เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 ส่งสัญญาณบวก รัฐเร่งอัดฉีดปลุกความเชื่อมั่น

เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4 ส่งสัญญาณบวก รัฐเร่งอัดฉีดปลุกความเชื่อมั่น

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 เศรษฐกิจไทยส่งสัญญาณฟื้นตัวเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจัยหนุนจากความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน หลังการเมืองมีเสถียรภาพ รัฐบาลใหม่เดินหน้าแถลงนโยบาย พร้อมประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนชุดใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” ตั้งเป้าจุดติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า ผสานกับภาคการท่องเที่ยวที่กลับมาเป็นพระเอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งผลให้บรรยากาศการค้า การลงทุน และการจับจ่ายใช้สอยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ภาพรวม เศรษฐกิจไทย ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ได้รับแรงส่งสำคัญจากความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวกลับมาอย่างโดดเด่นในหลายมิติ โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 ว่า สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจได้ปรับตัวดีขึ้นในหลายจุด สะท้อนจากทัศนคติเชิงบวกของประชาชนต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ซึ่งนำมาสู่ความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะเข้ามาพลิกฟื้นความเป็นอยู่และบรรยากาศโดยรวม

ข้อมูลจากหน่วยงานสำคัญหลายแห่งยืนยันตรงกันถึงทิศทางการฟื้นตัวของความเชื่อมั่น โดย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index – CCI) ประจำเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 50.7 ซึ่งเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน การทะยานขึ้นของดัชนีครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ บ่งชี้ว่าผู้บริโภคเริ่มคลายความกังวลและมีความหวังต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น

เมื่อเจาะลึกในรายละเอียด พบว่าดัชนีองค์ประกอบทุกรายการปรับตัวสูงขึ้นพร้อมเพรียงกันเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 44.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ซึ่งขยับขึ้นมาที่ 59.3 ปัจจัยบวกที่สำคัญที่สุดที่ผลักดันให้ความเชื่อมั่นฟื้นตัว คือ ความชัดเจนทางการเมืองในประเทศ ภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการ ซึ่งช่วยลดภาวะสุญญากาศทางการเมือง สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจว่านโยบายเศรษฐกิจจะมีความต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

สอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ ที่พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (ระยะ 3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 56.0 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่เพียงแต่รู้สึกดีกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังมองไปข้างหน้าด้วยความคาดหวังในเชิงบวก

ในฝั่งของตลาดทุน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้เปิดเผยผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนกันยายน 2568 ซึ่งสะท้อนมุมมองในอีก 3 เดือนข้างหน้า (สิ้นสุดเดือนธันวาคม 2568) พบว่า ดัชนีอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” (Bullish) โดยนักลงทุนมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นที่สำคัญที่สุด ตามมาด้วยการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน

ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันส่งสัญญาณชัดเจนในการสานต่อนโยบายที่เคยประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับที่ดี เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่จะต่อยอดสู่ “โครงการคนละครึ่ง พลัส” รวมถึงนโยบายส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณอายุ และหวยออมทรัพย์ ถือเป็นการสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถคาดการณ์ทิศทางและวางแผนการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“Quick Big Win” มาตรการเรือธงปลุก เศรษฐกิจไทย ไตรมาส 4

หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายนี้ อยู่ที่การผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่หวังผลได้อย่างรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า “Quick Big Win” ซึ่งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับทุกกระทรวง โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ให้เร่งเดินหน้ามาตรการต่างๆ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า เพื่อสร้างโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

“นายกฯ อนุทิน กำชับทุกกระทรวง โดยเฉพาะทีมกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการ “Quick Big Win” ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า กระตุ้นโมเมนตัม จุดติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจ พลิกฟื้นบรรยากาศการค้า และการลงทุน ทำให้ประชาชนพร้อมจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย” นายสิริพงศ์ กล่าว

แม้จะยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการทั้งหมด แต่เป็นที่คาดการณ์ว่า มาตรการเหล่านี้จะมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มกำลังซื้อในมือของประชาชนโดยตรง เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของระบบเศรษฐกิจ โดยมีไฮไลท์อยู่ที่ “โครงการคนละครึ่ง พลัส” ซึ่งจะเป็นการนำโครงการเดิมที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาปรับปรุงและเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน คาดว่าจะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมหาศาล กระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้า หาบเร่ แผงลอย ทั่วประเทศ

นอกจากการกระตุ้นการใช้จ่ายแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญ โดยจะมีการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวเพิ่มเติม ทั้งการอำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ การจัดกิจกรรมและแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองหลักและเมืองรอง เพื่อดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมากขึ้นในช่วงไฮซีซั่นปลายปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร บริษัททัวร์ สายการบิน และร้านค้าของที่ระลึก

บทวิเคราะห์และโอกาสทางธุรกิจที่น่าจับตา

การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชัดเจนจากภาครัฐ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สร้างโอกาสทางธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยกลุ่มธุรกิจที่จะได้รับอานิสงส์โดยตรงและรวดเร็วที่สุด ได้แก่

  1. กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค (Retail & FMCG): การกลับมาของกำลังซื้อผ่านโครงการอย่างคนละครึ่ง พลัส จะทำให้ยอดขายสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภทกลับมาคึกคัก ผู้ประกอบการควรเตรียมสต็อกสินค้าให้พร้อม จัดโปรโมชันส่งเสริมการขายที่สอดรับกับมาตรการของภาครัฐ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากผู้บริโภค
  2. กลุ่มท่องเที่ยวและบริการ (Tourism & Hospitality): คาดว่าจะเป็นไตรมาสทองของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สปา และบริการที่เกี่ยวเนื่องจากการท่องเที่ยว การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและการเดินทางในประเทศที่เพิ่มขึ้น จะสร้างรายได้และกระตุ้นการจ้างงานในภาคบริการอย่างมีนัยสำคัญ
  3. กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage): ทั้งในส่วนของร้านอาหารและผู้ผลิตสินค้า จะได้รับประโยชน์จากการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการบริโภคในครัวเรือนและการออกมาทานอาหารนอกบ้านที่มากขึ้น
  4. กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate): แม้จะไม่ใช่ผลกระทบทางตรงในทันที แต่ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นและรายได้ในอนาคตที่ดีขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงล่าง

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมจะมีทิศทางที่เป็นบวก แต่นักธุรกิจและผู้ประกอบการยังคงต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด ทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ความผันผวนของราคาพลังงาน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางในประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานและค่าเงินบาทได้ การวางแผนธุรกิจที่รัดกุม การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงยังคงเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางโอกาสที่เปิดกว้างในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

#เศรษฐกิจไทย #ไตรมาส4 #ความเชื่อมั่นผู้บริโภค #ดัชนีความเชื่อมั่น #QuickBigWin #คนละครึ่งพลัส #กระตุ้นเศรษฐกิจ #การลงทุน #FETCO #หอการค้าไทย #รัฐบาลใหม่ #เศรษฐกิจ2568

Related Posts