ABB ชี้ไทยจ่อผู้นำพลังงานเอเชีย แต่ต้องเร่งปิดช่องว่างสู่ศักยภาพสูงสุด

ABB ชี้ไทยจ่อผู้นำพลังงานเอเชีย แต่ต้องเร่งปิดช่องว่างสู่ศักยภาพสูงสุด

เอบีบี (ABB) เผยผลสำรวจ “ดัชนีความพร้อมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 2025” ฉบับสมบูรณ์ ชี้ชัดศักยภาพประเทศไทยในการเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ด้วยความเชื่อมั่นขององค์กรที่สูงถึง 80% ในการเดินหน้าตามแผนแม้เผชิญความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม รายงานได้เจาะลึกถึงความจริงอีกด้านที่น่าขบคิด เมื่อองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดเป้าหมาย Net-Zero ที่ชัดเจน

การรายงานข้อมูลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ และเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนบุคลากรทักษะสีเขียวอย่างหนัก บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกทั้ง 4 เสาหลักแห่งความพร้อม ตั้งแต่กลยุทธ์, เทคโนโลยี, การเงิน ไปจนถึงบุคลากร เพื่อฉายภาพอนาคตพลังงานไทยที่เต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางความพยายามของประชาคมโลกในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้กลายเป็นศูนย์กลางแห่งความหวังและสมรภูมิสำคัญที่จะกำหนดอนาคตพลังงานของโลก ด้วยพลวัตทางเศรษฐกิจที่สูงและความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในบริบทนี้ ผู้นำธุรกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่ถึง 79% เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้ ได้เปิดโอกาสครั้งสำคัญให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทผู้นำในระดับโลกได้

เพื่อทำความเข้าใจภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนนี้ ฝ่ายอุตสาหกรรมพลังงานของเอบีบี (ABB) ได้จัดทำรายงานวิจัยเชิงลึกฉบับสำคัญ “ดัชนีความพร้อมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2025 (Energy Transition Readiness Index 2025)” ซึ่งได้กลายเป็นเครื่องมือชี้วัดที่มีความน่าเชื่อถือสูงในการประเมินความพร้อมของภูมิภาค รายงานฉบับนี้ได้เจาะลึกสถานการณ์ของประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจซึ่งประกอบด้วยความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งและความท้าทายเชิงโครงสร้างที่รอการแก้ไข

นายแอนเดอร์ มัลทีเซ็น ประธานฝ่ายอุตสาหกรรมพลังงานของเอบีบีในภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า “สมรรถนะของประเทศไทยที่ได้จากตัวชี้วัดความพร้อมทุกรายการนั้นเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเป็นผลจากการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและได้รับการยอมรับอย่างมาก การลงทุนที่เพิ่มขึ้น และการใช้ AI อย่างมีวิสัยทัศน์ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากความมุ่งมั่นระดับประเทศ ประเทศไทยจึงมีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของภูมิภาคนี้ และเพื่อให้ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มประสิทธิภาพ องค์กรธุรกิจไทยจำเป็นต้องเสริมการวางแผนกลยุทธ์และทักษะกำลังคนให้แข็งแกร่ง ด้วยการลงทุนที่ตรงเป้า และความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อปิดช่องว่างและสร้างอนาคตด้านพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น”

ระเบียบวิธีการสำรวจที่น่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือของดัชนีนี้ตั้งอยู่บนระเบียบวิธีการสำรวจที่รัดกุม โดยเป็นการสำรวจแบบปกปิดข้อมูลสองฝ่าย (double-blind) ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน พ.ศ. 2568 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้นำด้านธุรกิจหรือการใช้พลังงานจำนวนถึง 4,085 ราย ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงต่อกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยี, ความยั่งยืน, การใช้พลังงานไฟฟ้า และระบบอัตโนมัติขององค์กร

การสำรวจครอบคลุม 12 ตลาดสำคัญในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ ออสเตรเลีย, จีน, อินโดนีเซีย, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, นิวซีแลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, ไทย และเวียดนาม นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังเป็นตัวแทนจาก 10 ประเภทอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานในระดับสูง อาทิ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และการกลั่น, ดาต้าเซนเตอร์, พลังงานและการผลิตไฟฟ้า, อุตสาหกรรมและการผลิต, น้ำมันและก๊าซ, การขนส่ง และการจัดการน้ำและของเสีย เป็นต้น

