สมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (MPA) และพันธมิตร (ACE) จัดงาน “Thailand’s Success Stories” ฉลองความสำเร็จประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางโปรดักชั่นระดับโลก เผยตัวเลข 3 ปี สตูดิโอฮอลลีวูดเทลงทุนมหาศาลกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ผ่านผลงาน 17 เรื่อง ตอกย้ำศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ด้านกระทรวงวัฒนธรรมชูวิสัยทัศน์ใหม่ “ไท ไทย” ปั้น Soft Power พร้อมผนึก DSI และทรูวิชั่นส์ ลุยปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ครั้งประวัติศาสตร์ ทลายเครือข่าย IPTV เถื่อนยักษ์ใหญ่ “INWIPTV” ที่ลอยนวลมานานกว่าทศวรรษ สะท้อนภาพความมุ่งมั่น “สร้าง” และ “คุ้มครอง” เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – สมาคมภาพยนตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (MPA) และ พันธมิตรเพื่อความคิดสร้างสรรค์และความบันเทิง (ACE) ได้ร่วมกันจัดงาน “Thailand’s Success Stories” เพื่อเฉลิมฉลองและเน้นย้ำถึงบทบาทที่แข็งแกร่งของประเทศไทย ในฐานะศูนย์กลางการผลิตภาพยนตร์และคอนเทนต์บันเทิงระดับโลก (Global Production Hub) ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
งานดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนระดับสูงจากภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับภาพยนตร์ ผู้บริหารจากสตูดิโอชั้นนำระดับนานาชาติ ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการคุ้มครองลิขสิทธิ์ เพื่อร่วมกันสะท้อนภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงในไทย อันเป็นผลมาจากนโยบายภาครัฐที่เอื้ออำนวย ความพร้อมของบุคลากรและสถานที่ และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง
คุณเออร์มิลา เวนูโกปาลัน ประธานและกรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ MPA กล่าวเน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์ของงานว่า “Thailand’s Success Stories จัดขึ้นเพื่อยกย่องผลงานอันโดดเด่นที่สร้างขึ้นในประเทศไทย และเน้นย้ำชื่อเสียงของประเทศในฐานะศูนย์กลางการสร้างภาพยนตร์นานาชาติ”
อัดฉีด 1.3 หมื่นล้าน! เปิดตัวเลขลงทุนจริงจากสตูดิโอฮอลลีวูด
ประเด็นสำคัญที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจและเป็นไฮไลท์ของงาน คือการเปิดเผยตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากสตูดิโอสมาชิกของ MPA ในประเทศไทย
ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2565 ถึง 2567 สตูดิโอระดับโลกเหล่านี้ได้เลือกลงทุนในประเทศไทยเป็นเม็ดเงินมหาศาลถึง 395 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 13,000 ล้านบาท
เม็ดเงินลงทุนก้อนโตนี้ ถูกใช้ในการผลิตผลงานทั้งระดับนานาชาติ (International Productions) และผลงานในภาษาท้องถิ่น (Local Language Productions) รวมทั้งสิ้น 17 เรื่อง ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สตูดิโอต่างชาติมีต่อศักยภาพของประเทศไทย แต่ยังเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย ทั้งในระดับมหภาคและระดับจุลภาค
ผลงานฟอร์มยักษ์และซีรีส์ยอดนิยมหลายเรื่องที่ถ่ายทำในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่:
- Jurassic World: Rebirth (Universal)
- Alien: Earth (FX/Hulu)
- Love Stuck รักวนลูป (Prime Video)
- Mad Unicorn สงครามส่งด่วน (GDH/Netflix)
- 50 First Dates (Sony/GDH)
การเข้ามาของกองถ่ายเหล่านี้ ได้สร้าง “ผลกระทบตัวคูณ” (Multiplier Effect) ทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการจ้างงานทีมงานคนไทยจำนวนมหาศาลในหลากหลายตำแหน่ง ตั้งแต่ทีมงานเทคนิค ช่างฝีมือ ไปจนถึงนักแสดงสมทบ การใช้จ่ายในธุรกิจท้องถิ่น เช่น โรงแรมที่พัก บริการขนส่ง ร้านอาหาร การเช่าอุปกรณ์ และการใช้สถานที่ถ่ายทำที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวไปในตัว
อย่างไรก็ตาม คุณเวนูโกปาลัน จาก MPA ได้ให้ทัศนะที่ลึกซึ้งไปกว่าตัวเลขการลงทุนว่า “การสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ต้องอาศัยมากกว่าเม็ดเงินลงทุน”
