กรุงเทพมหานครกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในฐานะเมืองหลวงแห่งแรกของภูมิภาคเอเชีย ที่เป็นเจ้าภาพจัดงาน Bangkok Climate Action Week 2025 (BKKCAW2025) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม 2568 การรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างที่ท้าทายโมเดลการพัฒนาเมืองแบบเดิมๆ โดยชูโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย ‘พลังของประชาชน’ หรือ People Power และ ‘ทุนทางสังคม’ แทนที่การใช้งบประมาณภาครัฐมหาศาล นับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลักดันกรุงเทพฯ ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Hub) ของภูมิภาค ที่น่าจับตามองจากนักลงทุนและประชาคมโลก
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบโดยตรงต่อกรุงเทพฯ ในหลากหลายมิติ ทั้งปัญหาน้ำท่วม อุณหภูมิที่สูงขึ้น และมลภาวะทางอากาศ ซึ่งล้วนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและลดทอนคุณภาพชีวิตของประชาชน BKKCAW2025 จึงถือกำเนิดขึ้น ไม่ใช่ในฐานะอีเวนต์เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น ‘ระบบนิเวศแห่งการลงมือทำ’ (Ecosystem of Action) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้เป็นวาระของทุกคนในสังคม ไม่จำกัดอยู่แค่ในวงของผู้เชี่ยวชาญ ภาครัฐ หรือบรรษัทขนาดใหญ่อีกต่อไป
คุณลีโอ ฮอร์น-พัธโนทัย หนึ่งในผู้ร่วมผลักดันโครงการ ได้ให้วิสัยทัศน์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “เรากำลังสร้างชุมชนของผู้ช่วยสร้างโลกให้ดีขึ้น Climate Change ไม่ใช่เรื่องของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคน เราอยากให้คนทั่วไปที่ห่วงใยสิ่งแวดล้อมแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ได้เห็นว่าตัวเองสามารถมีส่วนร่วมได้จริง Bangkok Climate Action Week ไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรม แต่คือการสร้างระบบนิเวศของ Climate Action ที่จะเติบโตขึ้นทุกปี เราเริ่มต้นปีนี้ด้วย 232 กิจกรรม ปีหน้าอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ เพราะเรากำลังสร้างชุมชนของผู้ช่วยสร้างโลกให้ดีขึ้น
เราไม่ได้จัดกิจกรรมเหล่านี้เอง เราแค่เปิดพื้นที่ให้คนที่อยากลงมือทำได้เข้ามาใช้ และสิ่งที่เกิดขึ้นคือการฝึกกล้ามเนื้อของสังคมให้แข็งแรงขึ้นในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เราอยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่ใช่แค่แก้ปัญหา แต่เป็นเมืองที่ออกแบบอนาคตที่ดีขึ้น เป็นธรรมขึ้น และยั่งยืนขึ้น ที่สำคัญคือ เรากำลังสร้างกลุ่มคนที่มีพลังร่วมกันในการออกแบบอนาคต ไม่ใช่แค่ในกรุงเทพฯ แต่ในภูมิภาคนี้ด้วย และเราหวังว่างานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องในทุกปี” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่การจัดงาน แต่เป็นการลงทุนใน ‘ทุนมนุษย์’ และ ‘ทุนสังคม’ เพื่อสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก

ปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งของ BKKCAW2025 คือการที่กิจกรรมทั้งหมดกว่า 232 กิจกรรมที่กระจายตัวอยู่ทั่วกรุงเทพฯ นั้น เกิดขึ้นจากการริเริ่มและขับเคลื่อนโดยภาคประชาชน ชุมชน และองค์กรต่างๆ ด้วยตัวเอง ตั้งแต่กิจกรรมในระดับครอบครัว เช่น เวิร์กช็อปสอนเด็กให้รักโลก การเดินชมธรรมชาติในสวนสาธารณะ ไปจนถึงกิจกรรมในระดับนโยบายอย่างเวทีเสวนาเรื่องภัยพิบัติและการปรับตัวของเมือง นิทรรศการศิลปะและภาพยนตร์สิ่งแวดล้อม หรือแม้กระทั่งกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมอย่างการพายเรือในคลองบางลำพู และการสร้างพื้นที่สีเขียวผ่านการปลูกต้นไม้ร่วมกับสถานทูตต่างๆ ความหลากหลายของกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) และเศรษฐกิจชุมชนที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
