VITURE Luma Pro แว่น XR เปิดประสบการณ์จอส่วนตัวเหนือจินตนาการ

VITURE Luma Pro แว่น XR เปิดประสบการณ์จอส่วนตัวเหนือจินตนาการ

VITURE เขย่าวงการเทคโนโลยีอีกครั้ง เปิดตัว “Luma Pro” แว่น XR อัจฉริยะรุ่นล่าสุดที่ทะลายทุกขีดจำกัด ด้วยความคมชัดสูงสุดในตลาดที่ 1200p เทียบเท่าจอภาพยนตร์ส่วนตัวขนาด 152 นิ้วในน้ำหนักเพียง 79 กรัม พร้อมเทคโนโลยี AI แปลงคอนเทนต์ 2D เป็น 3D แบบเรียลไทม์ และระบบ Multi-Screen ผ่านแอป SpaceWalker ตอบโจทย์ทั้งการทำงานยุคใหม่และความบันเทิงเต็มรูปแบบ ชี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จะเปลี่ยนนิยามของ “หน้าจอ” และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดคอมพิวเตอร์เชิงพื้นที่ (Spatial Computing)

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – โลกเทคโนโลยีต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ VITURE แบรนด์ผู้พัฒนานวัตกรรมแว่นตา XR ชั้นนำ ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นเรือธงใหม่ล่าสุด “VITURE Luma Pro” ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงการอัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้า แต่เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ท้าทายขีดจำกัดของอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Devices) ในปัจจุบัน การเปิดตัวครั้งนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในกลุ่มผู้รักเทคโนโลยี (Gadget Lover) หรือเกมเมอร์เท่านั้น แต่ยังส่งสัญญาณสำคัญไปยังภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่กำลังมองหาเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ในยุคดิจิทัล ที่ทุกอย่างต้องการความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูงสุด

Luma Pro เข้ามาตอบโจทย์ความฝันของใครหลายคน ที่ต้องการมี “จอภาพยนตร์ขนาดยักษ์พร้อมระบบเสียงสมจริง” ติดตัวไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเพื่อการเสพความบันเทิงระดับพรีเมียม การเล่นเกมแบบเต็มอรรถรส หรือแม้แต่การทำงานแบบหลายหน้าจอ (Multi-screen) ที่ซับซ้อน ทั้งหมดนี้ถูกรวมไว้ในแว่นตาดีไซน์เรียบหรู น้ำหนักเบาเพียง 79 กรัม สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของตลาดเทคโนโลยี ที่มุ่งสู่การผสานโลกจริงและโลกเสมือน (Mixed Reality) ให้ไร้รอยต่อและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

เจาะลึกสเปกเรือธง: นิยามใหม่ของความคมชัดและประสบการณ์เสมือนจริง

หัวใจสำคัญที่ทำให้ VITURE Luma Pro โดดเด่นและได้รับการขนานนามว่าเป็น “แว่น XR ที่ชัดที่สุดในตลาด” คือการอัปเกรดคุณสมบัติด้านภาพอย่างก้าวกระโดด

  • ความละเอียดสูงสุด 1200p: Luma Pro มาพร้อมความละเอียดที่สูงถึง 1200p ซึ่งคมชัดกว่ารุ่น VITURE Pro เดิมถึง 50% ทำให้ภาพที่ปรากฏมีความละเอียดสูง สีสันสดใส และตัวอักษรคมกริบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการอ่านเอกสารหรือทำงานที่ต้องการความแม่นยำของรายละเอียด
  • มุมมองกว้างและลื่นไหล: ด้วยมุมมองภาพ (Field of View – FOV) ที่กว้างถึง 52 องศา และอัตรารีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz ผู้ใช้งานจะได้รับประสบการณ์เทียบเท่าการมองจอขนาดมหึมาถึง 152 นิ้ว ที่ลอยอยู่ตรงหน้า ภาพเคลื่อนไหวจะมีความนุ่มนวล ลื่นไหล ลดอาการภาพกระตุกหรือฉีกขาด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอาการเวียนศีรษะ (Motion Sickness) จากการใช้งานเป็นเวลานาน
  • ดีไซน์ที่เข้าใจผู้ใช้งาน: VITURE ให้ความสำคัญกับสรีรศาสตร์ ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 79 กรัม และการออกแบบที่กระจายน้ำหนักอย่างสมดุล ทำให้สวมใส่สบายได้ยาวนาน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่แก้ปัญหาสำคัญของผู้ใช้แว่นสายตา คือ การปรับค่าสายตาได้ในตัว โดยไม่ต้องสั่งตัดเลนส์เสริมหรือสวมแว่นซ้อน
  • เลนส์ปรับแสงอัตโนมัติ: การนำเทคโนโลยี Electrochromic Film มาใช้ ทำให้ผู้ใช้สามารถปรับระดับความทึบ-โปร่งใสของเลนส์ได้ 2 ระดับ เพื่อให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น ปรับเป็นโหมดโปร่งใสเพื่อมองเห็นโลกรอบตัวขณะทำงาน หรือปรับเป็นโหมดทึบแสงเพื่อตัดสิ่งรบกวนและดิ่งสู่โลกภาพยนตร์อย่างเต็มที่