เธอย้ำว่า การเติบโตในระยะยาว (Long-term Growth) นั้น มีเสาหลักที่สำคัญอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาทักษะของทีมงานในประเทศ (Upskilling Local Crews) เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีการผลิตระดับโลก, การสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจนผ่านนโยบายจากภาครัฐ (Government Incentives), กฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อการถ่ายทำ (Friendly Regulations) ที่ลดขั้นตอนซับซ้อน และที่สำคัญที่สุดคือ ระบบนิเวศสร้างสรรค์ (Creative Ecosystem) ที่สนับสนุนให้เกิดนวัตกรรม, การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล และความร่วมมือข้ามพรมแดน

รัฐบาลชูวิสัยทัศน์ “ไท ไทย” สวมบท “Executive Producer” ปั้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ในฝั่งของภาครัฐ คุณโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ได้ขึ้นเวทีเพื่อยืนยันถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อย่างเต็มกำลัง
“ในทุกเฟรมของภาพยนตร์ ทุกคำพูดของซีรีส์ มีเรื่องราวในตัวเอง และวันนี้ เรื่องราวของประเทศไทยกำลังถูกบอกเล่าให้ทั่วโลกได้รับรู้มากกว่าที่เคย” คุณโชติกากล่าว “เรากำลังอยู่ในยุคของการฟื้นฟูความสร้างสรรค์อย่างแท้จริง และภายใต้นโยบาย ‘Quick Big Win’ เรากำลังปฏิรูประบบยุทธศาสตร์แห่งชาติ เพื่อปลดล็อกศักยภาพของครีเอเตอร์ไทย และเชิญชวนทั่วโลกเพื่อมาร่วมสร้างสรรค์ผลงานไปกับเรา”
ไฮไลท์สำคัญคือการแนะนำวิสัยทัศน์ใหม่ภายใต้แนวคิด “ไท ไทย” (Thai-Thai) ซึ่งคุณโชติกาอธิบายว่า นี่ไม่ใช่แค่ “นโยบาย” แต่คือ “ปรัชญา” (Philosophy) ที่มุ่งหลอมรวมหัวใจของความเป็นไทย (Thainess) เข้ากับมาตรฐานการผลิตระดับโลก (Global Standards) เพื่อสร้างผลงานที่ “แตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์” และสามารถแข่งขันได้ในเวทีสากล
เพื่อขับเคลื่อนปรัชญานี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลได้ดำเนินการปฏิรูปที่สำคัญหลายประการ:
- ปฏิรูปคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ให้มีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุน (Proactive Support) มากกว่าการกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว
- จัดตั้งระบบส่งเสริมการผลิตที่ครอบคลุม (Comprehensive Incentive System) พร้อมข้อเสนอที่ดึงดูดกองถ่ายทำต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีทางอ้อมต่อการยกระดับภาพยนตร์ไทยด้วย
คุณโชติกาได้ปิดท้ายด้วยการเปรียบเปรยบทบาทใหม่ของกระทรวงวัฒนธรรมไว้อย่างน่าสนใจว่า “ที่กระทรวงวัฒนธรรม เรามองบทบาทของเราว่าเป็น Executive Producer แห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครั้งนี้ ที่พร้อมทลายทุกอุปสรรค เอื้ออำนวยให้ความร่วมมือที่จะเข้ามา และพร้อมลงทุนในความฝันของเหล่าผู้สร้างสรรค์”
เสาหลักแห่งความยั่งยืน: “คุ้มครอง” IP ก่อนที่ “สร้าง” จะไร้ความหมาย
ท่ามกลางข่าวดีด้านการลงทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วนในงาน คือ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property – IP)
เป็นที่ยอมรับกันว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีมูลค่ามหาศาลนี้ จะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากปราศจากการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้สร้างสรรค์และการลงทุนอย่างเข้มงวด เมื่ออุตสาหกรรมเติบโตเร็วเพียงใด ภัยคุกคามจากการละเมิดลิขสิทธิ์ (Piracy) ก็ยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้นเท่านั้น
การมีมาตรการเชิงรุกเพื่อต่อต้าน “โจรสลัด” เหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมาย แต่คือการสร้าง “ความมั่นใจ” (Confidence) ให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ว่าผลงานที่พวกเขานำเม็ดเงินหลายพันล้านมาสร้างในไทย จะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด
ปฏิบัติการ “DEV Shutdown”: เมื่อ DSI ผนึก ACE ทลายเครือข่าย IPTV เถื่อนยักษ์
ในเวทีเสวนา ได้มีการนำเสนอกรณีศึกษาล่าสุดที่สะท้อนถึงความร่วมมืออันทรงพลังระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างได้ผล นำโดยตัวแทนจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.)
