ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อที่ชะลอตัวซึ่งส่งผลกระทบต่อตลาดไอทีในวงกว้าง ยักษ์ใหญ่แห่งวงการดิสทริบิวเตอร์ “วีเอสที อีซีเอส (ประเทศไทย)” กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกที่ไม่เพียงแต่จะพาองค์กรฝ่าวิกฤต แต่ยังเป็นการพลิกโฉมโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมี ‘สมศักดิ์ เพ็ชรทวีพรเดช’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นแม่ทัพนำทัพชู 2 เทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง AI และ EV เป็นหัวหอก พร้อมเปิดเผยกลยุทธ์ที่เฉียบคมในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่จับต้องได้, การลงทุนสวนกระแสเพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ และการเจาะตลาด Non-IT ที่สร้างยอดขายเติบโตกว่า 100% ตั้งเป้าปิดปีด้วยการเติบโตระดับดับเบิลดิจิต สวนกระแสความท้าทายทั้งปวง
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ภายในงานมหกรรมเทคโนโลยีแห่งปี “The Show Day in Bangkok 2025: AI The Power of Technology” ซึ่ง VST ECS จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมีพันธมิตรเข้าร่วมงานกว่า 900 คน สะท้อนภาพความเป็นผู้นำและความเชื่อมั่นในตลาดได้อย่างชัดเจน บรรยากาศภายในงานไม่ได้เป็นเพียงการจัดแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีประกาศวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ โดยคุณสมศักดิ์ได้ให้มุมมองต่อตลาดไอทีจากประสบการณ์กว่า 36 ปีไว้อย่างน่าสนใจว่า ตลาดกำลังอยู่ในภาวะสองขั้วที่ชัดเจน
คุณสมศักดิ์ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาดในปัจจุบันว่า “ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็น PC, Notebook, Server, Network หรือ Security ทุกคนต่างก็พูดเรื่อง AI กันหมด แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ แล้วเราจะนำ AI ไปใช้อะไรได้บ้าง ถ้าคุณมี Server ที่มี GPU ทรงพลังไปตั้งไว้ที่ออฟฟิศ แต่ไม่รู้จะใช้มันทำอะไร มันก็ไม่มีประโยชน์” คำกล่าวนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณว่า VSTECS กำลังจะก้าวข้ามบทบาทการเป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายฮาร์ดแวร์ ไปสู่การเป็นผู้สร้างโซลูชันและระบบนิเวศที่สมบูรณ์
ไฮไลต์สำคัญที่สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งอุตสาหกรรม คือการประกาศแผนการลงทุนจัดตั้ง AI Server ไว้ในสาขาทั้ง 11 แห่งของ VSTECS ทั่วประเทศ ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การตั้งเซิร์ฟเวอร์โชว์ แต่เป็นการสร้าง “สนามทดลอง” และ “พื้นที่เรียนรู้” ที่เปิดกว้างให้กลุ่มคู่ค้า (Partner) และลูกค้าองค์กร โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้เข้ามาสัมผัส ทดลองใช้งาน และพัฒนาโซลูชัน AI ของตนเองโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่สูงเกินไปนัก
“ผมจะลงทุนเรื่องของ Server AI แน่นอน ใน 11 สาขาที่ผมมีอยู่ จะมี AI Server อยู่ที่นั่น เพื่อให้ท่านได้มาลองใช้ ลองเทสต์ และลองจับต้องดูว่า AI มันคืออะไร มันทำอะไรได้บ้าง” คุณสมศักดิ์กล่าวอย่างหนักแน่น พร้อมเสริมว่า VSTECS จะไม่ได้ทำเพียงลำพัง แต่จะแสวงหาความร่วมมือกับกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระในประเทศ (Local ISV) และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันพัฒนาโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันต้นแบบที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือการทำงานของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการสร้างโซลูชันเฉพาะทางสำหรับธุรกิจต่างๆ
