รัฐบาล อัดฉีดมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจศรีสะเกษหลังเหตุปะทะชายแดน

รัฐบาล อัดฉีดมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจศรีสะเกษหลังเหตุปะทะชายแดน

“ประเสริฐ จันทรรวงทอง” ในฐานะตัวแทน รัฐบาล ลงพื้นที่ศรีสะเกษ มอบเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมกางแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกมิติหลังเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ชู 3 เสาหลักเร่งด่วน: ซ่อมโครงสร้างพื้นฐาน ปูพรมอินเทอร์เน็ตชุมชน และสร้างอาชีพใหม่ ตั้งเป้าพลิกฟื้นวิถีชีวิตประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้กลับมาโดยเร็วที่สุด

ศรีสะเกษ, ประเทศไทย – ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าและความกังวลจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลได้เคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและวางรากฐานการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อเป็นตัวแทน รัฐบาล ในการมอบความช่วยเหลือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการความช่วยเหลือทั้งในมิติทางสังคมและมิติทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาชนและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับคืนสู่ภาวะปกติได้โดยเร็วที่สุด

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความเสียใจและให้กำลังใจ แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลในการ “พลิกวิกฤตสู่โอกาส” โดยมุ่งเน้นการเยียวยาที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ครอบคลุมถึงการวางโครงสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีความแข็งแกร่งและยั่งยืนกว่าเดิม

เยียวยาเร่งด่วน บรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า

ภารกิจแรกของนายประเสริฐและคณะคือการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วน โดยได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อมอบเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ให้แก่ครอบครัวของประชาชนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนจำนวน 9 ราย ซึ่งถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเยียวยาเบื้องต้นเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินให้กับครอบครัวที่สูญเสียเสาหลักไปอย่างกะทันหัน

จากนั้น คณะได้เดินทางไปยังศูนย์อพยพชั่วคราวในอำเภอกันทรลักษ์ เพื่อเยี่ยมเยียนและมอบสิ่งของจำเป็นที่ได้รับบริจาคจากทั่วประเทศ ผ่านความร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด พร้อมกันนี้ ได้มีการร่วมวางดอกไม้เพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต ณ สถานีบริการน้ำมันบ้านผือ จุดที่เกิดเหตุการณ์รุนแรงซึ่งสร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

นายประเสริฐได้กล่าวในระหว่างการลงพื้นที่ โดยอ้างถึงความห่วงใยจากนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่า “ในฐานะตัวแทนรัฐบาลและตัวแทนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ฝากความห่วงใยมาถึงทุกท่านและฝากกําลังใจมาให้ผู้ปฏิบัติงาน รัฐบาลให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และต้องการให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด”

เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว รองนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการ 4 ประการที่ชัดเจนไปยังหน่วยงานในพื้นที่ ได้แก่:

  1. เร่งรัดเอกสาร: ให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ รวบรวมเอกสารของผู้ประสบภัยที่ยังตกค้างให้ครบถ้วนโดยเร็วที่สุด
  2. เร่งรัดการเบิกจ่าย: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ ติดตามและเร่งรัดกระบวนการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็ว
  3. เร่งรัดการตรวจสอบ: ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบรายชื่อผู้ประสบภัยที่เหลืออีก 24 ราย เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างครอบคลุม
  4. สำรวจความเสียหายเชิงโครงสร้าง: ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐานทุกประเภท ทั้งถนน โรงพยาบาล โรงเรียน วัด บ้านเรือนประชาชน รวมถึงโบราณสถานและโบราณวัตถุ เพื่อประเมินความเสียหายและขอรับการสนับสนุนงบประมาณในการซ่อมแซมฟื้นฟูต่อไป

กางพิมพ์เขียวฟื้นฟูเศรษฐกิจทุกมิติ: 3 เสาหลักพลิกฟื้นชายแดน

นอกเหนือจากการเยียวยาเฉพาะหน้า นายประเสริฐได้เปิดเผยถึงแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไป ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลงพื้นที่ในครั้งนี้ โดยรัฐบาลได้วางกรอบการทำงานที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้วงจรเศรษฐกิจในพื้นที่กลับมาหมุนเวียนอีกครั้ง