ภาพรวมที่สดใส: ความเชื่อมั่นและการลงทุนที่แข็งแกร่งของไทย

นายจตุพร วานิชสุขสมบัติ ผู้อำนวยการธุรกิจโพรเซส ออโตเมชัน บริษัท เอบีบี ออโตเมชั่นประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) คือการเปลี่ยนจากการใช้พลังงานฟอสซิลที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก ไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายในปี 2050 ที่จะทำให้การปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศมีความสมดุลกับการกักเก็บคาร์บอน หรือที่เรียกว่า Carbon Neutrality เพื่อแก้ไขปัญหาก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์เป็นส่วนประกอบหลักถึง 85% และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

“ความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยนั้นขึ้นอยู่กับ ‘สามเหลี่ยมพลังงาน’ (Energy Trilemma) ซึ่งประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักที่ต้องสร้างสมดุล ได้แก่ 1. ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) คือการมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและไม่ติดขัด 2. ราคาที่เข้าถึงได้ (Affordability) คือค่าพลังงานที่ประชาชนสามารถจ่ายได้ และ 3. ความยั่งยืน (Sustainability) คือการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการจะมุ่งไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไปย่อมส่งผลกระทบต่อด้านอื่นๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการทั้งสามส่วนนี้ไปพร้อมกันอย่างสมดุล”

ขณะที่ผลสำรวจได้สะท้อนภาพรวมเชิงบวกของประเทศไทยในหลายมิติ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นของภาคเอกชนที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำประกาศ แต่สะท้อนผ่านการกระทำที่เป็นรูปธรรม

  • ความแน่วแน่ท่ามกลางความผันผวน: แม้ว่า 67% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ตัวเลขที่น่าประทับใจคือ 80% ขององค์กรในไทยยืนยันว่าแผนงานของพวกเขายังคงเดินหน้าต่อไปโดยไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งบ่งชี้ถึงการวางแผนระยะยาวที่มั่นคง
  • การยอมรับพลังงานหมุนเวียนอย่างกว้างขวาง: พลังงานแสงอาทิตย์ถูกยกให้เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนหลักในปัจจุบันอย่างท่วมท้นถึง 79% ตามมาด้วยพลังงานน้ำ (64%) และพลังงานลม (55%) และเมื่อมองไปในอีก 5 ปีข้างหน้า พลังงานแสงอาทิตย์ (63%), พลังงานน้ำ (59%), และพลังงานลม (56%) ก็ยังคงถูกมองว่าจะเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ ที่สำคัญที่สุด
  • การลงมือปฏิบัติจริง: มากกว่าหนึ่งในสามขององค์กรไทย (39%) ระบุว่าปัจจุบันมีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ใช้แล้ว โดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานเป็นผู้นำในด้านนี้ถึง 80%
  • แนวโน้มการเติบโตในอนาคต: องค์กรไทยส่วนใหญ่ถึง 77% คาดการณ์ว่าจะเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนของตนขึ้นอีกมากกว่า 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า

ความจริงอีกด้าน: ช่องว่างระหว่างความรู้สึกและความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสัญญาณบวกเหล่านี้ รายงานได้เผยให้เห็นถึงช่องว่างที่น่าขบคิดระหว่างความรู้สึกกับการปฏิบัติจริง แม้ว่า 59% ของผู้ตอบแบบสำรวจจะรู้สึกว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศกำลังดำเนินไปในระดับที่ “เพียงพอ” แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสำรวจเกือบทั้งหมด หรือ 94% กลับเชื่อว่าผู้นำธุรกิจยังสามารถ “ทำได้มากกว่านี้” เพื่อเร่งผลักดันการเปลี่ยนแปลง ความขัดแย้งทางความคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า มาตรฐาน “ความเพียงพอ” ในปัจจุบัน อาจยังไม่สูงพอที่จะนำพาประเทศไปสู่เป้าหมายที่แท้จริงได้

ABB
นายจตุพร วานิชสุขสมบัติ ผู้อำนวยการธุรกิจโพรเซส ออโตเมชัน บริษัท เอบีบี ออโตเมชั่นประเทศไทย จำกัด

เจาะลึก 4 เสาหลักแห่งความท้าทายเชิงโครงสร้าง

เพื่อทำความเข้าใจถึงรากของปัญหา รายงานได้วิเคราะห์ความพร้อมของไทยผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ซึ่งเผยให้เห็นถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