ไม่เพียงแค่ภาพ แต่ระบบเสียงยังได้รับการพัฒนาร่วมกับแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกอย่าง HARMAN ด้วยระบบเสียง EFX ที่ให้มิติเสียงรอบทิศทาง คมชัด และทรงพลังยิ่งขึ้น สร้างประสบการณ์ที่สมจริงราวกับมีโรงภาพยนตร์ส่วนตัวติดตัวไปทุกที่

VITURE Luma Pro

พลิกโฉมการทำงานและความบันเทิงด้วย AI และซอฟต์แวร์อัจฉริยะ

VITURE Luma Pro ไม่ได้เป็นเพียง “จอแสดงผล” แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ชาญฉลาดด้วยซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี AI ที่โดดเด่น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผลักดันให้แว่น XR กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงในหลากหลายสถานการณ์

1. SpaceWalker: โต๊ะทำงาน 3 จอในอากาศ สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานระดับมืออาชีพ (Professionals) แอปพลิเคชัน

SpaceWalker คือฟีเจอร์เปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง ผู้ใช้สามารถสร้างหน้าจอเสมือน (Virtual Display) ได้สูงสุดถึง 3 จอพร้อมกัน ทั้งบนระบบปฏิบัติการ Mac และ Windows โดยสามารถจัดวางหน้าจอได้ทั้งในแนวตั้ง แนวนอน หรือแบบพาโนรามา พร้อมฟังก์ชันการใช้งานขั้นสูง:

  • ปักหมุดหน้าจอ (Pin Mode): สามารถ “ปัก” หน้าจอให้ลอยค้างอยู่ในตำแหน่งเดิมของโลกจริงได้ แม้ผู้ใช้จะหันศีรษะไปทางอื่น เหมาะสำหรับการพรีเซนต์งานหรือเปิดข้อมูลอ้างอิงไว้ข้างๆ
  • ปรับตำแหน่งและระยะ: ผู้ใช้สามารถปรับระยะใกล้-ไกลของหน้าจอ หรือเปลี่ยนความโปร่งใสได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะงานและสภาพแวดล้อม

    ฟีเจอร์นี้จะเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการทำงานนอกสถานที่ (Remote Work) และเพิ่ม Productivity ให้กับโปรแกรมเมอร์, นักเทรดหุ้น, นักออกแบบกราฟิก และอีกหลายอาชีพที่ต้องการพื้นที่หน้าจอขนาดใหญ่ในการทำงาน

2. เทคโนโลยีแปลงภาพ 2D เป็น 3D ด้วย AI นี่คือหนึ่งในนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ Luma Pro โดยแว่นสามารถ

แปลงคอนเทนต์ 2D ทุกรูปแบบให้กลายเป็นภาพ 3D ได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์จากสตรีมมิ่ง, วิดีโอ YouTube หรือแม้แต่เกม 2D ทั่วไป เพียงเชื่อมต่อแว่นเข้ากับอุปกรณ์ที่มีหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) เช่น Mac หรือ PC ระบบ AI จะทำการวิเคราะห์ภาพแบบเฟรมต่อเฟรมและสร้างมิติความลึกขึ้นมาทันที ทำให้ทุกคอนเทนต์มีความสมจริงและน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟล์ 3D แบบเฉพาะอีกต่อไป

