ในยุคที่ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกกำลังถูกท้าทายและกำหนดทิศทางใหม่ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด (Skills Gap) ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการอุดมศึกษาไทย ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์เป็น “มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ” ที่สามารถคว้า “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ด้านองค์กรนวัตกรรม” จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)
ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่ได้เป็นเพียงรางวัลเกียรติยศ แต่คือบทพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงโมเดลการศึกษาแห่งอนาคตที่ SPU ได้บุกเบิกและพัฒนาขึ้น ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนผ่านตัวเลขบัณฑิตที่ มีงานทำทันทีหลังสำเร็จการศึกษาสูงถึง 95.12% มหาวิทยาลัยศรีปทุม กำลังแสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาสามารถเป็นมากกว่าแหล่งประสาทวิชาความรู้ แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์” ขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสูง เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างแท้จริง
ความสำเร็จที่น่าจับตามองนี้ มีรากฐานมาจากการปฏิรูปแนวคิดและโครงสร้างการบริหารจัดการทั้งหมด ภายใต้วิสัยทัศน์ “Dynamic University – Innovator of Professional Development” ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่าหัวใจสำคัญที่ทำให้ SPU ได้รับการยอมรับในฐานะองค์กรนวัตกรรม คือการมุ่งมั่น “สร้างคนให้พร้อมทำงานจริง” ผ่านแนวคิด “เรียนกับตัวจริงประสบการณ์จริง” รางวัลที่ได้รับจึงสะท้อนถึงเป้าประสงค์ที่ชัดเจนในการพัฒนากำลังคนของประเทศ
มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้ทลายกรอบการศึกษาแบบดั้งเดิมที่มักจะแยกโลกวิชาการออกจากโลกแห่งการทำงาน ด้วยการสร้าง “ระบบนิเวศนวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation Ecosystem) ที่ทันสมัยและเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกัน. มหาวิทยาลัยได้ออกแบบหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่นสูงและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (Flexibility and Dynamic) เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับความต้องการของตลาดแรงงานที่ผันผวนได้อย่างทันท่วงที นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยจากการเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแต่เพียงฝ่ายเดียว มาเป็นการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อร่วมกัน “ออกแบบ” บัณฑิตที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต้องการอย่างแท้จริง
หนึ่งในนวัตกรรมที่โดดเด่นและเป็นแกนหลักของระบบนิเวศนี้ คือการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาผสานกับการเรียนการสอนอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แนวคิด “Personal Life Design” มหาวิทยาลัยศรีปทุม เชื่อว่านักศึกษาแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านเป้าหมาย ความต้องการ ความถนัด และบุคลิกภาพ ดังนั้น การศึกษาแบบ “One-size-fits-all” จึงไม่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของแต่ละบุคคลออกมาได้ มหาวิทยาลัยจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม AI อัจฉริยะขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมงให้กับนักศึกษา
ระบบนิเวศ AI นี้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักที่ทำงานเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างเป็นระบบ เพื่อออกแบบเส้นทางการเรียนรู้และการทำงานเฉพาะบุคคลได้อย่างน่าทึ่ง
จุดเริ่มต้นคือ ‘พี่เปอร์’ ซึ่งเป็น AI ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์บุคลิกภาพ (Analytical Personality) หรือ MBTI เพื่อช่วยให้นักศึกษาได้ค้นพบตัวตน ความชอบ ความถนัด และแรงบันดาลใจที่แท้จริงของตนเอง จากนั้น ข้อมูลเชิงลึกนี้จะถูกส่งต่อไปยัง
‘พี่ฟิว’ ซึ่งเปรียบเสมือนเพื่อนเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมงในรายวิชา ‘Future Skill’ โดย ‘พี่ฟิว’ จะใช้ความเข้าใจในตัวตนของนักศึกษาที่ได้รับจาก ‘พี่เปอร์’ มาปรับรูปแบบการให้คำแนะนำและเนื้อหาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสไตล์ของนักศึกษาแต่ละคนโดยเฉพาะ
สุดท้ายคือ ‘พี่จ็อบ’ ซึ่งเป็น AI ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงนักศึกษาสู่โลกแห่งการทำงาน ‘พี่จ็อบ’ จะนำข้อมูลทั้งหมด ทั้งสิ่งที่เรียน บุคลิกภาพ และความชอบของนักศึกษา ไปวิเคราะห์และค้นหางานที่เหมาะสมและตรงกับความต้องการมากที่สุด การทำงานร่วมกันของ AI ทั้งสามตัวนี้ คือการสร้างเส้นทางที่ไร้รอยต่อตั้งแต่การค้นพบตัวเองในรั้วมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่เส้นทางอาชีพที่ใช่ในอนาคต ซึ่งนวัตกรรมนี้กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศการประกวดระดับนานาชาติ QS Reimagine Education Awards ในประเภท AI in Education จากผลงานกว่า 1,600 ชิ้นทั่วโลก