ในมุมมองของ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ งานครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในมิติของการฟื้นฟู ‘ความไว้วางใจ’ (Trust) ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะให้ประสบความสำเร็จ “เราต้องสร้างความไว้ใจใหม่ระหว่างรัฐกับประชาชน ที่ผ่านมา คนไม่ไว้ใจรัฐ และรัฐก็ไม่ไว้ใจประชาชน เราเห็นได้จากเรื่องง่าย ๆ อย่างการแยกขยะ ประชาชนไม่แยก เพราะคิดว่าแยกไปก็ถูกรวมใหม่ ส่วนรัฐก็คิดว่าประชาชนไม่แยกอยู่ดี ความไม่ไว้ใจกันนี่แหละคือสิ่งที่เราต้องแก้ และกิจกรรมแบบนี้คือโอกาสในการสร้างความไว้ใจใหม่ ผ่านการลงมือทำร่วมกัน
เราต้องทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมได้จริง ไม่ใช่แค่เป้าหมายระยะยาวอย่าง Net Zero ในอีก 20 ปี ซึ่งคนจำนวนมากอาจไม่เข้าใจ ความยั่งยืนคือการไม่ใช้ทรัพยากรของคนรุ่นใหม่ในวันนี้จนหมด และเราสามารถเรียนรู้จากเมืองอื่น ๆ ได้ เช่น เดนมาร์กที่มีศูนย์รีไซเคิลในชุมชน ซึ่งกรุงเทพฯ ก็นำแนวคิดนั้นมาปรับใช้กับบริบทไทย โดยใช้ ‘วัด’ เป็นศูนย์กลางของการรีไซเคิลในชุมชน” แนวคิดดังกล่าวไม่เพียงแต่จะลดภาระงบประมาณในการจัดการขยะของเมือง แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในระดับชุมชนที่ยั่งยืนและสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย
สิ่งที่ทำให้ BKKCAW2025 แตกต่างและกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในเชิงเศรษฐศาสตร์การพัฒนาเมือง คือการเป็น ‘โมเดลที่ไม่ใช้งบประมาณภาครัฐ’ (Zero-Budget Model) แต่ขับเคลื่อนด้วยการระดมทรัพยากรจากภาคีเครือข่ายและพลังของสังคมเป็นหลัก สถานที่จัดงานมาจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่เปิดพื้นที่ให้ใช้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย การดำเนินงานอาศัยพลังของอาสาสมัครและองค์กรภาคประชาสังคม สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของทุนทางสังคมที่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้การจัดงานสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนอย่างแท้จริง โครงการยังได้รับการสนับสนุน Carbon Credit จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้งานนี้เป็นกิจกรรม Net Zero อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของการจัดกิจกรรมสาธารณะในประเทศไทย
การจัดงาน Bangkok Climate Action Week 2025 จึงเป็นมากกว่าการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรุงเทพฯ พร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้เกิดการลงมือทำจากทุกภาคส่วน จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนสีเขียว (Green Investment) ดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเมืองในระยะยาว นี่คือคำเชิญชวนถึงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการ นักลงทุน หรือหน่วยงานต่างๆ ให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอนาคตของกรุงเทพฯ เมืองที่ไม่ได้มีดีแค่การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นเมืองที่ยั่งยืน เป็นธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับคนทุกรุ่น
#BKKCAW2025 #BangkokClimateActionWeek #เศรษฐกิจสีเขียว #GreenEconomy #BCGModel #พลังประชาชน #PeoplePower #การพัฒนาที่ยั่งยืน #SustainableDevelopment #NetZero #กรุงเทพมหานคร #ชัชชาติสิทธิพันธุ์

