Etihad ปักธงเชียงใหม่-กระบี่ ชู A321LR เจาะตลาดพรีเมียม

Etihad ปักธงเชียงใหม่-กระบี่ ชู A321LR เจาะตลาดพรีเมียม

สายการบินเอทิฮัด (Etihad Airways) สายการบินแห่งชาติของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เดินหน้าตอกย้ำความมุ่งมั่นครั้งสำคัญต่อตลาดประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง ด้วยการประกาศปักหมุดเปิดสองเส้นทางบินตรงใหม่ล่าสุด เชื่อมต่อระหว่างสองเมืองท่องเที่ยวยุทธศาสตร์ของไทยสู่กรุงอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยประเดิมด้วยเส้นทาง กระบี่ – อาบูดาบี ที่เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา

และล่าสุดกับเส้นทาง เชียงใหม่ – อาบูดาบี ซึ่งเที่ยวบินปฐมฤกษ์ Etihad ได้ร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงใหม่ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 สะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับความสำคัญของประเทศไทยในฐานะตลาดใหญ่อันดับสองของสายการบินในระดับโลก และเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงศักยภาพของกระบี่และเชียงใหม่ในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง

การเปิดตัวสองเส้นทางบินใหม่นี้ นับเป็นหมุดหมายที่สามและสี่ของเอทิฮัดในประเทศไทย ต่อจากกรุงเทพมหานครและภูเก็ต ซึ่งถือเป็นเสาหลักสำคัญของสายการบินในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเติบโต มุ่งขยายจุดหมายปลายทางให้ครอบคลุมกว่า 125 แห่งทั่วโลก ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยการขยายเครือข่ายครั้งนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับการลงนามบันทึกความร่วมมือ กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อเป้าหมายในการส่งเสริมการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกอย่างแท้จริง

ผู้บริหารชี้ “ไทย” ตลาดใหญ่อันดับสอง ลงทุนหนักต่อเนื่อง

ในงานแถลงข่าวเปิดตัวเส้นทางบินเชียงใหม่-อาบูดาบี ณ จังหวัดเชียงใหม่ นายแฟรงก์ เมเยอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัล ของ Etihad Aviation Group ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงด้วยเที่ยวบินดังกล่าว ได้กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “วันนี้เป็นวันที่สำคัญมากสำหรับเอทิฮัด เราได้นำเที่ยวบินปฐมฤกษ์ลงจอดที่เชียงใหม่เมื่อเช้านี้ และเราตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้ให้บริการเมืองที่ 4 ของเราในประเทศไทย”

“ประเทศไทย ถ้าผมจำไม่ผิด ที่นี่คือตลาดใหญ่อันดับสองของเราในเครือข่ายทั้งหมดในขณะนี้ มันสำคัญมากๆ ครับ เราลงทุนอย่างหนักในตลาดนี้ เรามี 5 เที่ยวบินต่อวันไปกรุงเทพฯ, 3-4 เที่ยวบินไปภูเก็ต, ให้บริการทุกวันไปกระบี่ และ 4 ครั้งต่อสัปดาห์มาเชียงใหม่ นี่คือการลงทุนที่ยิ่งใหญ่ และเราทำเพราะเราเชื่อมั่นในตลาดนี้”

“การเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงใหม่จากกระบี่และเชียงใหม่สู่อาบูดาบี ถือเป็นก้าวสำคัญของสายการบินเอทิฮัดในการขยายศักยภาพการเชื่อมต่อในระดับโลก เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่จะได้ต้อนรับนักเดินทางสู่บ้านอันอบอุ่นของเรา ณ กรุงอาบูดาบี พร้อมทั้งส่งเสริมโอกาสใหม่ด้านการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างอาบูดาบีและจุดมุ่งหมายสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมีความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่และเชียงใหม่ ดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ความงดงามทางธรรมชาติและวัฒนธรรม กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเดินทางจากทั่วโลก”

กลยุทธ์เจาะ “อัญมณีที่ซ่อนอยู่” ตอบโจทย์ Wellness Travel

กลยุทธ์เบื้องหลังการเลือก “กระบี่” และ “เชียงใหม่” เป็นจุดหมายใหม่ สะท้อนถึงการมองตลาดที่ลึกซึ้งกว่าเดิม โดย คุณแคลร์ เคอร์ติส หัวหน้าฝ่ายวางแผนการขายและลูกค้าสัมพันธ์ทั่วโลก อธิบายว่า เอทิฮัดกำลังมองหาการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคที่นอกเหนือไปจากเมืองหลวงหลัก

“ทุกคนคุ้นเคยกับกรุงเทพฯ และภูเก็ตดีอยู่แล้ว แต่สำหรับเรา มันน่าตื่นเต้นมาก เพราะทั้งกระบี่และเชียงใหม่เปรียบเหมือน ‘อัญมณีทางธรรมชาติ’ ที่รอการค้นพบค่ะ” คุณแคลร์กล่าว “ในตะวันออกกลาง ตอนนี้นักเดินทางมีความอยากรู้อยากเห็นมาก มีความต้องการ ‘การเดินทางเชิงสุขภาพ’ สูงมากเป็นพิเศษ และจะมีที่ไหนดีไปกว่าเชียงใหม่ให้พวกเขามาเยือนล่ะคะ นี่คือส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงมาที่นี่”

