โรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการแพทย์ระดับโลก เปิดตัวเทคโนโลยี “การกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น” หรือ HNS (Hypoglossal Nerve Stimulation) ทางเลือกใหม่ที่ได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ และ อย.ไทย เพื่อรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (OSA) สร้างความหวังให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้เครื่อง CPAP ได้สำเร็จ ชูความพร้อมทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพและเทคโนโลยีขั้นสูง มั่นใจยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ด้วยอัตราความสำเร็จสูงถึง 90%
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – วงการแพทย์ไทยต้องจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อโรงพยาบาล บำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้นำด้านการแพทย์ระดับโลก ประกาศความสำเร็จในการนำเทคโนโลยี Hypoglossal Nerve Stimulation (HNS) หรือ “การกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น” เข้ามาใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ได้สำเร็จ นับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่มอบความหวังและคุณภาพชีวิตใหม่ให้กับผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์กับภาวะดังกล่าว โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการรักษามาตรฐานเดิมอย่างเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) ได้
เทคโนโลยี HNS เป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งประเทศไทย (อย.) และได้ถูกนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วโลกแล้วกว่า 100,000 ราย จึงสามารถมั่นใจได้ในประสิทธิภาพและความปลอดภัย
ภัยเงียบที่เรียกว่า OSA: มากกว่าแค่การนอนกรน
พญ.ดารกุล พรศรีนิยม แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยาและเวชศาสตร์การนอนหลับ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า การนอนหลับที่มีคุณภาพคือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูร่างกายและสมอง แต่ภาวะ OSA คือตัวการหลักที่ทำลายคุณภาพการนอน โรคนี้เกิดจากทางเดินหายใจส่วนต้นแฟบหรือหย่อนตัวลงขณะหลับ ทำให้ลมเข้าสู่ปอดได้ไม่เต็มที่หรืออาจหยุดหายใจไปชั่วขณะ ส่งผลให้สมองต้องปลุกร่างกายให้ตื่นขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดคืน
ในประเทศไทย คาดการณ์ว่าเพศชายวัยกลางคนมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูงถึง 20-30% และเพศหญิง 10-15% สัญญาณเตือนของโรคนี้มีหลากหลาย ตั้งแต่การนอนกรนเสียงดัง, สะดุ้งตื่นกลางดึก, ตื่นมาไม่สดชื่น, ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน, กัดฟัน, ปวดศีรษะตอนเช้า, ไปจนถึงอาการง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวัน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้าได้
กลุ่มเสี่ยง ของภาวะ OSA ได้แก่ เพศชาย, ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน, ผู้ที่มีสรีระจมูกคดหรือคางเล็ก, ต่อมทอนซิลโต, ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ และผู้ที่ใช้ยานอนหลับ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ภาวะนี้อาจนำไปสู่โรคร้ายแรงอื่นๆ ตามมาได้ เช่น โรคเบาหวาน, ความดันโลหิตสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง, อัลไซเมอร์, มะเร็งบางชนิด และภาวะเสื่อมสมรรภาพทางเพศ
การวินิจฉัยสามารถทำได้อย่างแม่นยำด้วยการตรวจการนอนหลับ (Sleep Test) ซึ่งใช้เวลาเพียง 1 คืนและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด
HNS: นวัตกรรมเปลี่ยนโลก ตอบโจทย์ผู้ที่ไปต่อกับ CPAP ไม่ไหว
ศ.นพ.ชัยรัตน์ นิรันตรัตน์ แพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิกวิทยา และโสต ศอ นาสิกวิทยาการนอนหลับ กล่าวว่า แม้การใช้เครื่อง CPAP จะเป็นวิธีรักษาหลักที่ได้ผลดี แต่ผู้ป่วยจำนวนมาก หรืออาจสูงถึง 50% ไม่สามารถทนต่อการใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน “เทคโนโลยี HNS จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจและเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้” ศ.นพ.ชัยรัตน์ กล่าว
หลักการทำงานของ HNS คือการผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นขนาดเล็กไว้ใต้ผิวหนังบริเวณหน้าอก เครื่องจะตรวจจับจังหวะการหายใจ และเมื่อผู้ป่วยหายใจเข้า จะส่งสัญญาณไฟฟ้าอย่างอ่อนโยนไปกระตุ้นเส้นประสาทใต้ลิ้น ทำให้ลิ้นและกล้ามเนื้อทางเดินหายใจเคลื่อนมาด้านหน้า เปิดทางเดินหายใจให้โล่งขึ้น จุดเด่นคือเป็นอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ภายในร่างกาย ทำงานเงียบ ไม่ต้องสวมหน้ากากหรืออุปกรณ์ภายนอก และควบคุมการเปิด-ปิดได้ง่ายด้วยรีโมตคอนโทรล ซึ่งหากรีโมตคอนโทรลเกิดสูญหาย ผู้ป่วยสามารถติดต่อบริษัทเพื่อจัดซื้อใหม่ได้

ผลการวิจัยทางคลินิก STAR Trial ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ชั้นนำ The New England Journal of Medicine ยืนยันว่าการรักษาด้วย HNS มีประสิทธิภาพสูง โดยช่วยลดจำนวนครั้งของการหยุดหายใจได้อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยให้อาการง่วงนอนตอนกลางวันดีขึ้นอย่างคงที่ในระยะยาว โดยมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่ำมาก
ความพร้อมของบำรุงราษฎร์: ทีมแพทย์ เทคโนโลยี และผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
อ.นพ.วิชพันธ์ เหมรัตนโรจน์ ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก อธิบายว่า “การผ่าตัด HNS เป็นการผ่าตัดเล็กแต่มีความซับซ้อน เนื่องจากต้องจัดการกับเส้นประสาทใต้ลิ้นที่มีขนาดเล็กมาก จึงต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์และเครื่องมือที่ทันสมัย” ความสำเร็จของการรักษานี้ต้องอาศัยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการที่ทำงานร่วมกันแบบสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีความพร้อมสูงสุด
การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง มีขนาดแผลเล็กเพียง 2-5 ซม. ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถกลับบ้านได้ภายใน 1 วัน และใช้เวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ ก่อนจะกลับมาเปิดใช้งานเครื่องได้ในอีก 1 เดือนถัดมา หลังพักฟื้น ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและออกกำลังกายได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการยกของหนักในช่วง 2 สัปดาห์แรก ด้วยตัวอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กและฝังอยู่ติดกับร่างกาย จึงไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ ผู้ป่วยสามารถผ่านเครื่องเอกซเรย์ได้ แต่จะมีข้อจำกัดบางประการในการทำ MRI
ทั้งนี้ในด้านการลงทุนเพื่อสุขภาพ แบตเตอรี่ของอุปกรณ์มีอายุการใช้งานยาวนานประมาณ 11 ปี และสามารถผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนใหม่ได้เมื่อครบกำหนด โดยค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด HNS จะอยู่ที่ประมาณ 1.6-1.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว ด้วยอัตราความสำเร็จในการรักษาที่สูงถึง 90%
การนำนวัตกรรม HNS เข้ามาในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับในประเทศไทย แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาด Medical Tourism ที่บำรุงราษฎร์มีความแข็งแกร่ง ถือเป็นการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งในมิติของการดูแลสุขภาพและมิติทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง
#HNS #หยุดหายใจขณะหลับ #นอนกรน #นวัตกรรมการแพทย์ #บำรุงราษฎร์ #Bumrungrad #SleepApnea #Inspire #สุขภาพการนอน #ObstructiveSleepApnea #เทคโนโลยีการแพทย์

