คณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ (FOMC) มีมติลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 4.00-4.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ พร้อมส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกในปีนี้ ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม SCB Financial Markets (SCB FM) ประเมินว่า แม้ทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐฯ จะผ่อนคลายมากขึ้น แต่ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าได้อีกไม่มากนัก เนื่องจากตลาดได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวไปมากแล้ว ประกอบกับเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเปราะบาง
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ได้สร้างความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการมีมติ 11 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Federal Funds Rate) ลง 0.25% มาอยู่ที่กรอบ 4.00-4.25% การปรับลดครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกหลังจากที่คงอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่องในการประชุม 5 ครั้งหลังสุดของปีนี้
ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ Fed ตัดสินใจผ่อนคลายนโยบายการเงิน มาจากสัญญาณความอ่อนแอที่ชัดเจนขึ้นของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยที่คณะกรรมการให้น้ำหนักมากกว่าความกังวลด้านเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้นจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า
นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ว่าเป็น “Risk-management cut” หรือการปรับลดเพื่อบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งเป็นการสื่อสารว่าการตัดสินใจในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลและตัวเลขเศรษฐกิจที่จะประกาศออกมา (Data-dependent) ทำให้ตลาดการเงินมองว่าท่าทีของ Fed ไม่ได้ผ่อนคลาย (Dovish) มากเท่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก
Dot Plot ชี้ทิศทางดอกเบี้ยขาลงชัดเจนขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ คือการปรับปรุงแผนภาพคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของกรรมการ Fed (Dot Plot) ซึ่งส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นว่าจะมีการผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง โดย Dot Plot ใหม่บ่งชี้ว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยลงอีก 0.50% (50 bps) ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นมุมมองที่ผ่อนคลายมากกว่าการคาดการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ส่งสัญญาณลดเพียง 0.25% (25 bps)
นอกจากนี้ Fed ยังส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีกปีละ 0.25% ในปี 2569 และ 2570 ขณะที่ยังคงประมาณการอัตราดอกเบี้ยในระยะยาว (Long-run neutral rate) ไว้ที่ระดับ 3.0%
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตามองในการประชุมครั้งนี้ คือการเข้าร่วมประชุม FOMC เป็นครั้งแรกของนายสตีเฟน มิแรน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเขาได้โหวตสวนมติของคณะกรรมการส่วนใหญ่ ด้วยการเสนอให้ลดดอกเบี้ยถึง 0.50% ในครั้งนี้ และแสดงมุมมองว่า Fed ควรลดดอกเบี้ยลงไปสู่ระดับ 2.75-3.00% ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งสะท้อนมุมมองที่ต้องการให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินอย่างรุนแรงกว่ากรรมการท่านอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
บทวิเคราะห์และมุมมองจาก SCB FM
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส จาก SCB Financial Markets (SCB FM) ได้ให้ทัศนะต่อการประชุม FOMC ครั้งล่าสุด โดยระบุว่า SCB FM ยังคงมุมองว่า Fed น่าจะสามารถลดดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ ครั้งละ 0.25% ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของตลาดที่ให้โอกาสเกือบ 90% ที่ Fed จะลดดอกเบี้ยได้อีก 0.50% ในปีนี้ และได้คาดการณ์ล่วงหน้า (Price-in) ไปแล้วว่าจะมีการลดดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปีหน้า