1. กลยุทธ์ (Strategy): วิกฤตการณ์ด้านวิสัยทัศน์และการสื่อสาร เสาหลักด้านกลยุทธ์เผยให้เห็นถึงช่องว่างที่น่าเป็นห่วงที่สุด แม้องค์กรจะมีความมุ่งมั่น แต่กลับขาดแผนงานที่เป็นรูปธรรมและการสื่อสารที่โปร่งใส

  • การขาดเป้าหมายที่ชัดเจน: มีองค์กรไทยเพียง 39% เท่านั้นที่มีการกำหนดเป้าหมาย Net-Zero อย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่าองค์กรส่วนใหญ่กว่า 61% ยังคงดำเนินงานโดยปราศจากธงนำที่ชัดเจน โดยภาคอุตสาหกรรมและการผลิตเป็นกลุ่มที่มีการตั้งเป้าหมายนี้มากที่สุดที่ 61% นอกจากนี้ 42% ขององค์กรยังขาดการวางแผนด้านความยั่งยืนในภาพรวมอีกด้วย
  • ปัญหาการสื่อสารและความโปร่งใส: ประเด็นที่น่าตกใจคือ 74% ของผู้ตอบแบบสำรวจไทยยอมรับว่าองค์กรของตน “ขาดการรายงานความคืบหน้าของเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ” (อย่างน้อยปีละครั้ง) โดยปัญหานี้รุนแรงที่สุดในภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน (86%) และภาคการจัดการน้ำและของเสีย (84%) การขาดความโปร่งใสนี้ไม่เพียงแต่ลดทอนความน่าเชื่อถือ แต่ยังทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่สามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้
  • ความไม่สอดคล้องของทีมผู้นำ: แม้ในองค์กรที่มีแผนด้านความยั่งยืนอยู่แล้ว ก็ยังประสบปัญหา โดยเฉลี่ย 40% รายงานว่าขาดความสอดคล้องกันระหว่างทีมผู้นำในระดับโลก, ภูมิภาค และท้องถิ่น

2. เทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน (Technology and Infrastructure): ความคาดหวังและความเป็นจริง เทคโนโลยีถูกมองว่าเป็นความหวังสำคัญ แต่การนำไปปฏิบัติยังคงเผชิญอุปสรรคและความลังเล

  • ช่องว่างระหว่างศักยภาพและความเป็นจริง: ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ถึง 65% จัดให้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนที่มี “ศักยภาพสูงสุด” ในการเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ในความเป็นจริง มีเพียง 34% ที่ระบุว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็น “ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก” ในปัจจุบัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่ายังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพของเทคโนโลยีได้อย่างเต็มที่
  • อุปสรรคในการนำไปใช้: 20% ขององค์กรระบุว่า “ข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี” เป็นอุปสรรคโดยตรงในการบรรลุเป้าหมาย ขณะที่ 28% มองว่า “การต่อต้านหรือการขาดความตระหนักรู้ของสาธารณะ” เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านล่าช้า
  • วิกฤตความเชื่อมั่นในข้อมูล: ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือ เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ (47%) ยอมรับว่า “ขาดความมั่นใจในความถูกต้องของข้อมูลเทคโนโลยีด้านพลังงานและความยั่งยืนขององค์กรตนเอง” ซึ่งเป็นปัญหารากฐานที่ทำให้การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อาจตั้งอยู่บนข้อมูลที่ผิดพลาด
  • มุมมองต่อ AI: AI และระบบอัตโนมัติถูกมองในเชิงบวก โดย 41% มองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการ “เปลี่ยนแปลง” (Transformational) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดคาร์บอน และอีก 28% มองว่ามีบทบาทสำคัญในการ “สนับสนุน” (Supportive) เทคโนโลยีที่มีอยู่

3. การเงิน (Finance): การลงทุนที่แข็งแกร่งแต่ยังมีความกังวล แม้ว่าการลงทุนจะอยู่ในระดับสูง แต่ความคาดหวังและการจัดลำดับความสำคัญยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา

