SHARGE ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด EV Charging Operator โชว์ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2568 เติบโตอย่างก้าวกระโดด ยอดผู้ใช้งานประจำพุ่ง 4 เท่า ปริมาณการชาร์จต่อสถานีโตทะลุ 288% เผยกลยุทธ์มัดใจผู้ใช้ด้วยแอปพลิเคชันที่เสถียร ทำเลที่ตอบโจทย์ และพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ประกาศเดินหน้าสู่เฟสใหม่ เปิดเกมรุกเชื่อมระบบ Roaming สั่งชาร์จข้ามค่ายได้ในแอปเดียว นำร่องจับมือ Spark EV พร้อมเล็งขยายตลาดสู่รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial EV) ที่คาดว่าจะเติบโตมหาศาลแตะ 4.86 ล้านคันในปี 2573
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE) ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ RÊVERSHARGER และผู้นำด้านการให้บริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบบครบวงจรของไทย ได้ออกมาเปิดเผยผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 (มกราคม-มิถุนายน) ที่แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำในตลาดผู้ให้บริการสถานีชาร์จ (EV Charging Operator) อย่างชัดเจน พร้อมประกาศวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ครั้งสำคัญในการก้าวสู่เฟสใหม่ของการเติบโต ที่มุ่งเน้นการสร้างระบบนิเวศการชาร์จที่ไร้รอยต่อและขยายฐานสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่มีศักยภาพการเติบโตมหาศาล
เปิดผลประกอบการครึ่งปีแรก โชว์ตัวเลขเติบโตสุดร้อนแรง
นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มธุรกิจขายพลังงานไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ (Charging as a Service) ของบริษัทในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ มีอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งในทุกมิติเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการยอมรับในบริการของ SHARGE ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีตัวชี้วัดหลัก 3 ด้านที่เติบโตอย่างโดดเด่น ได้แก่:
- จำนวนผู้ใช้งานประจำ (Weekly Active Users): ตัวเลขผู้ใช้งานที่เข้ามาใช้บริการชาร์จรถ EV ผ่านสถานีของ SHARGE เป็นประจำในแต่ละสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,200 รายต่อสัปดาห์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 มาอยู่ที่ 12,800 รายต่อสัปดาห์ในช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตสูงถึง 4 เท่าตัว การเติบโตนี้บ่งชี้ถึงฐานลูกค้าที่มีความภักดี (Brand Loyalty) และเลือกใช้บริการของ SHARGE อย่างสม่ำเสมอ
- ปริมาณการชาร์จไฟฟ้าเฉลี่ยต่อสถานี: ปริมาณพลังงานไฟฟ้าที่ถูกชาร์จผ่านสถานีของ SHARGE โดยเฉลี่ยในช่วง 6 เดือน เพิ่มสูงขึ้นจาก 8,670 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) เป็น 33,679 kWh หรือเพิ่มขึ้นถึง 288% ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงอัตราการใช้งานของสถานีชาร์จ (Utilization Rate) ที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งหมายความว่าสินทรัพย์ของบริษัทสามารถสร้างรายได้ได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
- จำนวนครั้งที่ชาร์จเฉลี่ยต่อสถานี: จำนวนครั้งในการเข้าใช้บริการชาร์จโดยเฉลี่ยในช่วง 6 เดือน เพิ่มจาก 402 ครั้ง เป็น 1,223 ครั้ง หรือเพิ่มขึ้น 205%
สิ่งที่น่าสนใจคือ การเติบโตอย่างมหาศาลนี้เกิดขึ้นในขณะที่บริษัทมีการขยายจำนวนสถานีชาร์จเพิ่มเติมเพียงประมาณ 25% เท่านั้นในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเติบโตไม่ได้มาจากแค่การขยายเชิงปริมาณ แต่มาจากการบริหารจัดการสถานีที่มีอยู่เดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และการเป็นที่ยอมรับในวงกว้างของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ถอดรหัสความสำเร็จ เบื้องหลังการเติบโตแบบก้าวกระโดด
นายพีระภัทรได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดังกล่าวว่า มาจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่ส่งเสริมกันอย่างลงตัว ปัจจัยภายนอกที่สำคัญคือ การเติบโตอย่างต่อเนื่องของยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในมาสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและตัวเลือกรุ่นรถที่หลากหลายมากขึ้นในตลาด
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายในถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ SHARGE สามารถคว้าโอกาสจากการเติบโตของตลาดมาได้สำเร็จ ซึ่งก็คือ การได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในฐานะ “แอปพลิเคชันด้าน EV Charger ที่ดี” โดยเกิดจากความใส่ใจใน 3 ด้านหลัก ได้แก่:
- ด้านการบริการ (Service): SHARGE ให้ความสำคัญกับการออกแบบแอปพลิเคชัน RÊVERSHARGER ให้ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และที่สำคัญคือมีความเสถียรสูง ทำให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาแอปพลิเคชันล่มระหว่างการใช้งาน ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ใช้ EV หลายคนกังวล ประสบการณ์ที่ดีนี้ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจและกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
