สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัย อ็อกซฟอร์ด (OUP) ผนึกกำลัง “ซีเอ็ดยูเคชั่น” ยักษ์ใหญ่สื่อการเรียนรู้ของไทย ลงนาม MOU ครั้งประวัติศาสตร์ เปิดตัว “Oxford Test of English (OTE)” ชุดทดสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานโลก ชูธงยกระดับการประเมินผลสู่สากล จ่อใช้ในระบบ TCAS และปรับวิทยฐานะครู หวังปลดล็อกศักยภาพคนไทยในเวทีโลก
วงการการศึกษาไทยสั่นสะเทือนครั้งสำคัญ เมื่อ สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด (Oxford University Press: OUP) ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้ประกาศจับมือกับ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านสื่อการเรียนรู้และร้านหนังสือของไทยยาวนานกว่า 40 ปี ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อเปิดตัวและผลักดันชุดทดสอบภาษาอังกฤษ
“Oxford Test of English” (OTE) ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ในการปฏิรูปและยกระดับมาตรฐานการวัดผลทักษะภาษาอังกฤษของประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติ โดยมีเป้าหมายหลักในการนำผลการทดสอบไปใช้ในระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา (TCAS) และใช้เป็นเกณฑ์ในการปรับวิทยฐานะครูผู้สอน
OUP ชี้ภาษาอังกฤษคืออาวุธสำคัญในศตวรรษที่ 21
นายเจโรล ไช ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย สำนักพิมพ์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (OUP) ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการเชื่อมโยงระดับโลกอย่างไม่เคยมีมาก่อน ภาษาอังกฤษนับเป็นเครื่องมือสื่อสารหลักที่เชื่อมโยงผู้คนทุกวงการจากประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้น การเรียนการสอนภาษาอังกฤษจึงมิได้จำกัดเฉพาะไวยากรณ์ หรือคำศัพท์อีกต่อไป แต่ต้องครอบคลุมถึง ‘ทักษะการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร’ อย่างมีประสิทธิภาพในบริบทที่หลากหลาย”
นายเจโรลได้เน้นย้ำว่า OUP มีพันธกิจในการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการและการศึกษา การเปิดตัว Oxford Test of English (OTE) คือความภาคภูมิใจที่ OUP ได้ออกแบบชุดทดสอบเพื่อวัดระดับความสามารถทางภาษาอังกฤษครบทั้ง 4 ทักษะคือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ เพื่อการประเมินที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพสูงสุด
“OTE ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับกรอบ
CEFR (Common European Framework of Reference for Languages) ซึ่งเป็นมาตรฐานกลางที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ จุดเด่นสำคัญคือการใช้ระบบการสอบแบบปรับตามความสามารถของผู้สอบ (Adaptive Testing) ซึ่งจะเลือกชุดคำถามที่เหมาะสมกับระดับของผู้สอบโดยอัตโนมัติ ทำให้ผลลัพธ์แม่นยำและลดความเครียดของผู้สอบ ที่สำคัญคือใช้เวลาสอบเพียงประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งสั้นกว่าแบบทดสอบอื่น ๆ และมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม สามารถนำผลไปใช้ได้ทั้งการศึกษาต่อ การสมัครงาน หรือการประเมินผลทางวิชาการ” นายเจโรลกล่าว

เจาะลึก OTE กับการพลิกโฉมการศึกษาไทย
การมาถึงของ OTE ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเพิ่มทางเลือกในการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ แต่เป็นการนำเสนอนวัตกรรมที่จะเข้ามาแก้ปัญหาและตอบโจทย์บริบทการศึกษาของประเทศไทยที่กำลังต้องการเครื่องมือวัดผลที่ทันสมัยและน่าเชื่อถือ
1. ปลดล็อกระบบ TCAS สู่มาตรฐานสากล
รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ผู้จัดการระบบ TCAS และตัวแทนจากสภาอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ให้ความเห็นว่า การนำผลสอบที่มีมาตรฐานสากลอย่าง OTE มาใช้ในระบบ TCAS จะช่วยสร้างความเท่าเทียมและความโปร่งใสให้แก่ผู้สมัครทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติ
