TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นชั้นนำ ประกาศเดินหน้าโครงการ “#คนไทยรู้ทัน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ยกระดับความร่วมมือกับ 12 หน่วยงานภาครัฐครั้งใหญ่ที่สุด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลให้คนไทยทั่วประเทศ ท่ามกลางสมรภูมิภัยคุกคามออนไลน์ที่ทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้นทุกวัน พร้อมเปิดเผยการลงทุนมหาศาลด้านความปลอดภัยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และชี้แจงสถานะ TikTok Shop เป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างชัดเจน มุ่งสร้างระบบนิเวศที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับผู้ใช้งานและผู้ประกอบการไทย
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – สถานการณ์กลโกงออนไลน์ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล ด้วยรูปแบบการหลอกลวงที่ปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การหลอกให้ลงทุน, Romance Scam, ไปจนถึงการขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้ประชาชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ ในฐานะแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานในประเทศไทยกว่า 50 ล้านบัญชี TikTok จึงไม่ได้มองว่านี่เป็นเพียงปัญหาของผู้ใช้งาน แต่เป็นความรับผิดชอบโดยตรงที่ต้องเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขอย่างจริงจัง
คุณชนิดา คล้ายพันธ์, Head of Public Policy for Southeast Asia ของ TikTok ประเทศไทย ได้ฉายภาพความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับภัยคุกคามเหล่านี้ผ่านโครงการ “#คนไทยรู้ทัน” ซึ่งเปรียบเสมือนเรือธงในการสร้างความตระหนักรู้และเกราะป้องกันให้กับสังคมไทย
“หัวใจของแคมเปญเรา คือการทำให้คน ‘เอ๊ะ’ ให้เป็น” คุณชนิดากล่าว “เราต้องการสร้างสัญชาตญาณให้คนไทยได้ฉุกคิด ตั้งคำถาม และตรวจสอบก่อนที่จะเชื่อหรือทำธุรกรรมใดๆ บนโลกออนไลน์ เพราะในวินาทีที่เรากำลังจะโอนเงินหรือให้ข้อมูล หากมีใครสักคนมาช่วยสะกิดให้เรา ‘เอ๊ะ’ ขึ้นมาได้ นั่นหมายความว่าเราได้ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้แล้ว และนั่นคือความสำเร็จของเรา”
ความสำเร็จอย่างท่วมท้นในปีแรกได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ โดยแคมเปญ #คนไทยรู้ทัน ปี 2024 สามารถสร้างยอดการรับชมได้มากกว่า 3.1 ล้านครั้ง และกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์วิดีโอคอนเทนต์จากผู้ใช้งานเพื่อร่วมรณรงค์มากถึง 2.5 ล้านวิดีโอ ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สะท้อนถึงการยอมรับในวงกว้าง แต่ยังทำให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ เล็งเห็นถึงศักยภาพของแพลตฟอร์มในการเป็นกระบอกเสียงที่ทรงพลัง
ส่งผลให้ในปีนี้ #คนไทยรู้ทัน2 ความร่วมมือได้ขยายตัวจาก 8 พันธมิตรในปีที่แล้ว สู่ 12 พันธมิตร ทั้งจากหน่วยงานกำกับดูแล, หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย, และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.)
การทำงานร่วมกันไม่ได้เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก (Insight) เกี่ยวกับเทรนด์และกลยุทธ์ใหม่ๆ ของมิจฉาชีพ ซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมากในรอบ 7-10 วัน ทำให้ TikTok สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นกลับไปพัฒนาฟีเจอร์และปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เท่าทันกลโกงอยู่เสมอ
ปูพรมสร้าง ‘Digital Literacy’ จากห้องเรียนสู่ชุมชน
TikTok ตระหนักดีว่าการแก้ปัญหาในระยะยาวต้องเริ่มจากการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง นั่นคือ ความรู้เท่าทันดิจิทัล (Digital Literacy) บริษัทจึงได้ริเริ่มโครงการให้ความรู้เชิงรุกที่ครอบคลุมคนไทยทุกช่วงวัยอย่างเป็นระบบ
ในระดับเยาวชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ TikTok ได้ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร พัฒนาหลักสูตร “Digital Safety Curriculum” หรือหลักสูตรความปลอดภัยดิจิทัล บรรจุเข้าสู่แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ของ กทม. (DMA Learning Hub) ซึ่งถูกนำไปใช้ในโรงเรียนสังกัด กทม. ทั้ง 400 แห่ง ครอบคลุมนักเรียนในระดับมัธยมกว่า 150,000 คน
ขยับสู่ระดับอุดมศึกษา TikTok ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัย 6 แห่งในภาคเหนือ อาทิ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ-ราชมงคล เพื่อเปิดสอนวิชา “Digital Citizenship” หรือความเป็นพลเมืองดิจิทัล ซึ่งในเทอมที่ผ่านมามีนักศึกษาสำเร็จหลักสูตรไปแล้วกว่า 2,500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาสายนิเทศศาสตร์ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์สื่อและขับเคลื่อนสังคมต่อไปในอนาคต และล่าสุด ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการผลักดันหลักสูตรนี้ให้กลายเป็นวิชาเลือกสำหรับนักศึกษาทั่วประเทศ
