บาท อ่อนค่าหนัก! ปัจจัยลบรุมเร้า-ชายแดนเดือด-ส่งออกแผ่ว

บาท อ่อนค่าหนัก! ปัจจัยลบรุมเร้า-ชายแดนเดือด-ส่งออกแผ่ว

ค่าเงิน บาท เปิดตลาดเช้าวันนี้ (25 ก.ค. 68) อ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets) ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในวันนี้ไว้ที่ 32.15-32.40 บาทต่อดอลลาร์ ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับตัวเลขการส่งออกเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังคงหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง

ภาพรวมค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้เผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลให้สกุลเงินของไทยอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอย่างชัดเจน สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งนักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจและการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่ผันผวน

เจาะลึก 2 ปัจจัยลบในประเทศ ฉุดรั้งค่าเงินบาท

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาทในระยะสั้นนี้มาจาก 2 ประเด็นหลักภายในประเทศ ได้แก่

1. สถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา: ประเด็นที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาดการเงินไทยมากที่สุดในขณะนี้ คือรายงานข่าวการปะทะกันบริเวณชายแดนไทยและกัมพูชา ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว ข่าวนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในทันที เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) เป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

โดยธรรมชาติแล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งหรือความไม่สงบทางการเมืองและชายแดน จะสร้างความไม่แน่นอนในระดับสูง ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในเสถียรภาพของประเทศนั้นๆ และมีแนวโน้มที่จะชะลอการลงทุนใหม่ หรือร้ายแรงกว่านั้นคือการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากประเทศ (Capital Outflow) เพื่อไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัยกว่า (Safe Haven) เช่น สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือทองคำ เมื่อเกิดการเทขายสินทรัพย์ในประเทศและแลกกลับเป็นสกุลเงินต่างประเทศ ก็จะสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว

ผลกระทบที่ตามมาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดการเงิน แต่อาจลุกลามไปยังภาคเศรษฐกิจจริงได้ หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อการค้าชายแดน บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาชาติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

2. ตัวเลขการส่งออกเดือนมิถุนายนน่าผิดหวัง: ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก คือการประกาศตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายน ซึ่งขยายตัวเพียง 15.5% ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์และตลาดคาดการณ์ไว้ แม้ว่าตัวเลขการขยายตัวที่ 15.5% อาจดูเหมือนสูง แต่การที่ออกมา “ต่ำกว่าคาด” สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณการชะลอตัวของอุปสงค์จากต่างประเทศ หรือปัญหาเชิงโครงสร้างบางอย่างของภาคการผลิตและการส่งออกของไทย

การส่งออกถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย เป็นแหล่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด เมื่อตัวเลขการส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ย่อมหมายถึงรายรับในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐที่จะเข้ามาในประเทศน้อยลง ทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบมีมากกว่าความต้องการเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลตามกลไกตลาดให้เงินบาทอ่อนค่าลง

ความผิดหวังจากตัวเลขส่งออกครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงครึ่งปีหลังอาจไม่สดใสอย่างที่เคยประเมินไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการสินค้าไทยในตลาดโลกต่อไป

ปัจจัยต่างประเทศหนุนดอลลาร์แข็งค่า กดดัน บาท เพิ่มเติม

นอกเหนือจากปัจจัยลบภายในประเทศแล้ว สถานการณ์เศรษฐกิจในต่างประเทศก็ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการแข็งค่าของเงินบาทเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลเศรษฐกิจจากสหรัฐอเมริกาและท่าทีของธนาคารกลางยุโรป

เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งเกินคาด: ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการของสหรัฐฯ ล่าสุดออกมาที่ 54.6 ซึ่งสูงกว่าเดือนก่อนหน้าและดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากภาคบริการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ดัชนี PMI ที่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้ถึงการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การที่ตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรงและมีความยืดหยุ่นสูง ข้อมูลนี้ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจไม่มีความจำเป็นต้องรีบลดอัตราดอกเบี้ย หรืออาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกเป็นเวลานานเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ไว้ในระดับสูง ทำให้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมีความน่าดึงดูดใจในแง่ของผลตอบแทน ส่งผลให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์ และทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงเงินบาทด้วย

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงท่าทีระมัดระวัง: ทางฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2% ตามที่ตลาดคาดการณ์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ECB ยังไม่มีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกภายในปีนี้ โดยให้เหตุผลว่าจะยังคงต้องรอดูตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ รวมถึงผลกระทบจากนโยบายอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น

ท่าทีที่ระมัดระวังของ ECB สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินยังคงคาดการณ์และให้น้ำหนักถึง 70% ว่า ECB จะจำเป็นต้องลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในสิ้นปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เปราะบางของยูโรโซน การคาดการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินยูโร และโดยทางอ้อมก็ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในฐานะคู่เปรียบเทียบหลัก

บทสรุปและแนวโน้มในอนาคต

กล่าวโดยสรุป ค่าเงิน บาท ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 กำลังเผชิญกับ “พายุที่สมบูรณ์แบบ” (Perfect Storm) จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากเหตุปะทะชายแดน และความผิดหวังจากตัวเลขการส่งออก เป็นแรงกดดันโดยตรงที่ทำลายความเชื่อมั่นและฉุดให้เงินบาทอ่อนค่าลง ขณะเดียวกัน ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาดก็ยิ่งหนุนให้ดอลลาร์สหรัฐซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของโลกแข็งค่าขึ้นไปอีก ซ้ำเติมให้สถานการณ์ของเงินบาทเลวร้ายลงไป

สำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้า ผู้ประกอบการและนักลงทุนควรจับตาดูพัฒนาการของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นอันดับแรก หากสถานการณ์คลี่คลายลงได้เร็ว ก็อาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้บางส่วน นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของไทยที่จะประกาศในระยะต่อไป โดยเฉพาะตัวเลขเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และตัวเลขภาคการผลิต จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินบาทต่อไป ในขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังคงต้องจับตาท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางยุโรปอย่างใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการไหลของเงินทุนในตลาดโลกต่อไป

#ค่าเงินบาท #บาทอ่อนค่า #เศรษฐกิจไทย #อัตราแลกเปลี่ยน #ส่งออกไทย #ชายแดนไทยกัมพูชา #ธนาคารไทยพาณิชย์ #SCBFM #เศรษฐกิจสหรัฐ #ECB interest rates #การลงทุน

Related Posts