AIS จับมือ ZTE ปฏิวัติ 5G ไทย ใช้ AI คุมเน็ตบิ๊กเมาน์เทนแรงทะลุพิกัด

AIS จับมือ ZTE ปฏิวัติ 5G ไทย ใช้ AI คุมเน็ตบิ๊กเมาน์เทนแรงทะลุพิกัด

AIS ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของไทย ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอีกครั้งด้วยการจับมือกับ ZTE Corporation ผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับโลก เพื่อนำเสนอนวัตกรรมที่เหนือชั้นกว่าการเชื่อมต่อทั่วไป โดยการเปิดใช้งานเทคโนโลยี AIR RAN เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การส่งผ่านข้อมูล แต่เป็นการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาบริหารจัดการเครือข่ายอย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานสูงสุด

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบในห้องปฏิบัติการ แต่เป็นการนำมาใช้งานจริงในสมรภูมิที่มีความท้าทายที่สุดอย่างเทศกาลดนตรี Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 15 หรือ BMMF#15 ซึ่งจัดขึ้น ณ โบนันซ่า เขาใหญ่ เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ท่ามกลางผู้เข้าร่วมงานนับหมื่นคนที่ต้องการแชร์ประสบการณ์สดๆ ผ่านโซเชียลมีเดียพร้อมกัน การเปิดตัวเทคโนโลยี AIR RAN ในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการประกาศศักดาของ AIS ในการก้าวสู่บทบาทของ Cognitive Tech-Co หรือองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะที่มุ่งเน้นการสร้าง “มูลค่าจากประสบการณ์” มากกว่าการขายเพียงปริมาณดาต้าแบบเดิม ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของ AIS ที่มุ่งเน้นการใช้พันธมิตรระดับโลกอย่าง ZTE เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาคอขวดของสัญญาณในพื้นที่หนาแน่น (High Traffic Area) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการให้บริการเครือข่าย 5G ทั่วโลก การที่ไทยสามารถเป็นสนามทดสอบและใช้งานจริงของเทคโนโลยี AI-native RAN นี้ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้บริโภค แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศที่กำลังมุ่งสู่การใช้ AI ในทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงานและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในวงกว้าง


ถอดรหัสวิกฤตความหนาแน่นในเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของไทย

เทศกาลดนตรี Big Mountain Music Festival ขึ้นชื่อว่าเป็นอีเวนต์กลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในแต่ละปีจะดึงดูดผู้คนจากทั่วสารทิศให้มารวมตัวกันในพื้นที่จำกัด ความหนาแน่นของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือในจุดเดียวทำให้เกิดปรากฏการณ์ “สัญญาณหนาแน่นเกินพิกัด” หรือ Network Congestion อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากการใช้งานจริงพบว่าอัตราการใช้งานทรัพยากรเครือข่ายหรือ PRB Utilization ในส่วนของดาวน์โหลดพุ่งสูงเกินกว่า 80% และฝั่งอัปโหลดสูงกว่า 60% ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นระดับวิกฤตที่เครือข่ายทั่วไปมักจะเริ่มล้มเหลว ส่งผลให้การใช้งานวิดีโอสะดุดหรือการส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชันล่าช้าอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาที่เกิดขึ้นในอีเวนต์ระดับนี้ไม่ได้เป็นเพียงความหงุดหงิดใจของผู้ใช้งาน แต่คือความท้าทายเชิงวิศวกรรมที่ผู้ให้บริการต้องเผชิญ เมื่อผู้คนนับหมื่นต่างพยายามอัปโหลดวิดีโอความละเอียดสูงลงบนแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Instagram พร้อมๆ กับการไลฟ์สดและการส่งข้อความผ่าน LINE เพื่อติดต่อสื่อสารกันภายในงาน ทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดจึงถูกดึงไปใช้จนถึงขีดสุด การที่ AIS เลือกใช้พื้นที่นี้เป็นบททดสอบของ AIR RAN จึงเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เพราะหากเทคโนโลยีนี้สามารถเอาชนะความท้าทายที่ Big Mountain ได้ ก็ย่อมสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันได้ไม่ยาก

ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์ ความล้มเหลวของเครือข่ายในงานกิจกรรมขนาดใหญ่นำมาซึ่งความสูญเสียทางโอกาส ทั้งในด้านการสร้างรายได้จากการซื้อแพ็คเกจเสริมและการพลาดโอกาสในการโปรโมตงานผ่าน User Generated Content (UGC) ที่มีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ AIS จึงต้องการเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการโชว์ศักยภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษา “คุณภาพประสบการณ์ผู้ใช้” (User Experience) ให้คงที่แม้ในสภาวะที่เครือข่ายถูกใช้งานอย่างหนักหน่วงที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นไม่เพียงแต่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้านับหมื่นรายในงาน แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการจัดงานอีเวนต์ขนาดใหญ่ในอนาคตที่ต้องพึ่งพาการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อ


