ไปรษณีย์ไทย (ปณท.) ประกาศยุทธศาสตร์ “Sustain Innovation” เดินหน้าทุ่มงบลงทุนด้านเทคโนโลยีทะลุ 1,500 ล้านบาท พร้อมเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุน/บริษัทย่อย (Tech Engine) ในปี 2569 เพื่อสร้าง Know-how ด้านดิจิทัลและสร้างรายได้ใหม่ 24 ชั่วโมง เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 รายได้รวมโต 7% แม้เผชิญความท้าทายจาก “ภาษีทรัมป์” ที่ทำให้รายได้ระหว่างประเทศลดลง 10% พร้อมผนึกกำลังไปรษณีย์ลาว เปิดบริการ COD ข้ามแดนรับตลาดภูมิภาค
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – ก.ย.) ว่า ไปรษณีย์ไทยสามารถทำ รายได้รวม 16,860.73 ล้านบาท คิดเป็นการ เติบโต 7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนคือ กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งสร้างรายได้กว่า 7,990.28 ล้านบาท และมีสัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 47.39% ของรายได้ทั้งหมด ขยายตัวถึง 8.42% เมื่อเทียบกับปี 2567 สอดคล้องกับการเติบโตในอุตสาหกรรมค้าปลีก อีคอมเมิร์ซ และสินค้าแฟชั่น
“ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแข็งแกร่งของระบบงานไปรษณีย์และความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการ ซึ่งไปรษณีย์ไทยได้ลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระบบงาน เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพบริการที่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ และเป็นเครื่องยืนยันว่าไปรษณีย์ไทยกำลังก้าวสู่ทิศทางการเติบโตที่มั่นคง” ดร.ดนันท์กล่าว
ทั้งนี้ ปณท. ยังคงยืนยันบทบาทการเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านบริการขนส่งทั้งในและระหว่างประเทศ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ทำให้รายได้จากธุรกิจระหว่างประเทศลดลง 10% นอกจากนี้ ปณท. ยังคงให้บริการเพื่อสังคม (PSO) อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือนแรก คิดเป็นมูลค่า 466.93 ล้านบาท
คะแนนความเชื่อมั่นพุ่งแตะ 97.92% ชู Travel Lite โต 551%
ความสำเร็จด้านรายได้ดังกล่าวมาพร้อมกับความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลสำรวจในปี 2568 พบว่า ความเชื่อมั่นในแบรนด์ไปรษณีย์ไทย มีคะแนนเพิ่มสูงถึง 97.92% จาก 91.87% ในปี 2567 ขณะที่ คะแนนความไว้วางใจแบรนด์ ได้ 98.26% ซึ่งสูงขึ้นจาก 96.11% ของปี 2567 ดร.ดนันท์ระบุว่าตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้บริการสัมผัสถึงประสบการณ์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในด้านความเร็ว ความแม่นยำ และคุณภาพบริการ
นอกจากกลุ่มบริการขนส่งที่เป็นรายได้หลักแล้ว ธุรกิจเสริมอื่น ๆ ก็มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เช่น บริการ “Travel Lite” ซึ่งเป็นบริการขนส่งสัมภาระและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยว ทำรายได้เติบโตจากปี 2567 มากถึง 551% สะท้อนความมั่นใจในเครือข่าย ปณท. และช่วยส่งเสริมมิติด้านการท่องเที่ยวให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น ขณะที่บริการค้าปลีกและการเงิน ทำรายได้เติบโตขึ้นจากเดิม 14.33% ซึ่งเป็นผลจากการขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ และความสามารถในการผสานบริการออฟไลน์–ออนไลน์
ปักธง Sustainovation ปี 69: ขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI และ Digital Ecosystem
ในช่วงปลายปีนี้และปี 2569 ปณท. ได้วางยุทธศาสตร์ “Sustainovation” เพื่อนำพาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยเป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาพัฒนาโครงสร้างธุรกิจอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการวางตำแหน่งไปรษณีย์ไทยสู่การเป็น Tech Post อย่างเต็มรูปแบบ ด้วยโซลูชันหลัก 4 ด้าน:
-