A321LR: อาวุธลับเครื่องลำตัวแคบ มอบประสบการณ์ First Class

หัวใจสำคัญของการขยายเส้นทางครั้งนี้ และเป็นตัวเปลี่ยนเกมที่สำคัญในทางเศรษฐศาสตร์การบิน คือการนำเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด แอร์บัส A321LR เข้ามาให้บริการในทั้งสองเส้นทาง ซึ่ง นายแฟรงก์ เมเยอร์ ย้ำว่านี่คือกลยุทธ์หลักในการเจาะ “ตลาดเฉพาะกลุ่ม”

เครื่องบินรุ่น A321LR นี้ ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์พรีเมียมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนบนเครื่องบินลำตัวแคบ (Narrow-body) โดยมีการจัดผังห้องโดยสารถึงสามคลาส ประกอบด้วย ห้องโดยสาร First Suites จำนวน 2 ห้อง ที่มาพร้อมประตูบานเลื่อนเพื่อความเป็นส่วนตัวสูงสุด เตียงนอนปรับเอนราบได้เต็มที่ ซึ่งปกติจะพบได้เฉพาะในเครื่องบินลำตัวกว้าง (Wide-body) เท่านั้น, ที่นั่งชั้นธุรกิจจำนวน 14 ที่นั่ง ที่สามารถปรับเอนราบได้เต็มที่ และทุกที่นั่งติดทางเดิน และชั้นประหยัดอีก 144 ที่นั่ง

Etihad

ย้ำภาพลักษณ์พรีเมียม “ดุจเจ็ตส่วนตัว” ไม่หวั่นเครื่องลำตัวแคบ

หลายฝ่ายอาจตั้งคำถามว่าการใช้เครื่องบินลำตัวแคบจะลดทอนภาพลักษณ์ความพรีเมียมของเอทิฮัดหรือไม่ นายแฟรงก์ เมเยอร์ ได้ตอบคำถามนี้อย่างชัดเจนว่า

“ไม่เลยครับ ในทางกลับกัน เราแทบจะยกระดับบริการพรีเมียมของเราบนเครื่องลำตัวแคบนี้ด้วยซ้ำ ผลิตภัณฑ์พรีเมียมบน A321LR ให้ความรู้สึกเกือบเหมือนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว เพราะมันไม่แออัด ประสบการณ์การขึ้นเครื่องก็ราบรื่น และที่นั่งก็ดีกว่าเครื่องลำตัวกว้างบางรุ่นของเราด้วยซ้ำ”

กลยุทธ์ของเราคือการมีความยืดหยุ่น เรามีเครื่องบินตั้งแต่ A320 ไปจนถึง A380 ทำให้เราสามารถจัดเครื่องบินที่เหมาะสมกับดีมานด์ได้ การนำ A321LR เข้ามา ช่วยให้เราสามารถให้บริการในจุดหมายอย่างเชียงใหม่หรือฮานอยได้ ซึ่งในแง่ของดีมานด์อาจจะยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา นี่คือการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้เรา”

คุณแคลร์ เคอร์ติส เสริมว่า “ฉันพบว่าผลิตภัณฑ์บนเครื่องนี้สบายมาก และเทียบได้กับประสบการณ์บนเครื่องลำตัวกว้างเลยค่ะ สิ่งที่เราทำได้ในการออกแบบบนเครื่องลำตัวแคบนี้มัน ‘น่าทึ่ง’ มาก เราภูมิใจในเครื่องบินลำนี้อย่างยิ่ง”

การรุกขยายเส้นทางในไทยครั้งนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ในการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเอทิฮัด นายแฟรงก์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน เอทิฮัดมีเครื่องบิน 115 ลำ ปีนี้เพียงปีเดียวเรามีเครื่องบินเพิ่ม 22 ลำ และคาดว่าภายในปี 2030 เราจะมีฝูงบินมากกว่า 200 ลำ เราน่าจะเป็นหนึ่งในสายการบินที่โตเร็วที่สุดในโลกตอนนี้ ซึ่งเราเพิ่งประกาศ 31 จุดหมายปลายทางใหม่ และในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เราเปิดถึง 5 เส้นทางใหม่ คือ เชียงใหม่ (CNX) ฮานอย (HAN)  ฮ่องกง (HKG) ตูนิส (TUN) และกระบี่ (KBV) เรากำลังเติบโตอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะนี่คือโอกาสการเติบโตที่ยิ่งใหญ่”