ขุมพลัง AIR RAN เบื้องหลังความอัจฉริยะระดับมิลลิวินาที

นวัตกรรม AIR RAN ที่ AIS นำมาใช้ร่วมกับ ZTE ในครั้งนี้มีความโดดเด่นที่การใช้โซลูชัน BBU Plug-in Intelligence หรือการเสริมบอร์ดประมวลผลอัจฉริยะเข้าไปในสถานีฐานเดิมโดยตรง ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านจากสถานีฐานแบบดั้งเดิมไปสู่ AI-native RAN อย่างสมบูรณ์แบบ เทคโนโลยีนี้ทำงานโดยการสร้างความสามารถในการรับรู้ประสบการณ์ผู้ใช้งานแบบเรียลไทม์ (User Experience Perception) ซึ่งช่วยให้เครือข่ายสามารถจำแนกประเภทของข้อมูลที่ผู้ใช้งานกำลังเรียกใช้ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสั้น ข้อความแชท หรือการสตรีมมิ่งสด เพื่อจัดสรรทรัพยากรคลื่นความถี่ให้เหมาะสมกับความต้องการในขณะนั้น

ความฉลาดของระบบ AIR RAN อยู่ที่ความสามารถในการตัดสินใจในระดับมิลลิวินาที โดยมีระบบประเมินผลแบบ Closed-loop ที่คอยตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานอยู่ตลอดเวลา เมื่อระบบพบว่ามีการใช้งานแอปพลิเคชันหลัก เช่น TikTok หรือ LINE เพิ่มสูงขึ้น AI จะทำการจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรแบนด์วิดท์ให้โดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการคอขวด การทำงานที่สอดประสานกันระหว่างฮาร์ดแวร์ประสิทธิภาพสูงและซอฟต์แวร์ AI อัจฉริยะนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการทำให้เครือข่าย 5G ของ AIS มีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองต่อสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ การติดตั้ง AIR RAN ยังเป็นการลดภาระในการบริหารจัดการเครือข่ายแบบเดิมที่ต้องใช้มนุษย์ในการตั้งค่าหรือปรับจูน (Optimization) ซึ่งมักจะทำได้ไม่ทันท่วงทีต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้า การใช้ AI เข้ามาควบคุมในระดับสถานีฐานช่วยให้ AIS สามารถบริหารจัดการทรัพยากรคลื่นความถี่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด (Spectrum Efficiency) อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการจัดการพลังงานของสถานีฐาน ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของการดำเนินงานโทรคมนาคม การเปลี่ยนมาใช้ระบบอัจฉริยะจึงเป็นการเดินหน้าสู่ความยั่งยืนทั้งในเชิงธุรกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน


พลิกโฉมความเร็ว TikTok และ LINE แรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ผลลัพธ์จากการใช้งานจริงที่ Big Mountain Music Festival ครั้งที่ 15 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ AIR RAN อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง TikTok ซึ่งพบว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 23.74% ในช่วงที่มีความต้องการดาวน์โหลดข้อมูลสูง ข้อมูลนี้สะท้อนว่าผู้เข้าร่วมงานสามารถชมคลิปวิดีโอได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีอาการกระตุก แม้จะอยู่ท่ามกลางฝูงชนจำนวนมากก็ตาม สิ่งนี้ช่วยสร้างความต่อเนื่องในการบริโภคคอนเทนต์และช่วยให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวย

ในส่วนของการส่งข้อมูลผ่านแอปพลิเคชัน LINE ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของคนไทย ผลการทดสอบพบว่าประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างน่าทึ่งถึง 31.86% ในช่วงที่มีการอัปโหลดข้อมูลสูง ความสามารถนี้เห็นได้ชัดจากการที่ผู้ใช้งานสามารถอัปโหลดไฟล์วิดีโอหรือรูปภาพขนาดใหญ่ถึง 250MB ได้ภายในเวลาเพียง 2 นาที ซึ่งในสถานการณ์ปกติที่ไม่มีเทคโนโลยี AIR RAN การอัปโหลดไฟล์ขนาดนี้ในพื้นที่หนาแน่นอาจใช้เวลานานหลายสิบนาทีหรือล้มเหลวไปในที่สุด ความเร็วระดับนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถแชร์โมเมนต์ประทับใจบนเวทีได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ความสำเร็จที่วัดได้ด้วยตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จทางเทคนิค แต่คือการสร้างคุณค่าที่จับต้องได้ให้กับผู้บริโภค เมื่อผู้ใช้งานรู้สึกว่าเครือข่ายมีความเสถียรและรวดเร็วแม้ในงานใหญ่ ความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ AIS ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ ความสำเร็จในการเพิ่มความเร็วของแอปพลิเคชันยอดนิยมยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจดิจิทัลโดยรวม เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้งานดาต้าและคอนเทนต์คุณภาพสูงมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้ในอุตสาหกรรมบันเทิงและการโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน


จากการขาย “ดาต้า” สู่การบริหาร “ประสบการณ์” เพื่อผลกำไร

การเปิดตัว AIR RAN เชิงพาณิชย์ในครั้งนี้คือสัญญาณชัดเจนว่า AIS กำลังเปลี่ยนผ่านกลยุทธ์จากการแข่งขันด้านราคาและปริมาณอินเทอร์เน็ต (Data Volume) ไปสู่การสร้างรายได้จากคุณภาพประสบการณ์ (User Experience Monetization) ในโลกของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ผู้บริโภคยินดีที่จะจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งความสะดวกสบายและความเสถียรในการใช้งาน การมีเครือข่ายที่ฉลาดพอจะจัดลำดับความสำคัญของแอปพลิเคชันสำคัญได้ จึงเป็นเครื่องมือทรงพลังในการสร้างแพ็คเกจบริการที่แตกต่างและพรีเมียมมากขึ้นในอนาคต

แนวคิดการสร้างมูลค่าจากประสบการณ์นี้จะกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจโทรคมนาคม เมื่อ 5G เข้าสู่ช่วงที่เติบโตเต็มที่ การมี AI เข้ามาช่วยจัดการเครือข่ายจะช่วยให้ AIS สามารถขยายผลสู่ธุรกิจภาคอุตสาหกรรม (Enterprise) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การให้บริการเครือข่ายสำหรับ Smart Factory หรือการถ่ายทอดสดงานอีเวนต์ระดับโลกที่ต้องการความเสถียรสูงสุด ความสำเร็จจาก Big Mountain ครั้งนี้จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการนำเสนอบริการที่ปรับแต่งตามความต้องการเฉพาะ (Personalized Experience) ซึ่งจะสร้างโอกาสในการทำกำไรใหม่ๆ ให้กับองค์กร

ยิ่งไปกว่านั้น การใช้เทคโนโลยี AIR RAN ยังช่วยลดต้นทุนในการปฏิบัติการดูแลระบบ (O&M) ได้อย่างมหาศาล เพราะ AI สามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาเบื้องต้นได้เอง ทำให้ลดความเสี่ยงจากการเกิดปัญหาระบบล่มหรือคุณภาพสัญญาณตกต่ำ การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่และพลังงานยังสอดคล้องกับแนวคิด ESG ที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญ การผสานพลังระหว่างประสิทธิภาพเชิงเทคนิคและการบริหารจัดการประสบการณ์ลูกค้าจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำพา เอไอเอส ไปสู่การเป็นผู้นำเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืน


ก้าวต่อไปของ 5G อัจฉริยะและการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานไทย

ความร่วมมือระหว่าง เอไอเอส และ ZTE ในการนำ AIR RAN มาใช้เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในไทย ไม่เพียงแต่เป็นก้าวสำคัญของบริษัททั้งสอง แต่คือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไปสู่อีกระดับ การเปลี่ยนผ่านสู่ AI-native RAN จะช่วยให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับเทคโนโลยีล้ำสมัยอื่นๆ ที่จะตามมา เช่น Autonomous Vehicles, Cloud Gaming หรือ Metaverse ซึ่งล้วนต้องการเครือข่ายที่มีการตอบสนองที่รวดเร็วและชาญฉลาดในระดับมิลลิวินาที

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจเห็นการขยายผลการใช้งาน AIR RAN ไปสู่ย่านเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น สยามสแควร์ สถานีรถไฟหลัก หรือท่าอากาศยานนานาชาติ เพื่อรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวและผู้ใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้น การที่เครือข่ายสามารถรับรู้และปรับตัวตามพฤติกรรมผู้ใช้ได้เองจะทำให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโครงข่าย 5G ที่ก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติที่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่วางใจได้สำหรับการดำเนินธุรกิจ

สุดท้ายนี้ ความสำเร็จของโครงการ AIR RAN ที่งาน Big Mountain Music Festival คือบทพิสูจน์ว่านวัตกรรมที่แท้จริงต้องสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงและสร้างคุณค่าให้กับมนุษย์ได้ การรวมพลังของเทคโนโลยี 5G และ AI จะยังคงเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่โลกแห่งความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ไร้ขีดจำกัด และ เอไอเอส พร้อมที่จะเป็นผู้ถือธงนำในเส้นทางสายดิจิทัลนี้ เพื่อสร้างอนาคตที่การเชื่อมต่อเป็นมากกว่าแค่สัญญาณโทรศัพท์ แต่คือการเชื่อมต่อทุกความฝันและทุกโอกาสให้กลายเป็นความจริง

#AIS #ZTE #AIRRAN #5GSmartNetwork #BigMountainMusicFestival #BMMF15 #AIInTelecom #DigitalEconomy #Thailand5G #UserExperience #Innovation #SmartBaseStation

Related Posts