- ด้านความสอดคล้องกับวิถีชีวิต (Lifestyle): บริษัทมุ่งมั่นในการขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทำเลที่สำคัญและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการชาร์จข้ามคืนที่บ้านและคอนโดมิเนียม (Night), การชาร์จระหว่างวันตามอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้า (Day) หรือการชาร์จระหว่างการเดินทางตามแหล่งท่องเที่ยว สถานีบริการพลังงาน และโชว์รูมรถยนต์ (On-the-go) การเลือกทำเลที่ตั้งอย่างมีกลยุทธ์ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกสบายในทุกช่วงเวลาของวัน
- ด้านความร่วมมือกับพันธมิตร (Partnership): SHARGE ได้สร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งกลุ่มแบรนด์รถยนต์ส่วนบุคคล (Passenger Vehicle) และกลุ่มองค์กรธุรกิจที่มีความต้องการเปลี่ยนกลุ่มรถยนต์ที่ใช้ในกิจการ (Fleet) ไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ความร่วมมือนี้ช่วยสร้างฐานผู้ใช้งานประจำที่มั่นคงและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก้าวสู่เฟสใหม่: เดิมพันครั้งใหญ่กับตลาด “รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์”
แม้ว่าผลการดำเนินงานที่ผ่านมาจะน่าพอใจอย่างยิ่ง แต่SHARGE มองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยบริษัทเล็งเห็นโอกาสการเติบโตมหาศาลใน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (Commercial Vehicle) ซึ่งยังอยู่ในระยะเริ่มต้น (Early Stage) ของการเปลี่ยนผ่าน
นายพีระภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า “ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ EV ในไทยกระจุกตัวอยู่ในฝั่งรถยนต์ส่วนบุคคล แต่ตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ เช่น รถแท็กซี่ รถเดลิเวอรี หรือรถขนส่งสินค้า กำลังจะกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด EV นับจากนี้”
ข้อมูลจากSHARGE ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม Commercial Vehicle เริ่มมียอดจดทะเบียนในไทยครั้งแรกราว 2,000 คันในปี 2564 และคาดว่าจะเติบโตขึ้นมาแตะระดับ 199,000 คันภายในสิ้นปี 2568 นี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าปี 2568 จะเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างแท้จริง โดยมีปัจจัยผลักดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาน้ำมันที่ทำให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น, ต้นทุนของรถ EV ที่ต่ำลง, การมุ่งสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน (ESG) ของภาคธุรกิจ, และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุมมากขึ้น
“เราคาดการณ์ว่าในปี 2573 หรืออีกราว 5-6 ปีข้างหน้า ยอดจดทะเบียนสะสมของรถยนต์ไฟฟ้ากลุ่ม Commercial Vehicle จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดไปถึง 4.86 ล้านคัน และจะกลายเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนตลาด EV ของประเทศ” นายพีระภัทรกล่าว
เปิดเกมรุก 3 ด้าน รองรับการเติบโตแห่งอนาคต
เพื่อรองรับการเติบโตทั้งจากผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของตลาดรถยนต์เชิงพาณิชย์ SHARGEได้ประกาศกลยุทธ์เชิงรุกสำหรับเฟสใหม่ของการเติบโต โดยมุ่งเน้น 3 ด้านสำคัญ
ประกอบด้วย:
- การเชื่อมโยงแอปพลิเคชัน (Roaming): เพื่อทลายข้อจำกัดและสร้างประสบการณ์การชาร์จที่ไร้รอยต่อ SHARGEได้พัฒนาระบบ Roaming ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถ สั่งชาร์จไฟฟ้าข้ามแบรนด์สถานีชาร์จได้ภายในแอปพลิเคชัน RÊVERSHARGER เพียงแอปเดียว ล่าสุด ได้นำร่องความร่วมมือกับแบรนด์ Spark EV ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครื่องชาร์จความเร็วสูง และมีแผนจะขยายความร่วมมือกับผู้ให้บริการรายอื่นๆ ต่อไปในอนาคต
- การขยายจำนวนสถานีชาร์จ: เดินหน้าขยายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รองรับปริมาณรถ EV ที่จะเพิ่มขึ้นทั้งในกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปและกลุ่มรถยนต์เชิงพาณิชย์ โดยจะเน้นทำเลที่สอดคล้องกับเส้นทางโลจิสติกส์และแหล่งที่มีความต้องการใช้งานสูง
- การพัฒนาเทคโนโลยีและ Loyalty Program: มุ่งมั่นพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ ในแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้ใช้บริการสถานีชาร์จได้สะดวกและลื่นไหลยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนา Loyalty Program ที่เชื่อมโยงกับพันธมิตรต่างๆ เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่าให้แก่ผู้บริโภค และช่วยยกระดับความแข็งแกร่งของ EV Ecosystem โดยรวม
SHARGEยังคงมุ่งมั่นในการวางรากฐาน EV Ecosystem ให้เป็นการเดินทางแห่งอนาคตที่ยั่งยืน และพร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่ๆ ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันเข้ามาร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งไปด้วยกัน
#ชาร์จแมเนจเม้นท์ #SHARGE #RÊVERSHARGER #EV #รถยนต์ไฟฟ้า #สถานีชาร์จEV #EVCharging #พลังงานสะอาด #รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ #SparkEV

