ไปรษณีย์ไทย ชูโซเชียลคอมเมิร์ซโตแรง ชูแบรนด์ดิ้งมัดใจลูกค้า

ไปรษณีย์ไทย ชูโซเชียลคอมเมิร์ซโตแรง ชูแบรนด์ดิ้งมัดใจลูกค้า

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ แม่ทัพใหญ่ ไปรษณีย์ไทย เปิดใจถึงยุทธศาสตร์การนำพาองค์กรฝ่ามรสุมเศรษฐกิจกำลังซื้อซบเซาอย่างหนัก ชูความสำเร็จกลุ่ม “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ที่ยังเติบโตสวนกระแสเลขสองหลัก สะท้อนผลลัพธ์จากการทุ่มเท “รีแบรนด์” ตลอด 3 ปีเต็มเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นลูกค้า ย้ำชัดการเติบโตวันนี้มาจากการชิงส่วนแบ่งตลาด ไม่ใช่จากสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมเผยจุดยืนการบริหารภายในที่ต้องปกป้องภาพลักษณ์องค์กรเป็นอันดับแรก ท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยเสี่ยงระดับโลกที่ยังคาดเดายาก

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางเสียงสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแรงลงอย่างน่าใจหาย ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกภาคอุตสาหกรรม แต่สำหรับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กลับมีสัญญาณบวกที่น่าจับตาในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิ “โซเชียลคอมเมิร์ซ” ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของยุทธศาสตร์การปรับตัวและสร้างแบรนด์ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจและตรงไปตรงมาต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีนัก “ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ เศรษฐกิจตอนนี้ถือว่าชะลอตัวรุนแรง กำลังซื้อของผู้คนก็ไม่ได้เติบโตขึ้นเลย เราจะหวังให้ธุรกิจโตขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจคงเป็นไปไม่ได้” ดร.ดนันท์กล่าว พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเงินที่ไหลออกจากตลาดหุ้น หรือแม้แต่ยอดขายของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ ที่ต่างก็ประสบกับภาวะชะลอตัวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางเมฆหมอกทางเศรษฐกิจ ไปรษณีย์ไทยกลับสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างน่าทึ่งในกลุ่มธุรกิจโซเชียลคอมเมิร์ซ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ E-Commerce ขนาดเล็กและกลางในประเทศไทย โดยข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นถึงการเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ คือ รายได้เติบโตขึ้น 13% ในขณะที่ปริมาณชิ้นงานพัสดุพุ่งสูงขึ้นถึง 16-17%

ตัวเลขดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จ แต่ยังบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหลังที่ลึกซึ้ง การที่ปริมาณชิ้นงานเติบโตในอัตราที่สูงกว่ารายได้ บ่งชี้ถึงสภาวะการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดในตลาดโลจิสติกส์ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ผู้บริโภคและผู้ค้าออนไลน์จำนวนมากได้ตัดสินใจ “เปลี่ยน” มาเลือกใช้บริการของไปรษณีย์ไทยมากขึ้น นี่คือหัวใจสำคัญของการเติบโตในวันนี้

“สิ่งที่ทำให้เราโตขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจดี แต่เราโตเพราะคนเปลี่ยนมาใช้บริการของเราแทนที่เจ้าอื่น” ดร.ดนันท์ย้ำ ซึ่งกลยุทธ์ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการทำงานหนักตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาในการ “กอบกู้และสร้างแบรนด์” อย่างจริงจัง

“Sentiment หรือความรู้สึกของผู้คนที่มีต่อแบรนด์เราดีขึ้นมาก เพราะเราพยายามอย่างหนักในการแก้ไขปัญหา เราใช้เวลาหลายปีในการปฏิรูปองค์กร ทำเรื่องแบรนดิ้งอย่างจริงจัง เปิดตัวโครงการ Zero Complaint เพื่อลดข้อร้องเรียนให้เป็นศูนย์ และรับฟังเสียงของลูกค้า (VOC) เพื่อนำมาวิเคราะห์และแก้ปัญหาใหญ่ๆ ก่อนเสมอ เมื่อคนมีปัญหาแล้วเราเข้าไปแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ความเชื่อมั่นมันก็เกิดขึ้น พอแบรนด์มันดี คนมั่นใจ คนรู้สึกดีกับเรา มันก็จะสะท้อนกลับมาที่ธุรกิจหลักให้เติบโตขึ้นเอง มันเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกันโดยตรง”

นอกเหนือจากตลาดในประเทศแล้ว เมื่อมองไปยังเส้นทางการขนส่งระหว่างประเทศอย่าง ไทย-จีน แม้จะยังมีการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 3% แต่ ดร.ดนันท์ ก็แสดงความเห็นอย่างระมัดระวังต่อแนวโน้มในอนาคต โดยชี้ให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้จากภายนอก นั่นคือ นโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่จะพลิกโฉมหน้าโครงข่ายการขนส่งพัสดุทั่วโลก (Parcel Distribution) ได้ทั้งหมด

