ช็อกวงการ! ลาก่อนของถูก ศุลกากร สั่งเก็บภาษีช้อปออนไลน์ทุกชิ้น

ช็อกวงการ! ลาก่อนของถูก ศุลกากร สั่งเก็บภาษีช้อปออนไลน์ทุกชิ้น

ประกาศิตกรมศุลกากร! สั่งล้มกระดาน “ยกเว้นภาษี” สินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ปิดฉากยุคทอง “ของถูก” จากแพลตฟอร์มออนไลน์ข้ามชาติ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ยืนยันเตรียมบังคับใช้กฎหมายเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สินค้านำเข้าทุกชิ้น แม้มีมูลค่าเพียง 1 บาท เริ่มดีเดย์ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป หลังเรียก 3 ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์ม Lazada, Shopee และ TikTok เข้าหารือด่วนเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติใหม่

ศุลกากร ชี้ชัดเพื่อ “สร้างความเป็นธรรม” ให้ผู้ประกอบการ SME ไทย คาดโกยรายได้เข้ารัฐเพิ่มไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ ยังสั่ง “ผ่าตัดองค์กร” ครั้งประวัติศาสตร์ ยกเลิกเงินรางวัลนำจับ แก่ผู้บริหารระดับสูง C8 ขึ้นไป หวังขจัดข้อครหา “ผลประโยชน์ทับซ้อน” สร้างความโปร่งใสครั้งใหญ่

ปิดตำนาน “ของถูก 1,500 บาท” สู่การเก็บภาษีทุกบาททุกสตางค์

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ายุคสมัยแห่งการสั่งซื้อสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยจากต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียภาษีอากรใดๆ กำลังจะสิ้นสุดลง ที่ผ่านมา กฎหมาย ศุลกากร ได้ให้สิทธิพิเศษ “ยกเว้นอากร” สำหรับการนำเข้าของที่มีมูลค่ารวมไม่เกิน 1,500 บาท ซึ่งกลายเป็น “ช่องว่าง” ขนาดมหึมาที่ทำให้สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากโรงงานในจีน ทะลักเข้าสู่ตลาดไทยผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ในแต่ละวัน สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ของไทย ที่ต้องแบกรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% และภาษีอื่นๆ เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้เลย

การตัดสินใจครั้งนี้ของกรม ศุลกากร ภายใต้การนำของอธิบดีคนใหม่ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ จึงถือเป็นการ “ล้มกระดาน” ครั้งสำคัญ โดยอาศัยจังหวะที่ประกาศยกเว้นภาษีเดิมกำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 นี้ และกรมศุลกากรเลือกที่จะ “ไม่ต่ออายุ” มาตรการดังกล่าว

ผลลัพธ์คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 (หรือปี ค.ศ. 2027) เป็นต้นไป สินค้านำเข้า ทุกชิ้น ที่สั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ จะต้องถูกจัดเก็บภาษี ณ ด่านศุลกากร โดยนายพันธ์ทองระบุชัดเจนว่า จะเก็บ “ตามอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ด่านศุลกากร สำหรับสินค้าที่มีมูลค่า 1 บาทขึ้นไป” ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าสินค้านั้นจะมีราคาถูกเพียงใด ผู้บริโภคจะต้องเป็นผู้รับภาระภาษีส่วนนี้

ศึกหนักแพลตฟอร์ม! เรียก 3 ยักษ์ “Lazada, Shopee, TikTok” วางแนวทาง

การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งใหญ่นี้ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม” ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญในการซื้อขาย กรมศุลกากรตระหนักถึงประเด็นนี้ดี จึงได้เชิญผู้ประกอบการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดในตลาด 3 ราย ได้แก่ Lazada, Shopee และ TikTok เข้าประชุมหารืออย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา

วาระสำคัญคือการ “รับทราบแนวทางปฏิบัติใหม่” ซึ่งในทางปฏิบัติหมายถึง การหารือถึงกลไกและกระบวนการในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ว่าจะดำเนินการในรูปแบบใด ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการนำส่งภาษีให้รัฐ แพลตฟอร์มจะต้องปรับปรุงระบบหลังบ้าน (Backend System) เพื่อรองรับการคำนวณและเรียกเก็บ VAT จากผู้ซื้อทันที ณ จุดชำระเงินหรือไม่ หรือจะเป็นการจัดเก็บโดยบริษัทโลจิสติกส์ที่ปลายทางก่อนส่งมอบสินค้า

นี่ถือเป็น “โจทย์ใหญ่” และ “ต้นทุน” มหาศาลสำหรับแพลตฟอร์ม ที่จะต้องพัฒนาระบบ IT ที่ซับซ้อนเพื่อเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลของกรมศุลกากรและกรมสรรพากร เพื่อให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว รองรับปริมาณพัสดุที่มหาศาล

วิเคราะห์ผลกระทบ: “อุ้ม SME” แลก “ผู้บริโภคกระเป๋าฉีก”?