เพื่อพิสูจน์ความมุ่งมั่นและสร้างความเชื่อมั่น VSTECS ได้เริ่มนำร่องใช้ AI ภายในองค์กรของตนเองเป็นโปรเจกต์ต้นแบบ ถึง 2 โครงการใหญ่ ได้แก่ 1. ระบบ AI Chatbot ภายในองค์กร โดยการสร้างฐานข้อมูลองค์ความรู้ (Knowledge Base) จากข้อมูลและนโยบายทั้งหมดของบริษัท เพื่อให้พนักงานสามารถสอบถามข้อมูลที่จำเป็นต่อการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เช่น ขั้นตอนการเบิกค่าคอมมิชชัน หรือเงื่อนไขการลาพักร้อน ซึ่งช่วยลดภาระของหัวหน้างานและฝ่ายบุคคลได้อย่างมหาศาล และ 2. ระบบวิเคราะห์สินเชื่อ (Credit Control) ที่ใช้ AI ประมวลผลข้อมูลประวัติการซื้อขายและการชำระเงินของลูกค้าตลอดหลายสิบปี เพื่อช่วยแนะนำวงเงินสินเชื่อที่เหมาะสม ซึ่งคุณสมศักดิ์ย้ำว่า “มันเป็นแค่เครื่องมือที่ให้ข้อมูลแก่คุณ เพื่อให้คนทำงานนั้นมีฐานข้อมูลในการตัดสินใจ” ซึ่งสะท้อนปรัชญาว่า AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้มาแทนที่มนุษย์

“ตลาดคอนซูเมอร์ (Consumer) อยู่ในภาวะชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจ แต่ไม่ใช่การหายไป เพราะไอทีเป็นอุปกรณ์จำเป็น เมื่อถึงรอบเปลี่ยนหรือมีเทคโนโลยีใหม่อย่าง Windows 12-13 เข้ามา ตลาดจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง ในทางกลับกัน ตลาดคอมเมอร์เชียลและเอ็นเตอร์ไพรส์ (Commercial & Enterprise) กลับเติบโตได้ดีและมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะกระแส AI ทำให้ทุกองค์กรต้องลงทุนใน Server, Network และ Security เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรับมือภัยคุกคามใหม่ๆ”
จากภาพการวิเคราะห์ตลาดที่เฉียบคมนี้เอง ได้นำมาสู่กลยุทธ์การรุกคืบในตลาด AI อย่างเต็มกำลัง VST ECS ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงสินค้าที่ต้องเร่งระบาย แต่คือ “โอกาส” ในการสร้างความต้องการใหม่ๆ คุณสมศักดิ์ได้เปรียบเปรยไว้อย่างเห็นภาพว่า “การมี AI Server ก็เหมือนมีรถสปอร์ต แต่ถ้าขับแค่ 80 กม./ชม. หรือไม่รู้จะขับไปไหน ก็ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด” ด้วยปรัชญานี้ บริษัทจึงทุ่มเทเพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่สมบูรณ์ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการทุ่มงบประมาณติดตั้ง AI Server ที่เป็นเครื่องเดโมในสาขาทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเปิดเป็น “สนามทดลอง” ให้พาร์ทเนอร์และลูกค้าได้เข้ามาเรียนรู้และพัฒนาโซลูชันจริง
2. การสร้าง Show Case ที่จับต้องได้ โดยร่วมมือกับบริษัทซอฟต์แวร์ไทย (Local ISV) พัฒนาระบบแชทภายในองค์กรขึ้นมาเป็นต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า AI สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจได้จริง และ 3. การส่งเสริมนักพัฒนาท้องถิ่น (Local Developer) โดยตั้งเป้าสนับสนุนและร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างโซลูชัน AI ในราคาที่เข้าถึงได้สำหรับธุรกิจในท้องถิ่น เช่น ระบบสำหรับ อบต. หรือ อบจ.
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความกล้าได้กล้าเสียในการพลิกเกมธุรกิจได้ดีที่สุด คือกรณีศึกษาความสำเร็จของการเจาะตลาด Non-IT อย่าง “จักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV)” ซึ่งคุณสมศักดิ์เล่าอย่างเปิดเผยว่า ในช่วงแรกบริษัทเคยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงกับโมเดลธุรกิจแบบ B2C ที่พยายามจะวางขายตามโชว์รูม แต่ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้เลย
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการ “เปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ทั้งหมด” โดยหันไปเจาะตลาดองค์กร (B2B) ที่มีกลุ่มพนักงานขนส่ง (Rider) เป็นเป้าหมายหลัก แต่แทนที่จะขายให้ไรเดอร์โดยตรง VST ECS ได้เปลี่ยนไปร่วมมือกับแพลตฟอร์มหรือบริษัทโลจิสติกส์ที่ดูแลไรเดอร์เหล่านั้น เพื่อมอบโซลูชันที่ครบวงจรซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนด้านพลังงานและการบำรุงรักษาได้อย่างมหาศาล “การเปลี่ยนโมเดลเพียงครั้งนี้ ทำให้ยอดขายของเราเติบโตมากกว่า 100% และกำลังต่อยอดความสำเร็จไปยังแพลตฟอร์มอื่นๆ” คุณสมศักดิ์กล่าว ซึ่งนี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวที่พร้อมจะก้าวข้ามขอบเขตธุรกิจเดิมๆ