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดยากมาก เพราะนโยบายภาษีที่อาจเกิดขึ้น จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมทั้งหมด มันอาจทำให้เส้นทางการขนส่งเปลี่ยนไปเลย จากที่เคยส่งมาไทย อาจจะเปลี่ยนไปส่งที่เวียดนามหรือประเทศอื่นที่ได้อัตราภาษีที่ดีกว่า ดังนั้นการจะคาดการณ์ตัวเลขการเติบโตที่ชัดเจนจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง เราทำได้เพียงปรับตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น”

จับตาแนวคิด ฝ่าวิกฤตภาระภายใน ภายนอกที่รุมเร้า

อย่างไรก็ตาม มุมมองที่อาจสะท้อนปรัชญาการบริหารของ ดร.ดนันท์ ได้ลึกซึ้งที่สุด คือจุดยืนอันแน่วแน่ต่อการจัดการปัญหาภายในองค์กร ซึ่งเขามองว่าไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของกฎระเบียบ แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับเกียรติภูมิและภารกิจขององค์กรที่ใหญ่กว่าผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดประเด็นอ่อนไหวอย่างการเรียกร้องโบนัสหรือสวัสดิการต่างๆ

ดร.ดนันท์ย้ำอย่างหนักแน่นถึงการไม่เห็นด้วยกับการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ เช่น การขึ้นป้ายประท้วงภายในพื้นที่ทำการ และได้อธิบายในมุมที่ลึกกว่าแค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่เชื่อมโยงไปถึงแก่นแท้ของความเป็น “ไปรษณีย์ไทย”

“ผมไม่เห็นด้วยกับการขึ้นป้ายอย่างเด็ดขาด” ดร.ดนันท์กล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เพราะการกระทำเช่นนั้นมันทำลาย ‘คลาส’ ขององค์กรให้เสียหาย สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ ไปรษณีย์ไทยไม่ใช่เป็นเพียงบริษัทขนส่งเอกชน แต่เป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจต่อรัฐและสังคมในระดับที่ลึกซึ้ง เรามีภารกิจที่ภาคเอกชนรายอื่นอาจไม่ได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นภารกิจสนับสนุนการปกป้องอธิปไตย ด้วยการเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งยุทธปัจจัยและสิ่งของจำเป็นสู่ทหารหาญในพื้นที่เปราะบางอย่างชายแดนไทย-กัมพูชา ตลอดจนประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยสู้รบ หรือในยามวิกฤตอุทกภัย ที่ไปรษณีย์ไทยต้องเป็นแนวหน้าในการลำเลียงถุงยังชีพและความช่วยเหลือไปสู่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก”

“ดังนั้น เมื่อมีพนักงานบางส่วนเลือกที่จะแสดงออกถึงความไม่พอใจในประเด็นผลประโยชน์ส่วนตนอย่างเรื่องโบนัสอย่างเปิดเผย มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำลายภาพลักษณ์ในสายตาของลูกค้าและพันธมิตร แต่ในมุมมองของผู้บริหาร มันคือการแสดงออกที่อาจขาดการตระหนักถึงภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าซึ่งองค์กรกำลังแบกรับไว้เพื่อประเทศชาติ มันลดทอนความสำคัญของภารกิจที่เราทำเพื่อสังคมส่วนรวม”

ด้วยเหตุนี้ แนวทาง “ใจเย็น แล้วคุยกันก่อน” ที่ ดร.ดนันท์เสนอ จึงไม่ใช่เพียงเทคนิคการประนีประนอมเพื่อลดความขัดแย้ง แต่เป็นการเรียกร้องให้บุคลากรทุกคนกลับมาทบทวนถึงบทบาทและความภาคภูมิใจร่วมกันในฐานะพนักงานขององค์กรที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม “การสื่อสารสู่ภายนอกในยุคนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องทำอย่างระมัดระวังที่สุด” เขากล่าวสรุป “เราจึงต้องเลือกสื่อสารเฉพาะสิ่งที่จำเป็นและตรงประเด็น เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิขององค์กรที่ไม่ได้วัดค่าได้จากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่จากคุณค่าที่สร้างให้แก่สังคมและประเทศชาติโดยรวม”

โดยสรุปแล้ว ทิศทางของไปรษณีย์ไทยภายใต้การนำของ ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ คือการเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์สองขาที่ชัดเจน ขาหนึ่งคือการรุกตลาดอย่างหนักเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดในสมรภูมิที่การแข่งขันดุเดือด โดยมีอาวุธสำคัญคือแบรนด์ที่แข็งแกร่งขึ้นจากความเชื่อมั่นของลูกค้า ส่วนอีกขาหนึ่งคือการบริหารจัดการภายในและภายนอกอย่างรัดกุม ปกป้องภาพลักษณ์ขององค์กรอย่างเต็มที่ พร้อมกับการเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นับเป็นกลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรเก่าแก่ให้ยังคงสง่างามและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืนในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

#ไปรษณีย์ไทย #ดนันท์สุภัทรพันธุ์ #ข่าวเศรษฐกิจ #โลจิสติกส์ #SocialCommerce #ECommerce #การตลาด #แบรนดิ้ง #เศรษฐกิจไทย #การลงทุน

Related Posts