กรณีศึกษาที่โดดเด่นและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือ “ปฏิบัติการ DEV Shutdown”
ปฏิบัติการนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความร่วมมือระหว่าง DSI, พันธมิตร ACE และสมาชิก ACE ในประเทศไทยอย่าง ทรูวิชั่นส์ (TrueVisions) โดยมีเป้าหมายในการยุติการดำเนินงานของ INWIPTV ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ IPTV ผิดกฎหมาย รายใหญ่ที่สุดของประเทศ และเปิดให้บริการมานานกว่า 1 ทศวรรษ สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างมหาศาล
การปฏิบัติการตรวจค้นพร้อมกันใน 6 พื้นที่เป้าหมาย นำไปสู่การยึดของกลางได้มากกว่า 150 รายการ ประกอบด้วย:
- อุปกรณ์ถ่ายทอดสัญญาณที่ไม่ได้รับอนุญาต
- เครื่องเซิร์ฟเวอร์ จำนวน 46 เครื่อง
- เอกสารทางการเงินที่เชื่อมโยงเครือข่าย
- กล่อง IPTV จำนวนมาก
คุณลาริสซา แนปป์ รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคุ้มครองเนื้อหาของ MPA กล่าวชื่นชมการบังคับใช้กฎหมายครั้งนี้ว่า “เราขอชื่นชมกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำหรับการดำเนินการอย่างเด็ดขาดในปฏิบัติการ DEV Shutdown ซึ่งสามารถจัดการกับเป้าหมายหลักของบริการ IPTV ผิดกฎหมายในประเทศไทยได้สำเร็จ คดีนี้คือตัวอย่างที่แสดงถึงพลังของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างเรากับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ รวมถึงสมาชิก ACE ในประเทศไทยอย่างทรูวิชั่นส์”
ด้าน คุณสมพันธ์ จารุมิลินท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด สะท้อนมุมมองจากภาคเอกชนไทยที่ได้รับผลกระทบโดยตรง “เราขอขอบคุณ DSI และ ACE สำหรับความร่วมมือในการต่อสู้กับการละเมิดลิขสิทธิ์”
คุณสมพันธ์ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบในมิติที่มากกว่าตัวเงินว่า “การปิดบริการละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องเยาวชนและชุมชนไทยจากอันตราย (เช่น มัลแวร์ หรือเนื้อหาไม่เหมาะสมที่แฝงมา) เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในประเทศอีกด้วย”
เขาทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือที่แข็งแกร่งจากทุกฝ่าย และเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ว่า “การบังคับใช้กฎหมายได้ผลจริง” (Enforcement works)
โดยสรุป งาน “Thailand’s Success Stories” ได้ฉายภาพที่ชัดเจนว่า ความสำเร็จของไทยในวันนี้ ไม่ได้มาจากเสน่ห์ของสถานที่ถ่ายทำหรือค่าแรงที่แข่งขันได้เท่านั้น แต่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสองกงล้อสำคัญที่ต้องหมุนไปพร้อมกัน นั่นคือ “การส่งเสริม” (Promotion) ผ่านการลงทุนมหาศาลและนโยบาย “ไท ไทย” ที่มุ่งสร้างสรรค์ และ “การคุ้มครอง” (Protection) ผ่านการบังคับใช้กฎหมายที่เด็ดขาด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทนี้ต่อไป
#TheReporterAsia #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจสร้างสรรค์ #ฮับถ่ายหนัง #MPA #ACE #SoftPowerไทย #ปราบละเมิดลิขสิทธิ์ #DSI #กระทรวงวัฒนธรรม #ThailandSuccessStories #INWIPTV #การลงทุน #ฮอลลีวูด #อุตสาหกรรมภาพยนตร์ #ไทไทย #ทรูวิชั่นส์ #ปอศ