เบื้องหลังความสำเร็จของกลยุทธ์เชิงรุกทั้งหมดนี้ คือรากฐานที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดด้าน “โลจิสติกส์” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจดิสทริบิวเตอร์ คุณสมศักดิ์เผยว่าการมีสาขาทั่วประเทศ 11 แห่ง ไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานขาย แต่ยังทำหน้าที่เป็นคลังสินค้าย่อย (Mini-Warehouse) ที่ทำให้บริษัทสามารถจัดส่งสินค้าในพื้นที่ต่างจังหวัดได้ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการลงทุนสวนกระแสเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านบริการ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยากจะลอกเลียนแบบได้ และในอนาคตอันใกล้ VST ECS กำลังจะต่อยอดความสำเร็จของ EV ไปสู่การเป็น “โซลูชัน” สำหรับรีเซลเลอร์ของบริษัทเอง เพื่อนำจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปใช้ในการขนส่งและบริการ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้แก่คู่ค้าได้อีกทอดหนึ่ง เป็นการสร้างระบบนิเวศที่เกื้อหนุนกันอย่างครบวงจร

ขณะเดียวกัน เพื่อเติมเต็มยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้สมบูรณ์ คุณบุญชัย อัศวชัยสุวิกรม ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ได้ขึ้นมาฉายภาพของ VSTECS Professional Services ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเข้ามาแก้ปัญหา “การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในองค์กร คุณบุญชัยชี้ว่า ในภาวะที่การแข่งขันรุนแรงและกำไรจากการขายสินค้าฮาร์ดแวร์ลดน้อยลง การให้บริการเสริม (Value-added Services) คือหนทางสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
VSTECS Professional Services ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เสมือน “ทีมงานหลังบ้าน” ให้กับบริษัทพาร์ทเนอร์ โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญกว่า 20 ชีวิตที่พร้อมให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การบริหารจัดการโครงการ การติดตั้งระบบ ไปจนถึงการบำรุงรักษา ที่สำคัญคือทีมงานจะเข้าไปให้บริการลูกค้าในนามของบริษัทพาร์ทเนอร์นั้นๆ ช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถขายโซลูชันที่สมบูรณ์ได้โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนในการสร้างทีมเทคนิคของตนเอง นับเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจที่ “โตไปด้วยกัน” อย่างแท้จริง
ภาพความมุ่งมั่นของภาคเอกชนยังได้รับการสนับสนุนจากความพร้อมของภาคการศึกษา โดย ดร. อักฤทธิ์ สังข์เพ็ชร ผู้อำนวยการสถาบันวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AIII) และตัวแทนจากมหาวิทยาลัย CMKL ได้ยืนยันถึงศักยภาพของประเทศไทยทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลลงทุนไปกว่า 2,000 ล้านบาท และการผลิตบุคลากร AI คุณภาพสูงที่พร้อมจะร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
เมื่อมองไปในอนาคต คุณสมศักดิ์ได้แง้มว่าบริษัทเตรียมจะ เปิดตัวสินค้าใหม่ที่น่าตื่นเต้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างการเติบโตต่อไป พร้อมทั้งให้มุมมองต่อปัจจัยภายนอกว่า นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ไม่มีผลกระทบโดยตรงเพราะบริษัทนำเข้าสินค้าจากเอเชียเป็นหลัก ในทางตรงกันข้าม การที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Microsoft, Google, AWS แห่มาลงทุนตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย ถือเป็น “โอกาสมหาศาล” ที่จะสร้างความต้องการฮาร์ดแวร์และบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นในอนาคต

บทสรุปจากวิสัยทัศน์ครั้งนี้ คือภาพของ VST ECS ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีอีกต่อไป แต่ได้กลายร่างเป็น “ผู้พลิกเกมธุรกิจ” (Game Changer) ที่กล้าคิด กล้าทำ และกล้าลงทุนในสมรภูมิใหม่ๆ ด้วยยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและการดำเนินการที่จับต้องได้ ทำให้บริษัทไม่เพียงแต่จะยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ยังพร้อมที่จะทะยานสู่การเติบโตระดับ “ดับเบิลดิจิต” ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ของผู้นำที่แท้จริงในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน
#ข่าวเศรษฐกิจ #VSTECS #AI #EV #จักรยานยนต์ไฟฟ้า #DigitalTransformation #นวัตกรรม #โลจิสติกส์ #เศรษฐกิจชะลอตัว #AIEcosystem #CMKL #Thailand40 #SME