ชู “อาบูดาบี” คู่แข่งดูไบ ดันเป็นฮับวัฒนธรรม-ดิจิทัล AI

ในขณะที่สายการบินคู่แข่งในตะวันออกกลางอาจมุ่งเน้นไปที่เมืองหลักอย่างดูไบ เอทิฮัดชูจุดแข็งของ “อาบูดาบี” ในฐานะประตูสู่ตะวันออกและตะวันตก “ทำไมต้องอาบูดาบี คำถามนี้ง่ายมากครับ เราเป็นของรัฐบาลอาบูดาบี” นายแฟรงก์อธิบาย “แต่เราภูมิใจในทุกสิ่งของ UAE คนส่วนใหญ่ที่มาก็จะเที่ยวทั้งสองที่ ดูไบอาจจะดังกว่าในแง่เมืองที่คึกคัก แต่เราเชื่อว่าอาบูดาบีมีชายหาดที่สวยกว่า และเรามีประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งกว่าให้เสนอ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ หรือมัสยิดชีคซาเยดที่ยิ่งใหญ่”

คุณแคลร์ ยังได้กล่าวเสริมถึงอนาคตที่น่าตื่นเต้นของอาบูดาบีว่า “เรากำลังจะมีพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ และล่าสุด ดิสนีย์แลนด์ก็เพิ่งประกาศสร้างแห่งที่ 7 ที่อาบูดาบี บนเกาะยาส (Yas Island) นี่คือการพัฒนาที่น่าตื่นเต้นมาก”

นอกเหนือจากการท่องเที่ยว นายแฟรงก์ ยังเน้นย้ำว่าอาบูดาบีกำลังเติบโตในฐานะศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญ “อาบูดาบีกำลังลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมดิจิทัล มีการประกาศสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ขนาดใหญ่ อาบูดาบีจะเป็นหนึ่งในฮับระดับโลกด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)” เขากล่าว พร้อมเสริมว่าสนามบินใหม่ในอาบูดาบีที่เพิ่งเปิดให้บริการเมื่อสองปีที่แล้วนั้น “เป็นหนึ่งในสนามบินที่สวยที่สุดในโลก”

โปรแกรม “Stopover” และแคมเปญ “Gold Tier” กระตุ้นตลาด

เพื่อดึงดูดนักเดินทางให้สัมผัสประสบการณ์ของอาบูดาบี เอทิฮัดได้นำเสนอโปรแกรม “Etihad Stopover” ที่เปิดโอกาสให้ผู้โดยสารที่ต้องเปลี่ยนเครื่อง ณ กรุงอาบูดาบี สามารถเติมเต็มการเดินทางด้วยการเข้าพักโรงแรมฟรีสูงสุดถึงสองคืน เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมและมนต์เสน่ห์ของเมืองหลวงแห่งนี้

สำหรับตลาดประเทศไทย คุณแคลร์ เคอร์ติส ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง “เราเห็นคนไทยไปอยู่ใน UAE มากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ฉันคิดว่าประมาณ 40,000 คน และยังมีนักเรียนไทยจำนวนมากด้วย”

ในขณะที่ นายแฟรงก์ วิเคราะห์ถึงกลุ่มนักเดินทางจากตะวันออกกลางว่า “นักเดินทางจาก UAE มีความคาดหวังในแง่ของบริการที่ค่อนข้างสูง และผมเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของเรา ทั้งเครื่องบิน Business และ First Class รวมถึงโรงแรมและกิจกรรมในไทย สามารถรองรับตลาดพรีเมียมนี้ได้”

และเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดเส้นทางบินใหม่เชียงใหม่–อาบูดาบี เอทิฮัดได้มอบข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับสมาชิก ด้วยแคมเปญ “Gold Tier” โดยผู้ที่ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 3–30 พฤศจิกายน 2568 จะได้รับการอัปเกรดสถานะเป็นระดับ Gold ทันที และหากทำการจองและเดินทางภายใน 6 เดือนหลังจากลงทะเบียน จะมีสิทธิ์ขยายสถานะระดับ Gold ออกไปอีก 12 เดือน ซึ่งมอบสิทธิประโยชน์มากมาย อาทิ การเข้าใช้ห้องรับรองผู้โดยสารชั้นธุรกิจ การเลือกที่นั่งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสิทธิ์ในการนำสัมภาระเพิ่มเติม

การเติบโตของเครือข่ายการบินของเอทิฮัดในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเชื่อมโยงกรุงอาบูดาบีเข้ากับเมืองสำคัญในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่เป้าหมายระยะยาวของสายการบินในการต้อนรับผู้โดยสารจำนวน 38 ล้านคนต่อปีภายในปี พ.ศ. 2573


ตารางการบิน

  • EY426: อาบูดาบี (21:20) – เชียงใหม่ (06:05+1) / ความถี่: จันทร์, พุธ, ศุกร์, อาทิตย์
  • EY427: เชียงใหม่ (08:50) – อาบูดาบี (13:05) / ความถี่: จันทร์, อังคาร, พฤหัส, เสาร์
  • EY424: อาบูดาบี (08:45) – กระบี่ (18:45) / ความถี่: ทุกวัน (Daily)
  • EY425: กระบี่ (20:55) – อาบูดาบี (00:45+1) / ความถี่: ทุกวัน (Daily)

#Etihad #เอทิฮัด #ChiangMai #Krabi #AbuDhabi #A321LR #บินตรงเชียงใหม่อาบูดาบี #บินตรงกระบี่อาบูดาบี #TAT #ท่องเที่ยวไทย #ข่าวเศรษฐกิจ #สายการบิน #ตะวันออกกลาง #WellnessTravel

Related Posts