ในยุคที่สงครามข้อมูลข่าวสารทวีความรุนแรงควบคู่ไปกับความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ รายงานระดับโลกฉบับล่าสุดได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าองค์กรในประเทศไทยกำลังตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วย “ข้อมูลบิดเบือน” ในอัตราที่สูงลิ่ว ติดอันดับต้นๆ ของโลก สถานการณ์นี้กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพการดำเนินงานของภาคเอกชน ท่ามกลางพายุทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัวขึ้นในปี 2568
TheReporterAsia เจาะลึก “รายงานความปลอดภัยโลก ปี 2568” (2025 World Security Report) จัดทำโดย Allied Universal® และ G4S บริษัทชั้นนำด้านการรักษาความปลอดภัยระดับโลก เพื่อวิเคราะห์นัยสำคัญทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่ผู้บริหารระดับสูงต้องจับตามอง
สงครามข้อมูลบิดเบือน (Disinformation) เล่นงานธุรกิจไทย
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดจากรายงานฉบับนี้ คือการที่ “ข้อมูล” ถูกใช้เป็นอาวุธในการโจมตีธุรกิจ ผลการสำรวจระบุชัดเจนว่า 78% ของบริษัทในไทยรายงานว่าตนตกเป็นเป้าหมายของแคมเปญข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลเท็จในปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่า การโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแฮกเข้าระบบเพื่อขโมยข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นการมุ่งทำลายชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และสร้างความสับสนให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังระบุถึงแรงจูงใจเบื้องหลังที่น่าตกใจ โดย 60% ของหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงในไทย (CSO) ระบุว่า กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ไม่ประสงค์ดีที่มุ่งเป้ามายังธุรกิจของตน มีแรงจูงใจหลักมาจากข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงแค่สถิติธรรมดา แต่เป็นอัตราที่ สูงเป็นอันดับสองของโลก สิ่งนี้บ่งชี้ว่าประเทศไทยได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญของสงครามข่าวสาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก หากไม่มีมาตรการรับมือที่ทันท่วงที
คุณโกมล ปานมงคล ผู้จัดการประจำจีโฟร์เอส (G4S) ประเทศไทย ได้ให้ความเห็นที่สะท้อนภาพความเป็นจริงนี้ว่า “ข้อมูลดังกล่าวเผยให้เห็นถึงภาพรวมของความปลอดภัยที่ซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรากำลังเห็นผลกระทบของข้อมูลบิดเบือนและข้อมูลเท็จที่มีต่อธุรกิจ สิ่งนี้ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ยากขึ้นสำหรับธุรกิจ”
มรสุมเศรษฐกิจ: ความไม่มั่นคงที่กัดเซาะความเชื่อมั่น
นอกจากภัยคุกคามทางไซเบอร์และข้อมูลเท็จแล้ว “ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Instability) ยังถูกจัดให้เป็นภัยคุกคามอันดับต้นๆ สำหรับประเทศไทย โดย 53% ของ CSO คาดการณ์ว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานของพวกเขาในปีที่จะถึงนี้
ความกังวลนี้สอดคล้องกับภาพรวมในระดับภูมิภาค โดยเอเชียแปซิฟิก (APAC) ถูกระบุว่าเป็นภูมิภาคที่เป็นผู้นำในข้อกังวลระดับโลกด้านความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งความเสี่ยงนี้ไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มักจะเป็นตัวเร่งให้เกิด “อาชญากรรมที่มีแรงจูงใจทางการเงิน” (Financial-motivated crime) เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
คุณซานเจย์ เวอร์มา (Sanjay Verma) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร G4S ประจำภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ได้ฉายภาพความเชื่อมโยงนี้อย่างชัดเจนว่า “ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงดำเนินไปภายใต้สภาพแวดล้อมระดับมหภาคที่ซับซ้อน… ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ล้วนกำลังปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยสำหรับภาคธุรกิจ”
ศัตรูที่มองไม่เห็น: ภัยคุกคามจากภายในและการรั่วไหลของข้อมูล
