ต้องการปรับปรุงระบบ Virtualization เดิมให้ทันสมัย จุดเด่นคือการเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่สามารถบริหารจัดการได้ทั้งเทคโนโลยีเก่า (Virtualization) และเทคโนโลยีใหม่ (Container) ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีคลาวด์เนทีฟได้อย่างราบรื่นโดยใช้ทักษะและทีมงานชุดเดิม ซึ่งเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว
ปักหมุดกรุงเทพฯ: ศูนย์กลางเทคโนโลยีแห่งใหม่ของอาเซียน
เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของตลาดในภูมิภาคนี้ Red Hat ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยการเลือกกรุงเทพมหานครเป็นสถานที่จัดงานประชุมใหญ่ระดับภูมิภาค “Red Hat Summit Connect” ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการเติบโตและความเชื่อมั่นในตลาดประเทศไทย แต่ยังเป็นการยกสถานะให้กรุงเทพฯ กลายเป็นจุดนัดพบสำคัญของเหล่าผู้บริหารและนักเทคโนโลยีจากทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน
ภายในงานจะอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่ถอดแบบมาจากงานใหญ่ระดับโลก มีเวทีเสวนาจากลูกค้าในระดับภูมิภาคที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วยเทคโนโลยีของ Red Hat และยังมีการจัด “Telco Day” ในวันที่ 8 ตุลาคม เพื่อเจาะลึกเทรนด์และโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่บุคลากรและองค์กรในไทยจะได้เข้าถึงองค์ความรู้และเครือข่ายระดับนานาชาติอย่างใกล้ชิด
การเดินหมากครั้งนี้ของ Red Hat จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการนำเสนอเครื่องมือที่ทรงพลังและเข้าถึงได้ เพื่อให้องค์กรไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและคว้าโอกาสจากคลื่นปฏิวัติแห่งปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเต็มศักยภาพ
#RedHat #AI #เศรษฐกิจดิจิทัล #CloudComputing #OpenSource #RedHatSummit #Virtualization #DigitalTransformation #Thailand #ปัญญาประดิษฐ์ #RHEL10