เหตุผลหลักที่กรมศุลกากรใช้ในการผลักดันมาตรการนี้ คือการ “สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย” นายพันธ์ทอง ได้ให้ภาพที่ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะผลิตสินค้าเองหรือนำเข้าสินค้ามาขายอย่างถูกต้อง ต่างต้องจดทะเบียน VAT และเสียภาษี 7% ให้กับรัฐในทุกการซื้อขาย ในขณะที่สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศที่ทะลักเข้ามากลับ “ลอยนวล” ไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียว ทำให้เกิดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Competition) ทำลายโครงสร้างราคาของตลาดในประเทศ

อธิบดีกรมศุลกากรยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “การเก็บภาษีดังกล่าวอาจกระทบราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น” แต่ก็ได้ขอให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาคว่า “การนำเข้าสินค้าจากโรงงานต่างประเทศ ไม่เกิดประโยชน์ต่อการเพิ่มการจ้างงานและการใช้วัตถุดิบในประเทศ”

หากขยายความประเด็นนี้ หมายความว่า ทุกการใช้จ่าย 100 บาทกับสินค้า SME ไทย เงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยหลายรอบ (Multiplier Effect) ก่อให้เกิดการจ้างงาน เกษตรกรขายวัตถุดิบได้ โรงงานมีกำลังการผลิต แต่การจ่ายเงิน 100 บาทให้กับสินค้านำเข้าราคาถูก เงินนั้นจะ “รั่วไหล” (Leakage) ออกนอกประเทศทันที ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยน้อยมาก

สำหรับผลกระทบต่อภาครัฐ กรมศุลกากรคาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะช่วย เพิ่มการจัดเก็บรายได้รัฐไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดูเหมือนไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับตัวเลขที่น่าตกตะลึงที่กรมศุลฯ เปิดเผยเองว่า “ในแต่ละวันมีพัสดุจากต่างประเทศผ่านคำสั่งจากแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่น้อยกว่า 20 ล้านกล่อง คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท”

การที่รายได้เพิ่มขึ้น “เพียง” 3 พันล้านบาท สะท้อนว่ามูลค่าสินค้าส่วนใหญ่ที่ทะลักเข้ามานั้นเป็น “ของชิ้นเล็ก” จำนวนมหาศาล ซึ่งนโยบายนี้ตั้งเป้าที่จะอุดรูรั่วจาก “สึนามิพัสดุ” เหล่านี้โดยเฉพาะ

ผ่าตัดใหญ่กรมศุลฯ: ยกเลิก “เงินรางวัลนำจับ” ผู้บริหาร C8 อัพ

ในขณะที่นโยบายภาษีอีคอมเมิร์ซคือการ “ปฏิรูปภายนอก” กรมศุลกากรยังได้ประกาศ “ปฏิรูปภายใน” ครั้งประวัติศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย นายพันธ์ทอง เปิดเผยว่า กรมศุลกากรเตรียมออกประกาศฯ แก้ไข “ระเบียบกรมศุลกากรว่าด้วยการจ่ายเงินสินบนและรางวัล พ.ศ. 2517” ซึ่งเป็นระเบียบที่ใช้มาอย่างยาวนานเกือบ 50 ปี

สาระสำคัญคือการ “ยกเลิกการจ่ายเงินรางวัลแก่ผู้บริหารระดับ 8 ขึ้นไป” นี่คือการยกเลิกการจ่ายเงินส่วนแบ่งค่าปรับ หรือ “เงินรางวัลนำจับ” ให้กับอธิบดีและผู้บริหารระดับสูงของกรมศุลกากร ซึ่งปัจจุบันมีการกำหนดเพดานการจ่ายเงินส่วนนี้ไว้ไม่เกิน 5 ล้านบาท (ต่อคดีหรือต่อปี ไม่ได้ระบุชัดในเอกสาร) การยกเลิกนี้หมายความว่า ผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติหรือการจับกุม จะไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นตัวเงินจากคดีนั้นๆ อีกต่อไป

เหตุผลเบื้องหลังการ “ล้างบ้าน” ครั้งนี้ คือ “เพื่อความโปร่งใสและลดข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน” ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น การที่ผู้บริหารอาจมีแรงจูงใจในการสั่งการหรือพิจารณาคดีโดยมุ่งเน้นไปที่คดีที่จะได้รับเงินรางวัลสูง มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่น่าสนใจคือ การปฏิรูปนี้ยังเป็นผลสืบเนื่องมาจาก “การเจราภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา” ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ อาจตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นความโปร่งใสและระบบสินบนรางวัลของไทย (ตามที่ปรากฏในผลการค้นหา) การดำเนินการนี้จึงเป็นการยกระดับมาตรฐานของกรมศุลกากรให้ทัดเทียมสากล

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้การปราบปรามการกระทำผิดหยุดชะงัก กรมศุลกากรยืนยันว่า “ยังคงจ่ายเงินรางวัลให้กับบุคคลภายนอกที่แจ้งเบาะแส” จนนำไปสู่การติดตามจับกุมปราบปรามคดีกระทำผิดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสินค้า นี่คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า “สายข่าว” หรือ “พลเมืองดี” ยังคงได้รับผลตอบแทน เพื่อเป็นแรงจูงใจในการช่วยรัฐสอดส่องการทุจริตต่อไป

บทสรุป: ก้าวใหม่ศุลกากร ยุค “พันธ์ทอง”

การประกาศนโยบาย “2 เด้ง” พร้อมกันของอธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่ สะท้อนวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการสร้าง “สมดุล” ใหม่ เด้งที่หนึ่ง คือการสร้างสมดุลการแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซ ปกป้อง SME ไทย แม้จะต้องแลกมาด้วยเสียงบ่นของผู้บริโภคในระยะสั้น เด้งที่สอง คือการสร้างสมดุลภายในองค์กร ยกระดับธรรมาภิบาล ลดแรงจูงใจในการทุจริตเชิงนโยบาย และสร้างความโปร่งใส

นี่คือ “Quick Big Win” ที่นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ กำลังเดิมพัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย และภาพลักษณ์ของกรมศุลกากรไปอีกนานหลายปี

#กรมศุลกากร #ภาษีนำเข้า #ภาษีeCommerce #ช้อปออนไลน์ #ของถูก #Lazada #Shopee #TikTok #SMEไทย #พันธ์ทองลอยกุลนันท์ #ยกเลิกเงินรางวัล #เศรษฐกิจไทย #TheReporterAsia

Related Posts