ในขณะที่ธุรกิจมัวแต่ระวังภัยจากภายนอก รายงานฉบับนี้ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการมองเข้ามาภายในองค์กร โดย CSO ในไทยระบุว่า การรั่วไหลของข้อมูลที่ละเอียดอ่อน (33%) เป็นภัยคุกคามจากภายในองค์กรอันดับต้นๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า
ประเด็นนี้นับว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับการทำธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ “ข้อมูล” มีค่าดั่งน้ำมัน การรั่วไหลของความลับทางการค้า ฐานข้อมูลลูกค้า หรือแผนกลยุทธ์ ย่อมหมายถึงความเสียหายทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ และอาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้บริโภคอย่างถาวร
ทางรอดของธุรกิจ: พลิกโฉมยุทธศาสตร์ความปลอดภัยสู่ยุค AI และ Human Touch
จากวิกฤตการณ์ข้างต้น ภาคธุรกิจไทยจะรับมืออย่างไร? รายงาน World Security Report 2025 ได้นำเสนอแนวทางที่น่าสนใจ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มงบประมาณ แต่คือการ “เปลี่ยนกระบวนทัศน์” ในการบริหารจัดการความปลอดภัย
1. ยกระดับความปลอดภัยสู่วาระแห่งชาติขององค์กร ผลสำรวจพบว่า 95% ของหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่า ความปลอดภัยทางกายภาพควรมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ในระดับที่สูงขึ้นภายในธุรกิจของตน ผู้บริหารระดับ C-Suite ต้องมองว่าความปลอดภัยไม่ใช่ “ต้นทุน” (Cost Center) แต่เป็น “การลงทุน” (Investment) เพื่อความยั่งยืนขององค์กร
2. การผสานพลังระหว่าง AI และ มนุษย์ (Hybrid Security) แม้โลกจะก้าวเข้าสู่ยุค AI แต่บทบาทของมนุษย์กลับทวีความสำคัญยิ่งขึ้น ผลสำรวจระบุชัดว่า 97% เห็นด้วยว่าบุคลากรด้านความปลอดภัยด่านหน้า (Frontline Security Professionals) ยังคงเป็นส่วนสำคัญในการรักษาความปลอดภัยขององค์กร ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดร่วมกันในระดับโลก
คุณซานเจย์ เวอร์มา เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการลงทุนด้านเทคโนโลยีควบคู่ไปกับคน “การลงทุนในเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI-powered solutions) จึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่จำเป็น” พร้อมเสริมว่าต้องมีการ “เพิ่มทักษะให้แก่บุคลากรด้านความปลอดภัยด่านหน้า เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างราบรื่น”
3. การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Security Culture) การรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ใช่หน้าที่ของแผนก รปภ. เพียงอย่างเดียว แต่ต้องขยายวงกว้างไปสู่พนักงานทุกคนในองค์กร เพื่อสร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังและป้องกันที่มีประสิทธิภาพ
บทสรุป: ภูมิทัศน์ใหม่แห่งความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
รายงาน World Security Report 2025 ฉบับนี้ ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก CSO กว่า 2,352 ราย จากบริษัทที่มีรายได้รวมกันกว่า 25 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนมายังประเทศไทย ตัวเลข 78% ของการถูกโจมตีด้วยข้อมูลบิดเบือน และความกังวลเรื่องเศรษฐกิจผันผวน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโจทย์หินที่ผู้บริหารต้องแก้ให้ตก
กุญแจสำคัญในการฝ่ามรสุมครั้งนี้ ตามที่คุณโกมล ปานมงคล แนะนำ คือ “การรักษาความปลอดภัยที่วางแผนมาอย่างรัดกุม ซึ่งผสมผสานเทคโนโลยี การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และบุคลากรด้านความปลอดภัยที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด” เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้องค์กรสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับพายุข่าวปลอมหรือคลื่นลมทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเพียงใด
การตระหนักรู้และเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจของคุณจะเป็น “ผู้รอด” หรือ “เหยื่อ” ในสมรภูมิเศรษฐกิจและความมั่นคงปี 2568
#WorldSecurityReport2025 #G4SThailand #AlliedUniversal #CyberSecurity #Disinformation #EconomicInstability #BusinessResilience #ข่าวปลอม #ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ #เศรษฐกิจไทยปี68 #TheReporterAsia

