บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการโซลูชัน Net Zero ชั้นนำของไทย ประกาศแผนรุกขยายธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ระดับสาธารณูปโภคในประเทศญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าหมายขยายพอร์ตโฟลิโอให้มีกำลังการผลิตมากกว่า 1 กิกะวัตต์ชั่วโมง (GWh) ภายในปี 2573 ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้ไม่เพียงตอกย้ำศักยภาพของบริษัทไทยในเวทีพลังงานระดับโลก แต่ยังส่งให้บ้านปู เน็กซ์ กลายเป็นบริษัทสัญชาติไทยรายแรกที่สามารถเข้าสู่ตลาดซื้อขายพลังงานของญี่ปุ่นได้สำเร็จ โดยมีโครงการแบตเตอรี่ฟาร์ม “โตโนะ” เป็นหัวหอกนำร่องที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว สะท้อนถึงก้าวที่มั่นคงในการเป็นผู้เล่นหลักขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานและเป้าหมายลดคาร์บอนของญี่ปุ่น
การประกาศเดินหน้าขยายธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Utility-scale Battery Energy Storage System: BESS) ในญี่ปุ่นของ บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บมจ.บ้านปู ถือเป็นก้าวย่างเชิงกลยุทธ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่งในแวดวงพลังงาน การตั้งเป้าหมายขยายกำลังการผลิตให้มากกว่า 1 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี พ.ศ. 2573 เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปมีบทบาทสำคัญในหนึ่งในตลาดพลังงานที่ใหญ่และมีพลวัตสูงที่สุดในเอเชีย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นสมรภูมิยุทธศาสตร์ของบ้านปู เน็กซ์ มาจากการวิเคราะห์ตลาดอย่างเฉียบคม ข้อมูลจาก Grand View Research ระบุว่า ตลาด BESS ของญี่ปุ่นมีมูลค่าสูงถึง 593.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2566 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึงร้อยละ 32.1 ภายในปี 2573 การเติบโตอย่างมหาศาลนี้ได้รับแรงหนุนจากหลายปัจจัย ทั้งนโยบายที่แข็งแกร่งของรัฐบาลญี่ปุ่นที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจน และความต้องการระบบกักเก็บพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับโครงข่ายไฟฟ้าที่ต้องรองรับพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงขึ้น
นายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในกลยุทธ์ของบ้านปู เน็กซ์ คือการเข้าสู่ตลาด BESS ระดับสาธารณูปโภค ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจของเรา โดยเราสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดด้วยการเพิ่มมูลค่าในธุรกิจแบตเตอรี่ที่ครอบคลุม และการเลือกทำตลาดในประเทศที่มีศักยภาพสูง… ด้วยปัจจัยเหล่านี้ยืนยันได้ว่าญี่ปุ่นเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์ที่มีความต้องการระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”
ความสำเร็จจาก “โตโนะ” สู่การขยายพอร์ตโครงการทั่วประเทศ
ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมและเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของบ้านปู เน็กซ์ คือ โครงการโตโนะ (Tono) แบตเตอรี่ฟาร์มแห่งแรกของบริษัทในญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิต 58 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) โครงการนี้ได้เชื่อมต่อเข้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ของ Tohoku Electric Power Co. (Tohoku EPCO) และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date: COD) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ความสำเร็จนี้ไม่เพียงเป็นการสร้างรายได้ แต่ยังเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ให้บ้านปู เน็กซ์ในฐานะบริษัทไทยรายแรกที่เข้าสู่ตลาดซื้อขายพลังงานในญี่ปุ่นได้สำเร็จ ซึ่งเป็นตลาดที่มีกฎระเบียบและความซับซ้อนสูง
ต่อยอดจากความสำเร็จดังกล่าว บ้านปู เน็กซ์ยังเดินหน้าพัฒนาโครงการ BESS ขนาดใหญ่อีกหลายแห่งทั่วญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย:
- โครงการไอสึ (Aizu): ตั้งอยู่ในจังหวัดฟุกุชิมะ มีขนาดกำลังการผลิต 104 MWh
- โครงการทสึโนะ (Tsuno): ตั้งอยู่ในจังหวัดมิยาซากิ มีขนาดกำลังการผลิต 104 MWh
- โครงการคามิกุมิ-โตเกียว (Kamigumi-Tokyo): โครงการขนาด 8 MWh ที่พัฒนาร่วมกับพันธมิตรอย่าง บริษัท คามิกุมิ จำกัด (Kamigumi Co., Ltd.)