VITURE Pro Neckband: อุปกรณ์เสริมที่ปลดล็อกศักยภาพสูงสุด

เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้สมบูรณ์แบบ VITURE ได้นำเสนอ Pro Neckband อุปกรณ์เสริมที่เปรียบเสมือน “สมอง” และ “ขุมพลัง” ของ Luma Pro การใช้งาน Luma Pro ร่วมกับ Pro Neckband จะปลดล็อกฟังก์ชันขั้นสูงที่สำคัญ 5 ประการ:

  1. ปลดล็อกระบบ 6DoF เต็มรูปแบบ: จากเดิมที่ตัวแว่นมีระบบติดตามการหมุนของศีรษะ (3DoF) เมื่อเชื่อมต่อกับ Pro Neckband จะอัปเกรดเป็นระบบ 6DoF (6 Degrees of Freedom) ที่ไม่เพียงติดตามการหันศีรษะ (ก้ม-เงย, หันซ้าย-ขวา) แต่ยังติดตาม “ตำแหน่ง” ของร่างกายในพื้นที่จริงได้ (เดินหน้า-ถอยหลัง, เคลื่อนที่ซ้าย-ขวา) ผลลัพธ์คือภาพบนจอเสมือนจะคงที่และนิ่งสนิทอยู่ในตำแหน่งเดิม แม้ผู้ใช้จะขยับตัวไปมา ซึ่งช่วยลดอาการเวียนศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญและสร้างความสมจริงสูงสุด
  2. โหมดการแสดงผลขั้นสูง: Pro Neckband เปิดใช้งาน 2 โหมดอัจฉริยะ คือ Smooth Follow ที่ภาพจะเคลื่อนตามศีรษะอย่างนุ่มนวล และ Pin Mode ที่ปักหน้าจอให้นิ่งสนิทในอากาศ
  3. เพิ่มเสถียรภาพในการเล่นเกม: สำหรับเกมเมอร์ การใช้ Neckband จะทำให้จอภาพนิ่งและตอบสนองเร็วขึ้น ลดอาการเบลอหรือสั่นขณะเคลื่อนไหวรวดเร็ว
  4. ลดภาระให้ตัวแว่น: Neckband มีชิปประมวลผลและแบตเตอรี่ในตัว ช่วยแบ่งเบาภาระการประมวลผลและพลังงานจากตัวแว่น ทำให้แว่นมีน้ำหนักเบา ไม่ร้อน และใช้งานได้ยาวนานขึ้น
  5. ยกระดับการทำงานหลายจอ: ช่วยให้การจัดการหน้าจอเสมือนใน SpaceWalker มีความเสถียรและแม่นยำยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง

การเปิดตัว VITURE Luma Pro ไม่ใช่แค่การนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการส่งสัญญาณว่าตลาดเทคโนโลยี XR กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “ใช้งานได้จริง” ในชีวิตประจำวัน การผสานรวมคุณสมบัติด้านความบันเทิงระดับไฮเอนด์เข้ากับเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ทรงพลัง ทำให้ Luma Pro เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการเจาะตลาดในวงกว้าง ตั้งแต่ผู้บริโภคทั่วไปไปจนถึงองค์กรธุรกิจ

ในเชิงเศรษฐกิจ Luma Pro อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคสื่อและการทำงาน ผู้คนอาจลดการพึ่งพาจอโทรทัศน์หรือมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม หันมาใช้อุปกรณ์สวมใส่ที่ให้ความเป็นส่วนตัวและพกพาสะดวกกว่า ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์สำหรับแพลตฟอร์ม XR โดยเฉพาะ

VITURE Luma Pro ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อนาคตของ “หน้าจอ” ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมอีกต่อไป แต่มันคือพื้นที่เสมือนจริงที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งพร้อมจะติดตามเราไปทุกที่ ทุกเวลา

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารล่าสุดและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  VITURE Thailand Community

#VITURE #LumaPro #แว่นXR #แว่นตาอัจฉริยะ #เทคโนโลยี #นวัตกรรม #เศรษฐกิจดิจิทัล #SpatialComputing #WorkFromAnywhere #Gadget #ข่าวเศรษฐกิจ

Related Posts