นอกเหนือจากการใช้ AI เพื่อสร้างการเรียนรู้เฉพาะบุคคลแล้ว SPU ยังได้สร้างกลไกทางเศรษฐกิจภายในมหาวิทยาลัยที่ทรงพลัง ผ่านโครงการ “Earn To Learn” โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง โดยใช้โจทย์จากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมาทำเป็นโปรเจกต์ระหว่างเรียน. สิ่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงในสายงานที่เกี่ยวข้อง แต่ยังเป็นการ
“สร้างรายได้ระหว่างเรียน” อีกด้วย SPU ได้สร้างแพลตฟอร์มและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการรับงานจากภายนอกอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้นักศึกษาสามารถเปลี่ยนความรู้และทักษะให้กลายเป็นรายได้ได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการจัดตั้งหน่วยธุรกิจจำลองที่ดำเนินการโดยนักศึกษาเอง เช่น Sim Agency เอเจนซี่ด้านอีเวนต์โดยคณะนิเทศศาสตร์, Rub Job แพลตฟอร์มรวมฟรีแลนซ์คุณภาพโดยนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์, Bus Work แพลตฟอร์มสำหรับนักศึกษาที่มีทักษะด้านธุรกิจและ ecommerce โดยคณะบริหารธุรกิจ, D Club ศูนย์สร้างสรรค์ผลงานสื่อดิจิทัลโดยคณะดิจิทัลมีเดีย , B Unit บริษัทสถาปนิกจำลองที่รับงานจากลูกค้าภายนอกโดยคณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ Bim Club ศูนย์รวมนักศึกษาที่ใช้เทคโนโลยี BIM ในงานออกแบบก่อสร้างโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ โมเดลเหล่านี้คือการสร้าง “Sandbox” ทางธุรกิจที่สมบูรณ์แบบ ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้การเป็นผู้ประกอบการและมีทักษะพร้อมทำงานแบบมืออาชีพทันทีที่จบการศึกษา
ความสำเร็จของ SPU ไม่ได้หยุดอยู่เพียงรางวัลองค์กรนวัตกรรมเท่านั้น ในเวทีเดียวกันนี้ ผศ.ดร.เด่นชัย วรเดชจำเริญ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมด้วยคณะศิษย์เก่า ยังสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ นวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ (Economic Innovation Award) จากผลงาน “ระบบบริหารจัดการ Chiller Plant อัจฉริยะด้วย AIoT Command Center”. ผลงานนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพเชิงลึกด้านวิศวกรรมดิจิทัลและนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม และยังแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรมได้แทรกซึมไปทั่วทุกคณะของมหาวิทยาลัย
เมื่อมองไปข้างหน้า มหาวิทยาลัยศรีปทุม ยังคงไม่หยุดนิ่งและพร้อมที่จะก้าวต่อไปสู่การเป็น “Gen Alpha University” หรือมหาวิทยาลัยสำหรับคนรุ่นอนาคต เป้าหมายต่อไปคือการสร้างบัณฑิตที่ไม่เพียงแต่ “พร้อมทำงานจริง” แต่ยังต้อง “พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลง” ให้กับสังคมและภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัยกำลังออกแบบระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่เน้นการผสาน AI, อุตสาหกรรม และนวัตกรรม (AI + Industry + Innovation) เพื่อตอบโจทย์เด็กรุ่นใหม่ที่จะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
นอกจากนี้ SPU ยังแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการริเริ่มโครงการ “Welcome Back” ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เคยหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยเหตุผลต่างๆ สามารถกลับเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อีกครั้ง เพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาและเพิ่มกำลังคนคุณภาพให้กับประเทศ
ดร.รัชนีพร ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าประทับใจว่า “รางวัลนี้ไม่ใช่เพียงของผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากร แต่เป็นของนักศึกษา SPU ทุกคนด้วย เราภูมิใจที่ได้สร้างบัณฑิตที่พร้อมทำงานจริง และพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำแห่งอนาคต” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งนักศึกษา คณาจารย์ และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ โมเดลของมหาวิทยาลัยศรีปทุมจึงเป็นมากกว่าเรื่องราวความสำเร็จของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง แต่เป็นพิมพ์เขียวและเป็นความหวังที่แสดงให้เห็นว่า การศึกษาไทยมีศักยภาพที่จะปฏิรูปตัวเองเพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนในเวทีโลกต่อไป
#SPU #มหาวิทยาลัยศรีปทุม #รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ2568 #NIA #AIinEducation #นวัตกรรมการศึกษา #เศรษฐกิจดิจิทัล #สร้างคนสร้างชาติ #DynamicUniversity #EarnToLearn #GenAlphaUniversity