การขับเคลื่อนองค์กรด้วย AI: ปณท. เร่งศึกษาและทดลองนำ AI มาใช้ในการวางแผนเส้นทางนำจ่ายที่เหมาะสม เพื่อลดข้อผิดพลาด ลดเวลา และประหยัดพลังงาน รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าโดยใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของลูกค้าเพื่อจัดการสต็อกได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งพัฒนา Chatbot และระบบตอบรับอัจฉริยะให้บริการข้อมูลและแก้ไขปัญหาเบื้องต้นแก่ผู้ใช้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และพัฒนา Super App ที่รวบรวมบริการขนส่ง การเงิน และอีคอมเมิร์ซไว้ในแพลตฟอร์มเดียว
-
การเร่งพัฒนาบริการ D/ID (Delivery ID): เพื่อกระตุ้นโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมั่นและความเป็นส่วนตัว โดย D/ID จะทำหน้าที่เป็นรหัสกลางที่ทำให้การทำงานร่วมกันของหน่วยงานรัฐ อีคอมเมิร์ซ และเอกชนเชื่อมโยงกันได้อย่างไร้รอยต่อ และช่วยให้ ปณท. รองรับปริมาณงานต่อวันได้เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุน
-
ยกระดับบริการ Prompt Post: พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เช่น Digital Postbox (ตู้ไปรษณีย์ดิจิทัลส่วนบุคคล), Passport Tracking (บริการติดตามสถานะหนังสือเดินทาง), Prompt Pass (ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานรัฐ), และ Prompt Vote (ระบบการลงคะแนนเสียงออนไลน์รูปแบบใหม่)
-
เพิ่มประสิทธิภาพ Postman Cloud: ขยายกำลังคนในแต่ละพื้นที่ เช่น กลุ่มบุคลากรวัยเกษียณที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อรองรับดีมานด์การเก็บข้อมูลและสำรวจทรัพย์ รวมถึงการพัฒนาระบบไอทีและ AI เพื่อนำมาวิเคราะห์และประมวลผลจากการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพ
บริการระหว่างประเทศเชิงกลยุทธ์ และความร่วมมือ COD ข้ามแดน
ดร.ดนันท์ระบุว่าบริการขนส่งระหว่างประเทศถือเป็นอีกหนึ่งบริการเชิงกลยุทธ์ที่ ปณท. ให้ความสำคัญ โดยปริมาณงานในภาพรวมตั้งแต่ปี 2567-2568 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการ EMS ที่ทำรายได้สูงสุดคิดเป็น 33.99% ของรายได้บริการส่งต่างประเทศทั้งหมด
ในปี 2569 ปณท. จะมุ่งเสริมมาตรฐานบริการข้ามแดนให้เทียบเท่าสากล และขยายความร่วมมือโลจิสติกส์กับปลายทางสำคัญทั่วโลก เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME และผู้ค้าออนไลน์ สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ได้ง่ายขึ้น และมีการให้บริการแบบ End-to-End ตั้งแต่ให้คำปรึกษาการส่งออก การจัดทำเอกสารศุลกากร การจัดเก็บและแพ็กกิ้งตามมาตรฐานสากล ไปจนถึงการเลือกบริการขนส่งที่เหมาะสม
ความร่วมมือกับไปรษณีย์ลาว ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขยาย International Business และบริการต่าง ๆ ในรูปแบบ Cross Border รวมถึงการขยายบริการ Cash on Delivery (COD) ข้ามแดน โดยให้ไปรษณีย์ลาวทำหน้าที่จัดเก็บเงินปลายทางให้กับผู้ประกอบการไทย ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขยายตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้านและสร้างธุรกิจระหว่างประเทศให้เติบโต
เรียกร้องรัฐกำกับดูแล E-Commerce แพลตฟอร์มเพื่อประโยชน์คนไทย
ดร.ดนันท์ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ของตลาดอีคอมเมิร์ซว่า ปณท. จำเป็นต้อง ไล่ตามให้ทันช่องทางการซื้อขายที่หลากหลาย ในโลกออนไลน์ (Social Commerce, e-Marketplace, Chatbot) ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโต แต่ก็มีความท้าทายที่สำคัญคือการที่ผู้ให้บริการขนส่งต้องทำตามมาตรฐานที่ แพลตฟอร์ม กำหนดทั้งหมด
ในการนี้ ปณท. เชื่อว่า รัฐบาลควรเข้ามา กำกับดูแล (Regulate) แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลให้ผู้ขายมีสิทธิในการ เลือกใช้บริการขนส่ง ที่ตนต้องการ เพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการและลดภาระที่ถูกกำหนดโดยแพลตฟอร์ม รวมถึงการกำกับดูแลเรื่องคุณภาพสินค้าและการป้องกันการหลอกลวงบนแพลตฟอร์ม
กางแผน JV/Tech Engine: ปั้นบริษัทลูกสู้ Talent
ดร.ตฤณ ทวิธารานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจบริการดิจิทัล บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ได้ให้รายละเอียดถึงกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความยั่งยืนด้านเทคโนโลยี นั่นคือการจัดตั้ง Tech Engine ขึ้นมาในรูปแบบของ บริษัทร่วมทุน (Joint Venture – JV) หรือ บริษัทย่อย (Subsidiary) โดยมีแผนที่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569
