เอสซีจี (SCG) เตรียมจัดงานใหญ่แห่งปี “ESG Symposium 2025” ภายใต้แนวคิด “เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน” ดึงผู้นำระดับโลกและภูมิภาคร่วมถกทางรอดให้แก่อาเซียน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่รุมเร้า ชู ESG เป็นยุทธศาสตร์หลักสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
กรุงเทพฯ – ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เปรียบเสมือน “พายุที่สมบูรณ์แบบ” (The Perfect Storm) ซึ่งประกอบด้วยความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ, ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว, สงครามการค้าที่ทวีความรุนแรง และวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีความถี่และรุนแรงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างความอยู่รอดและแสวงหาโอกาสในการเติบโตครั้งใหม่
ในฐานะองค์กรชั้นนำที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในภูมิภาค เอสซีจี (SCG) จึงได้ประกาศจัดงานสัมมนาครั้งสำคัญแห่งปี “ESG Symposium 2025” ขึ้น ในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ณ สำนักงานใหญ่ เอสซีจี บางซื่อ โดยในปีนี้มาพร้อมกับแนวคิดที่ท้าทายและชี้ทางออกอย่างชัดเจนว่า “Green Breakthrough amid the Perfect Storm – เร่งด้วยกรีน รอดด้วยกัน” ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นว่าทางรอดของอาเซียนในวันนี้ คือการเร่งผลักดันการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Growth) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว
เวที ESG Symposium ในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงงานสัมมนา แต่คือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับการระดมสมองของผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนอาเซียนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในเวทีโลก ด้วยการนำหลักการ ESG (Environmental, Social, and Governance) มาใช้เป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์องค์กร
จาก SD สู่ ESG: วิวัฒนาการแห่งความมุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน
เอสซีจีได้ริเริ่มจัดงานสัมมนาด้านความยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นครั้งแรกในปี 2553 ภายใต้ชื่อ “SD Symposium” (Sustainable Development Symposium) ซึ่งในขณะนั้นมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นหลัก ตลอดระยะเวลากว่าทศวรรษ เวทีนี้ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่ช่วยผลักดันวาระด้านความยั่งยืนในประเทศไทยและภูมิภาค
ต่อมาในปี 2565 เอสซีจีได้ยกระดับการจัดงานโดยปรับเปลี่ยนชื่อเป็น “ESG Symposium” เพื่อขยายขอบเขตให้ครอบคลุมมิติที่กว้างและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านธรรมาภิบาล (Governance) และความเสมอภาค (Equity) ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยโครงสร้างการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม
การจัดงานในปี 2568 นี้ จึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จและความมุ่งมั่นดังกล่าว โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “ความร่วมมือระดับภูมิภาค” อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรับมือกับความท้าทายที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันเกินกว่าที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะแก้ไขได้โดยลำพัง
รวมทัพผู้นำระดับโลก ชี้ทิศทางอนาคตอาเซียน
ไฮไลท์สำคัญของงาน ESG Symposium 2025 คือการรวมตัวของวิทยากรและผู้นำทางความคิดระดับโลกและระดับภูมิภาค ที่จะมานำเสนอวิสัยทัศน์และมุมมองที่น่าสนใจในหลากหลายหัวข้อสำคัญ
- มุมมองระดับภูมิภาคว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition): Mr. David McLachlan-Karr ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากสำนักงานประสานงานการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UN DCO) จะมาบรรยายในหัวข้อ “Driving Just Transition in ASEAN: A Regional Perspective” ซึ่งจะให้ภาพรวมความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานและชุมชนที่เปราะบาง ถือเป็นวาระสำคัญที่สหประชาชาติกำลังผลักดันทั่วโลก