“การที่ Fed ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในปีนี้มากขึ้น แม้ว่าจะมีการปรับประมาณการเศรษฐกิจให้ดีขึ้นก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่าคณะกรรมการมีมุมมองการดำเนินนโยบาย (Reaction function) ที่ Dovish มากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ กล่าวคือ Fed ให้น้ำหนักต่อเรื่องตลาดแรงงานที่อ่อนแอมากกว่าประเด็นเงินเฟ้อ และมองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้องผ่อนคลายมากกว่าที่เคยประเมินไว้” นายวชิรวัฒน์กล่าว
ทิศทางค่าเงินบาท: ปัจจัยหนุนมี แต่แรงส่งอาจไม่พอ
สำหรับผลกระทบต่อค่าเงินบาท SCB FM ประเมินว่า แม้ทิศทางดอกเบี้ยขาลงของสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและหนุนให้เงินบาทแข็งค่า แต่การแข็งค่าอาจมีจำกัด
- มุมมองระยะสั้น (1 เดือน): คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการคาดการณ์ของตลาดค่อนข้างสอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ชะลอตัวแต่ยังไม่ถึงขั้นถดถอย (Recession) ทำให้คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ไม่น่าจะปรับตัวลงได้อีกมากนัก อย่างไรก็ตาม หากตลาดแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอลงไปอีกจนอัตราการว่างงานพุ่งสูงกว่า 4.5% อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้ Yields ปรับลดลงแรง และหนุนให้บาทแข็งค่าหลุดระดับ 31.50 ได้
- มุมมองระยะกลางถึงยาว (สิ้นปี 2568): คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทสิ้นปีไว้ที่ราว 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมองว่าแรงกดดันด้านแข็งค่าจะยังคงอยู่ แต่เงินบาทน่าจะไม่แข็งค่าไปกว่าระดับปัจจุบันมากนัก ปัจจัยสำคัญที่จำกัดการแข็งค่าของเงินบาทมาจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ได้แก่:
- เศรษฐกิจไทยยังอ่อนแอ: เครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจสำคัญ เช่น การส่งออก และการบริโภคภาคเอกชน มีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี
- ความเสี่ยงด้านเครดิต: ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ปรับลดอันดับเครดิต (Credit Rating) ลงในช่วงปลายปีนี้หรือปีหน้า หลังจากที่เพิ่งถูกปรับลดมุมมอง (Outlook) จาก “มีเสถียรภาพ” (Stable) เป็น “เชิงลบ” (Negative) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา (ปัจจุบันอันดับเครดิตอยู่ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+)
ขณะเดียวกัน ปัจจัยต่างประเทศที่ยังคงหนุนให้เงินบาทอยู่ในโซนแข็งค่า คือแนวโน้มการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐไปจนถึงปีหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากทิศทางการลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์ (De-dollarization) ของนักลงทุนทั่วโลก และวงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ Fed ที่คาดว่าจะดำเนินต่อไป
ความผันผวนในตลาดพันธบัตรไทย
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยมีความผันผวนสูง โดยอัตราผลตอบแทน (Yields) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะรุ่นอายุ 10 ปี ที่ปรับสูงขึ้นถึง 25 bps และรุ่น 30 ปี ที่ปรับสูงขึ้นถึง 30 bps ก่อนจะย่อตัวลงมาบ้าง
SCB FMวิเคราะห์ว่าสาเหตุหลักมาจากการเทขายของนักลงทุนทั้งในประเทศ (โดยเฉพาะกลุ่มสถาบัน) และนักลงทุนต่างชาติบางส่วน เนื่องจากในช่วงก่อนหน้า Bond yields ของไทยอยู่ในระดับที่ต่ำและเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) ค่อนข้างแบนเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ประกอบกับความต้องการในการประมูลพันธบัตรที่ออกมาต่ำ และการที่นักลงทุนบางส่วนเริ่มปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทย
ในระยะต่อไป คาดว่า Yields ของไทยอาจเริ่มทรงตัวในระยะสั้น โดยตลาดได้ price-in การลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไปแล้วว่าจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1% เล็กน้อย ซึ่ง SCB FM มองว่าเป็นระดับที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หาก กนง. ตัดสินใจ “ไม่ลด” ดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ Yields ปรับตัวกลับมาสูงขึ้นได้อีกครั้ง
#ข่าวเศรษฐกิจ #เฟด #FOMC #ลดดอกเบี้ย #ค่าเงินบาท #SCBFM #เศรษฐกิจไทย #นโยบายการเงิน #ลงทุน #ตลาดพันธบัตร