ดร.ตฤณเน้นย้ำว่า โมเดลการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก:
-
ปัญหาการดึงดูดบุคลากร (Talent): การดำเนินงานแบบรัฐวิสาหกิจทำให้ไม่สามารถจ่ายเงินเดือนเพื่อดึงดูด AI Engineer หรือ Developer ที่มีค่าตอบแทนสูงตามกลไกตลาดเอกชนได้ ซึ่งหากต้องการให้ Digital Transformation สำเร็จอย่างแท้จริง ปณท. จำเป็นต้องสร้างโครงสร้างที่สามารถดึงดูดบุคลากรคุณภาพเหล่านี้เข้ามาได้ โดยโมเดลนี้มีความคล้ายคลึงกับบริษัทเทคโนโลยีในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (เช่น KTB มี Infinitas หรือ SCB มี Arize)
-
สร้างความต่อเนื่อง (Agility): การพึ่งพาการจ้างงานแบบโครงการ (Project-based) หรือการเปิด TOR (Terms of Reference) ในแต่ละปีจะทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีขาดความต่อเนื่องและเกิดความล่าช้า ดังนั้น การมี Tech Engine In-House ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ปณท. จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการอัปเดตและพัฒนาโซลูชันต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง (เช่น การอัปเดต Super App)
ดร.ดนันท์เสริมว่า ในเบื้องต้น ปณท. อาจจะถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนนี้ประมาณ 25% เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารจัดการและดำเนินการ โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะ Tech Partner แต่เป็นการมองหาพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งด้าน Tech + Logistics + Retail เพื่อเติมเต็มขีดความสามารถที่ขาดอยู่
Sandbox First: ทดลองก่อนขยายผลเต็มรูปแบบ
ดร.ตฤณเน้นย้ำถึงแนวคิด “Sandbox First” ในการลงทุนด้านเทคโนโลยี เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และการลงทุนขนาดใหญ่มีความเสี่ยงสูง ปณท. จะเริ่มจากการทำ Sandbox เพื่อทดสอบเทคโนโลยีลับ ๆ (เช่น IoT และ AI) ในสาขาหรือพื้นที่ที่จำกัดก่อน เพื่อพิสูจน์ให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีนั้น ๆ เหมาะสมกับตลาดไทย และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน หรือเพิ่มรายได้จริงก่อนที่จะขยายผล (Scale-up) ในวงกว้าง
การขับเคลื่อน Digital Touch Point ที่กำลังจะเกิดขึ้น
Tech Engine ที่จะเกิดขึ้นนี้จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนา Digital Touch Point ที่กำลังจะเปิดตัวและต้องได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง เช่น:
-
Super App: จะรวบรวมบริการทั้งหมดของ ปณท. เข้ามาไว้ในแอปพลิเคชันเดียว โดยจะมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ใช้ AI เข้ามาช่วย เช่น การ อ่านเลข Tracking จากสลิป อัตโนมัติ และการแสดงตำแหน่งพัสดุบน แผนที่แบบ Real-time รวมถึงการให้ลูกค้าสามารถ Manage Delivery (เปลี่ยนจุดส่งของ) ได้เอง
-
AI Service: พัฒนา AI Chatbot “พี่ไปรท์” เพื่อให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงใน Super App และ AI “น้องมีไร” สำหรับเป็นศูนย์กลางความรู้ของพนักงานภายใน
-
Prompt Post & D/ID: บริการ Digital Mail Box และ D/ID (Delivery ID) หรือรหัส 6 หลักสำหรับใช้แทนที่อยู่ จะถูกนำไปใช้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านความเชื่อมั่นและอำนวยความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานรัฐและเอกชน
โดยสรุปแล้ว การจัดตั้ง Tech Engine คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ ปณท. สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของรัฐวิสาหกิจในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและบุคลากรในยุคดิจิทัล และสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาบริการให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้
#ไปรษณีย์ไทย #ปณท #DigitalTransformation #SustainInnovation #TechPost #SuperApp #CODข้ามแดน #ผลประกอบการ #AI #รัฐวิสาหกิจ #TechEngine #JV #Sustainovation #DigitalTransformation #Post_Thailand