“การที่ OTE อ้างอิงกรอบมาตรฐาน CEFR ซึ่งมหาวิทยาลัยทั่วโลกยอมรับ จะเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาสามารถใช้ผลคะแนนเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาได้อย่างยืดหยุ่นและแม่นยำมากขึ้น ในระยะยาว หากเราสามารถบูรณาการผลสอบจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่าง OUP เข้ากับระบบ TCAS ได้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการคัดเลือก และสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างต่อเนื่อง” รศ.ดร.ชาลี กล่าว
2. ยกระดับวิทยฐานะและศักยภาพครูผู้สอน
ดร.ณัฐริน เจริญเกียรติบวร ผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานการพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (HCEC) มองว่า OTE จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาบุคลากรครู “การเปิดตัว OTE ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะช่วยยกระดับการศึกษาไทยสู่สากล และจะเอื้อต่อการปรับวิทยฐานะครูผู้สอนโดยศูนย์ HCEC นอกจากนี้ OTE ยังสามารถเป็น ‘เครื่องมือทางวิชาการสำหรับครู’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลสอบตามกรอบ CEFR จะช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับระดับของผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้ แทนที่วิธีการสอนแบบ ‘ชุดเดียวใช้กับทุกคน’ (One-size-fits-all) ที่เป็นข้อจำกัดในระบบเดิม”
ดร.ณัฐรินยังชี้ให้เห็นว่า OTE จะช่วยเน้นทักษะการฟังและการพูด ซึ่งมักถูกละเลยในการสอบรูปแบบเดิมๆ ทำให้ผู้เรียนมองเห็นจุดแข็งและจุดที่ควรพัฒนาของตนเองได้ชัดเจนขึ้น
“ซีเอ็ดยูเคชั่น” แม่ทัพขับเคลื่อน OTE ทั่วไทย
ในฐานะผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย นายรุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน) แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของ OTE และความพร้อมของซีเอ็ดในการผลักดันให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ
“ซีเอ็ดยูเคชั่นมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของไทย เราเชื่อมั่นใน 3 คุณลักษณะสำคัญของ OTE คือ
1.) มาตรฐานระดับโลก จาก OUP ที่มีความน่าเชื่อถือสูงสุด 2.) รูปแบบการสอบที่ยืดหยุ่น ทันสมัย เป็นมิตรกับผู้สอบ โดยเฉพาะระบบออนไลน์ที่วัดผลครบ 4 ทักษะ และ 3.) เหมาะสมกับบริบทการศึกษาไทย ที่ต้องการเครื่องมือวัดผลที่แม่นยำและนำไปต่อยอดได้”
นายรุ่งกาลกล่าวเสริมว่า “ด้วยประสบการณ์กว่า 40 ปี เครือข่ายร้านหนังสือกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ ช่องทางออนไลน์ที่แข็งแกร่ง และศูนย์ฝึกอบรมของเรา ซีเอ็ดมีศักยภาพเต็มที่ในการขยายผลการใช้ OTE อย่างกว้างขวางและเป็นระบบ ทั้งในโรงเรียนรัฐบาล เอกชน และสถาบันกวดวิชา เรามุ่งมั่นที่จะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างมาตรฐานการศึกษาระดับโลกกับผู้เรียนในประเทศไทย และพร้อมทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อยกระดับศักยภาพทางภาษาอังกฤษของคนไทยในทุกมิติ”
อนาคตการทดสอบภาษาอังกฤษของไทยในยุคดิจิทัล
ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของการทดสอบภาษาอังกฤษในประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะมุ่งเน้นการประเมินแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกทักษะการสื่อสารจริง มากกว่าการท่องจำไวยากรณ์เพื่อการสอบแข่งขัน เทคโนโลยีอย่าง Adaptive Testing และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการสอบ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ยืดหยุ่น และเป็นธรรม การเปลี่ยนผ่านนี้จะทำให้แบบทดสอบภาษาอังกฤษกลายเป็น “เครื่องมือเพื่อการพัฒนา” ที่ให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อนำไปใช้ออกแบบการเรียนการสอนได้อย่างตรงจุด ซึ่ง OTE ถือเป็นหนึ่งในผู้เล่นรายสำคัญที่เข้ามาตอบโจทย์ทิศทางการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างลงตัว
การจับมือกันระหว่าง OUP และ ซีเอ็ดยูเคชั่น จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาที่สำคัญ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทรัพยากรมนุษย์ของไทยสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในเวทีเศรษฐกิจโลกต่อไป
#OTE #OxfordTestofEnglish #ซีเอ็ดยูเคชั่น #OUP #TCAS #สอบภาษาอังกฤษ #วัดผลภาษาอังกฤษ #CEFR #การศึกษาไทย #เศรษฐกิจการศึกษา #ยกระดับการศึกษา #HCEC