  • การทุ่มงบประมาณเพื่ออนาคต: องค์กรไทย 74% กำลังจัดสรรงบลงทุน (CAPEX) มากกว่า 10% ให้กับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยภาคอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน (93%) และภาคอุตสาหกรรมการผลิต (89%) เป็นกลุ่มที่ลงทุนหนักที่สุด
  • คาดการณ์การลงทุนที่เพิ่มขึ้น: แนวโน้มการลงทุนยังคงเป็นบวก โดย 32% คาดว่าภายในปีหน้าจะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% และสัดส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 48% ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า
  • ความเชื่อมั่นที่อาจเป็นภาพลวงตา: แม้ 58% จะเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าการลงทุนขององค์กรตนเอง “เพียงพอ” ต่อการบรรลุเป้าหมาย แต่ตัวเลขนี้กลับขัดแย้งกับข้อมูลที่ว่า 94% ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมดเชื่อว่าผู้นำธุรกิจยังสามารถทำได้มากกว่านี้ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงการประเมินตนเองที่สูงกว่าความเป็นจริง

4. บุคลากรที่มีความสามารถ (Talent): วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุด เสาหลักด้านบุคลากรถือเป็นความท้าทายที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุด ซึ่งอาจเป็นคอขวดที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย

  • ภาวะขาดแคลนทรัพยากร: องค์กรเกือบหนึ่งในสาม (32%) กล่าวว่ามีทรัพยากรไม่เพียงพอต่อการสนับสนุนกลยุทธ์และแผนงาน โดยปัญหานี้รุนแรงที่สุดในภาคการขนส่ง ซึ่งสูงถึง 62%
  • สงครามแย่งชิงบุคลากรสีเขียว: มากกว่าครึ่งหนึ่ง (51%) ขององค์กรระบุว่ากำลังประสบปัญหาในการสรรหาบุคลากรที่มีทักษะด้านสิ่งแวดล้อม
  • เจาะลึกสาเหตุของปัญหา: รายงานได้ชี้ถึง 3 สาเหตุหลักของอุปสรรคในการสรรหาบุคลากร ได้แก่:
    • ขาดผู้มีความสามารถในตลาด (70%)
    • บริษัทเสนอเงินเดือนไม่สูงพอ (67%)
    • บริษัทเชื่อในการฝึกอบรมพนักงานที่มีอยู่มากกว่าการจ้างคนใหม่ (66%)

หนทางข้างหน้า: ความร่วมมือคือคำตอบสุดท้าย

เมื่อเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้างเหล่านี้ “ความร่วมมือ” จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ผู้ตอบแบบสำรวจ 33% ระบุว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) คือหนึ่งในโอกาสที่สำคัญที่สุดที่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่

เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ตอบแบบสำรวจได้ชี้ถึงรูปแบบความร่วมมือที่จำเป็นที่สุด ดังนี้:

  • ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลข้ามภูมิภาคเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้า (65%)
  • การลงทุนภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้น (61%)
  • แรงจูงใจและเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่แข็งแกร่งขึ้น (56%)

นอกจากนี้ องค์กรในไทยยังมีความร่วมมือที่กว้างขวางกับสถาบันภายนอกเพื่อพัฒนาบุคลากร โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยมากที่สุด (41%) ตามมาด้วยองค์กรพัฒนาระหว่างประเทศ (36%) , กลุ่มอุตสาหกรรม (33%) , และหน่วยงานภาครัฐ (32%)

บทสรุป: จากศักยภาพสู่การเป็นผู้นำที่ยั่งยืน

ดัชนีความพร้อมการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 2025 จาก ABB ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่แท้จริงในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านพลังงานของภูมิภาค แต่เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การจะเปลี่ยนศักยภาพให้กลายเป็นความจริงได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยการยอมรับความจริงและลงมือแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

ตั้งแต่การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมาย Net-Zero ที่ชัดเจนในระดับองค์กร, การสร้างความโปร่งใสผ่านการรายงานข้อมูลต่อสาธารณะ, การปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรสีเขียวที่ตลาดต้องการ, ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่มั่นคงเพื่อดึงดูดการลงทุนระยะยาว อนาคตพลังงานที่ยั่งยืนของประเทศไทยขึ้นอยู่กับความสามารถในการผนึกกำลังและร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในวันนี้

#EnergyTransition #Thailand #ABB #RenewableEnergy #SustainableFuture #เศรษฐกิจ #ข่าวเศรษฐกิจ #พลังงานสะอาด #NetZero #GreenSkills #AI #นโยบายพลังงาน #การลงทุน #ความยั่งยืน

Related Posts