“เราคาดหวังว่าในอีก 2-7 ปีข้างหน้า คนรุ่นใหม่ที่เติบโตไปพร้อมกับความรู้เหล่านี้ จะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้สังคมไทยไม่มีใครต้องตกเป็นเหยื่อของกลโกงออนไลน์อีกต่อไป” คุณชนิดากล่าวถึงเป้าหมายในระยะยาว
นอกเหนือจากสถาบันการศึกษา TikTok ยังเจาะลึกไปถึงระดับชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านความร่วมมือกับกรมการพัฒนาชุมชน (OTOP) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในการจัดอบรมให้ความรู้การใช้แพลตฟอร์มเพื่อการค้าขาย ซึ่งได้สอดแทรกเนื้อหาการป้องกันภัยออนไลน์เข้าไปด้วย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผ่านการอบรมแล้วกว่า 12,000 ราย นอกจากนี้ ยังได้ขยายองค์ความรู้ไปยังศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุดมีจำนวนกว่า 1,800 แห่ง และตั้งเป้าจะขยายให้ครบ 2,000 แห่งในเร็วๆ นี้ เพื่อให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง

เบื้องหลังความปลอดภัย: เทคโนโลยีและการลงทุนพันล้าน
หัวใจสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถรับมือกับภัยคุกคามได้ คือการลงทุนอย่างมหาศาลในด้าน Trust and Safety ซึ่ง TikTok ทุ่มงบประมาณในส่วนนี้ทั่วโลกมากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 73,000 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาระบบ Machine Learning, เทคโนโลยี AI, และทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเนื้อหา
สำหรับประเทศไทย เพียงช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – มีนาคม) ระบบของ TikTok สามารถตรวจจับและลบวิดีโอที่ละเมิดนโยบายชุมชนออกไปได้กว่า 300,000 – 400,000 วิดีโอ โดยที่น่าทึ่งคือ 99.9% ของวิดีโอเหล่านี้ถูกลบออกไปโดยอัตโนมัติก่อนที่จะมีผู้ใช้งานรายใดได้เห็น สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเทคโนโลยีในการสกัดกั้นเนื้อหาที่เป็นอันตรายตั้งแต่ต้นทาง
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งาน เช่น:
- การยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication): เพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการเข้าถึงบัญชี
- บัญชีส่วนตัวอัตโนมัติ (Private by Default): สำหรับผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี เพื่อป้องกันการเข้าถึงจากบุคคลไม่พึงประสงค์
- โหมด Family Pairing: เครื่องมือสำหรับผู้ปกครองในการดูแลและกำหนดขอบเขตการใช้งานของบุตรหลาน
- การรายงานที่ครอบคลุม: ผู้ใช้สามารถรายงานได้ทั้งตัววิดีโอและ “คอมเมนต์” ที่มีลักษณะคุกคาม หลอกลวง หรือเป็น Hate Speech
- การกรองคีย์เวิร์ด (Keyword Filtering): ฟีเจอร์ที่ให้อำนาจแก่เจ้าของช่องในการกำหนดคำที่ไม่ต้องการให้แสดงในคอมเมนต์หรือระหว่าง Live Stream ได้เอง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสบายใจสำหรับตนเอง
เคลียร์ทุกประเด็น: TikTok Shop คือ ‘อีคอมเมิร์ซ’
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่อยู่ในความสนใจของแวดวงเศรษฐกิจดิจิทัล คือสถานะของ TikTok Shop ภายใต้กฎระเบียบของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) คุณชนิดาได้ให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ว่า
“TikTok Shop คือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ เราไม่เคยเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ และเราได้ดำเนินการแจ้งสถานะดังกล่าวไปยัง ETDA เรียบร้อยแล้วตั้งแต่มีการประกาศกฎเกณฑ์ออกมา ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างรอการดำเนินการขั้นต่อไปจากทางหน่วยงาน เรายืนยันว่าพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศไทยอย่างเต็มที่และมีความโปร่งใส”
คำชี้แจงดังกล่าวถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายบนแพลตฟอร์ม ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวดของ TikTok Shop ที่รับประกันการคืนสินค้าและคืนเงิน (Return & Refund) หากสินค้าไม่ตรงปกหรือมีปัญหา เพื่อสร้างประสบการณ์การซื้อขายออนไลน์ที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยสูงสุด
ท้ายที่สุดแล้ว แม้เทคโนโลยีและการกำกับดูแลจะเข้มแข็งเพียงใด แต่ปราการด่านสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือตัวผู้ใช้งานเอง TikTok จึงไม่ได้เรียกร้องการสนับสนุนใดๆ เพิ่มเติมจากภาครัฐ แต่ขอส่งสารไปถึงภาคประชาชน ให้ช่วยกันนำความรู้และคอนเทนต์จากโครงการ #คนไทยรู้ทัน ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน บอกต่อคนในครอบครัวและคนใกล้ชิด เพราะการต่อสู้กับสงครามกลโกงออนไลน์ครั้งนี้ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่แข็งแกร่งและปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
#TikTok #คนไทยรู้ทัน #ภัยออนไลน์ #กลโกงออนไลน์ #มิจฉาชีพ #เศรษฐกิจดิจิทัล #DigitalLiteracy #TikTokShop #อีคอมเมิร์ซ #ETDA