- ยุทธศาสตร์หลากหลายเส้นทางสู่ Net Zero จากยักษ์ใหญ่ยานยนต์: Mr. Koji Sato ประธานและซีอีโอของ Toyota Motor Corporation จะนำเสนอแนวคิด “Multi-Pathway Approaches to Net Zero: Blending Innovation with Social Responsibility” ซึ่งจะฉายภาพกลยุทธ์ของโตโยต้าที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ยังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ไฮบริดและไฮโดรเจน เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ สะท้อนแนวทางการสร้างนวัตกรรมที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม
- วิทยาศาสตร์และข้อมูลเพื่อรับมือวิกฤตสภาพอากาศ: สองผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา ได้แก่ Dr. Sai Ravela และ Prof. Miho Mazereeuw จะมาให้ความรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว โดย Dr. Ravela จะบรรยายเรื่อง “Risk-Smart Resilience for a World of Rising Climate Extremes” และ Prof. Mazereeuw จะพูดถึง “A Participatory Path to Climate Adaptation for Cities” ซึ่งเน้นการออกแบบเมืองที่ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน
- เข็มทิศเศรษฐกิจไทยในยุคแห่งความไม่แน่นอน: ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะมาให้มุมมองด้านเศรษฐกิจมหภาคของไทยในหัวข้อ “Thailand in an Uncertain Era: From Vulnerability to Resilience and Sustainability” ซึ่งจะวิเคราะห์ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยและแนวทางการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อมุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ถือเป็นมุมมองจากผู้กำหนดนโยบายการเงินที่สำคัญยิ่งต่อภาคธุรกิจ
เจาะลึก 2 ประเด็นร้อน: ทางรอด “พลังงาน” และ “SMEs” ของไทย
นอกเหนือจากเวทีใหญ่แล้ว ยังมีเวทีเสวนาเชิงลึก (Breakout Session) ที่มุ่งเป้าหมายเพื่อหาทางออกที่เป็นรูปธรรมให้กับประเทศไทยใน 2 ประเด็นเร่งด่วน ได้แก่
- การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition): ประเด็นด้านพลังงานถือเป็นหัวใจของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและต้นทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ เวทีนี้จะมุ่งเน้นการออกแบบกลไกและนโยบายเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นธรรม โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำของประเทศ อาทิ
ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งการมีส่วนร่วมของหน่วยงานคลังสมองและหน่วยงานวางแผนนโยบายของประเทศ ย่อมนำไปสู่ข้อเสนอที่สามารถผลักดันให้เกิดการปฏิบัติได้จริง
- การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการ SMEs (Just Transition for SMEs): ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) คือกระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทยและอาเซียน แต่กลับเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เวทีนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อระดมความคิดในการสนับสนุน SMEs ให้สามารถปรับตัวและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกยุคใหม่ โดยจะหารือถึงแนวทางการนำหลัก ESG ไปปรับใช้ได้จริงในระดับ SMEs รวมถึงการสร้างกลไกสนับสนุนด้านการเงินและองค์ความรู้ที่เข้าถึงง่าย เพื่อให้ SMEs ไม่เพียงแค่รอด แต่สามารถเติบโตไปพร้อมกับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวได้
ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือยุทธศาสตร์สู่การเติบโต
เอสซีจีเชื่อมั่นและต้องการส่งสารถึงทุกภาคส่วนว่า วันนี้ ESG ไม่ใช่เพียงแค่เป้าหมายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป แต่ ESG คือยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อการเติบโตของธุรกิจในอนาคต (Growth Strategy) องค์กรที่สามารถบูรณาการ ESG เข้ากับกระบวนการทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง จะสามารถสร้าง ความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในตลาดโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้นเรื่อยๆ
การจัดงาน ESG Symposium 2025 จึงเป็นมากกว่าการจัดงานสัมมนา แต่คือการจุดประกายและเร่งสร้างความร่วมมืออย่างจริงจัง เพื่อนำพาประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนให้สามารถทะลวงผ่านกำแพงของวิกฤตการณ์ต่างๆ และก้าวไปสู่อนาคตที่แข็งแกร่ง มั่นคง และยั่งยืนร่วมกันได้อย่างแท้จริง
#SCG #ESG #ESGSymposium2025 #ความยั่งยืน #เร่งด้วยกรีนรอดด้วยกัน #เศรษฐกิจ #อาเซียน #sustainability #JustTransition #EnergyTransition #SMEs #ClimateChange #เศรษฐกิจสีเขียว