รัฐบาล

นายประเสริฐกล่าวว่า “นอกจากการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิตแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการเพิ่มเติมที่จะออกมาในไม่ช้านี้เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกมิติ” โดยมาตรการดังกล่าวตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ดังนี้

1. การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Rehabilitation): หัวใจแรกของการฟื้นฟูเศรษฐกิจคือการซ่อมแซม “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงชุมชน รัฐบาลจะให้ความสำคัญสูงสุดกับการซ่อมสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ปะทะ ไม่ว่าจะเป็นถนน สะพาน ระบบประปา ไฟฟ้า โรงพยาบาล และโรงเรียน การฟื้นฟูส่วนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้วิถีชีวิตของประชาชนกลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ การขนส่งสินค้าเกษตร และการเข้าถึงบริการของรัฐ การลงทุนในส่วนนี้ยังจะก่อให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคการก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง

2. การเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Access): ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี นายประเสริฐได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลในการเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อการฟื้นฟู โดยมีแผนเร่งด่วนในการติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมชุมชนในพื้นที่ประสบภัย การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายสินค้าท้องถิ่นผ่านช่องทางออนไลน์ (E-commerce), การเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้เพื่อพัฒนาอาชีพ, การศึกษาทางไกลสำหรับนักเรียนที่ไม่สามารถไปโรงเรียนได้ และที่สำคัญคือการเข้าถึงบริการต่างๆ ของภาครัฐได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเวลาในการติดต่อราชการ

3. การสร้างอาชีพและส่งเสริมธุรกิจใหม่ (Livelihood and Business Promotion): รัฐบาลตระหนักดีว่าประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินทำกินและแหล่งรายได้หลักจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้น มาตรการฟื้นฟูจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว โดยจะมีมาตรการส่งเสริมอาชีพใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ รวมถึงการสนับสนุนผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจหรือทำการเกษตรกรรมอีกครั้ง แม้ยังไม่มีรายละเอียดเชิงลึก แต่คาดว่ามาตรการเหล่านี้อาจอยู่ในรูปแบบของสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ, การจัดอบรมทักษะอาชีพที่ตลาดต้องการ, หรือการสนับสนุนปัจจัยการผลิตเบื้องต้น เพื่อช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้อีกครั้ง

ไปรษณีย์ไทย: กลไกเชื่อมน้ำใจคนไทยสู่ชายแดน

อีกหนึ่งบทบาทที่สำคัญในการช่วยเหลือครั้งนี้คือการทำงานของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ซึ่งเป็นหน่วยงานด่านหน้าที่ได้เปิดโครงการ “ตู้ ปณ. ช่วยผู้ประสบภัยไทย – กัมพูชา” เพื่อเป็นช่องทางให้คนไทยทั่วประเทศสามารถส่งสิ่งของจำเป็นไปช่วยเหลือประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 25 สิงหาคม 2568

นายประเสริฐกล่าวชื่นชมบทบาทดังกล่าวว่า “ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสําคัญของไปรษณีย์ไทย ในการเป็นกลไกกลางเชื่อมโยงความห่วงใยจากคนไทยทั่วประเทศ เพราะเชื่อว่าการส่งต่อสิ่งของจําเป็น ไม่เพียงเป็นการช่วยเหลือด้านกายภาพ แต่ยังเป็นพลังใจที่ยิ่งใหญ่ในยามยากลําบาก”

การเคลื่อนไหวของรัฐบาลในครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหาชายแดนศรีสะเกษคือวาระเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ทั้งการเยียวยาจิตใจ การบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้า และที่สำคัญที่สุดคือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและพลิกฟื้นให้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง

#เศรษฐกิจชายแดน #ศรีสะเกษ #ประเสริฐจันทรรวงทอง #รัฐบาลเพื่อไทย #เยียวยาผู้ประสบภัย #กระทรวงดีอี #ฟื้นฟูเศรษฐกิจ #ชายแดนไทยกัมพูชา #DigitalEconomy #LocalEconomy

Related Posts