ที่น่าสนใจคือ โครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐของญี่ปุ่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการโตโนะ, ไอสึ และทสึโนะ ได้รับเงินอุดหนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of Economy, Trade and Industry: METI) ขณะที่โครงการคามิกุมิ-โตเกียว ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ก็ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมหานครโตเกียว (Tokyo Metropolitan Government) การสนับสนุนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีต่อเทคโนโลยีและแผนการดำเนินงานของบ้านปู เน็กซ์ และยังเป็นเครื่องยืนยันว่าโครงการเหล่านี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ โดยโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทั้งสามแห่งมีกำหนดจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2571

เบื้องหลังความได้เปรียบ: เทคโนโลยี AI และโมเดลสร้างรายได้ที่หลากหลาย
หัวใจสำคัญที่สร้างความโดดเด่นและความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับบ้านปู เน็กซ์ คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการการทำงานของระบบ BESS ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าแค่การอัดและจ่ายประจุไฟฟ้า
นายสมิทธิพรได้ให้ทรรศนะในประเด็นนี้ว่า “บ้านปู เน็กซ์ ติดตั้ง BESS โดยใช้เทคโนโลยี AI ควบคุมการทำงานของระบบ ซึ่งมีจุดเด่นที่ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากตลาดซื้อขายพลังงานผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน แต่ยังรักษาเสถียรภาพของกริด ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในโมเดลการสร้างรายได้หลายทางจากส่วนต่างของราคาในตลาดพลังงาน อาทิ การซื้อขายตามส่วนต่างราคา (Price Arbitrage), ตลาดสมดุล (Balancing Market) และตลาดกำลังการผลิต (Capacity Market)”
คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นถึงโมเดลธุรกิจที่ชาญฉลาดและซับซ้อน โดย AI จะทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลตลาดพลังงานแบบเรียลไทม์ เพื่อตัดสินใจว่าจะซื้อไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ช่วงที่ราคาถูก (เช่น ช่วงกลางวันที่พลังงานแสงอาทิตย์ล้นระบบ) และจะขายไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่เมื่อใดที่ราคาพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างกำไรจากส่วนต่างราคา นอกจากนี้ BESS ของบ้านปู เน็กซ์ ยังเข้าไปมีส่วนร่วมใน “ตลาดสมดุล” ซึ่งเป็นการให้บริการรักษาเสถียรภาพความถี่ของโครงข่ายไฟฟ้า และ “ตลาดกำลังการผลิต” ที่เป็นการรับประกันว่ามีกำลังไฟฟ้าสำรองพร้อมจ่ายให้กับระบบในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูงสุด ซึ่งบริการเหล่านี้ล้วนสร้างกระแสรายได้ที่มั่นคงเพิ่มเติมเข้ามา นอกเหนือจากการซื้อขายไฟฟ้าปกติ
มองไปข้างหน้า: จากญี่ปุ่นสู่ผู้นำระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
แม้ว่าปัจจุบันจะมุ่งเน้นที่ตลาดญี่ปุ่นเป็นหลัก แต่บ้านปู เน็กซ์ ยังคงมองหาโอกาสในการขยายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีศักยภาพการเติบโตสูง การรุกขยายธุรกิจ BESS ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงทุนในโครงการ แต่เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Ecosystem) ของบริษัทให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการให้บริการโซลูชันด้านพลังงานอัจฉริยะ
การขยายธุรกิจ BESS ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของบริษัท และตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดแบบครบวงจรชั้นนำในภูมิภาค
“ในอนาคต บ้านปู เน็กซ์ จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมโซลูชัน Net Zero เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ BESS และโซลูชันพลังงานครบวงจรของเรา ควบคู่ไปกับการปรับทิศทางธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวโน้มของเทคโนโลยีพลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านภูมิภาคสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ” นายสมิทธิพร กล่าวสรุป
โดยสรุป การเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอ BESS ในญี่ปุ่นของบ้านปู เน็กซ์ ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่าบริษัทพลังงานของไทยมีความสามารถในการแข่งขันและพร้อมที่จะเป็นผู้นำในเวทีระดับโลก ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน แต่ยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและอนาคตคาร์บอนต่ำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกโดยรวม
#BanpuNEXT #บ้านปูเน็กซ์ #BatteryEnergyStorage #BESS #InfrastructureServices #GrowthStrategy #พลังงานหมุนเวียน #ตลาดญี่ปุ่น #NetZero #ลดคาร์บอน #เศรษฐกิจ #การลงทุน

